ท่ามกลางโลกที่ผันผวน ทั้งสงคราม ภาษี การค้า เทคโนโลยี และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญว่าจะเดินต่อด้วยสูตรเดิม หรือจะเปลี่ยนสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่สร้างมูลค่าได้มากกว่า
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ได้เปิดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย โดยย้ำว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ใช่เพียงเศรษฐกิจทางเลือก แต่คือกลไกสำคัญในการพาประเทศหลุดพ้นจากข้อจำกัดเดิมและสร้างการเติบโตในระยะยาว
ไชยยง รัตนอังกูร ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายใหญ่ 4 ประการ ประการแรก คือ ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก กติกาการค้า ภาษี และสงครามในหลายพื้นที่ ซึ่งล้วนยากต่อการคาดการณ์และส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจทั้งโลก
ประการที่สอง คือ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ปัจจุบันกระทบต่อชีวิตประจำวันและภาคการผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประการที่สาม คือ ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวและติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางมาอย่างยาวนาน แม้แรงงานไทยจะทำงานหนัก แต่ผลตอบแทนและคุณภาพชีวิตกลับไม่เพิ่มขึ้นอย่างที่ควร
ประการสุดท้าย คือ การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI disruption ซึ่งน่าคิดว่าประเทศไทยจะพัฒนาคนและเตรียมสังคมให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไปได้หรือไม่

“คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าเราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะเป็นโจทย์ที่ยากและซับซ้อน แต่ควรถามว่าเศรษฐกิจในรูปแบบใดที่จะช่วยรับมือกับความท้าทายทั้งหมดได้พร้อมกัน ซึ่งคำตอบคือเศรษฐกิจสร้างสรรค์”
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตจากซัพพลายเชนและโมเดลการผลิตแบบเดิมที่เน้นการผลิตจำนวนมาก การควบคุมต้นทุน และการส่งออกเป็นหลัก วังวนดังกล่าวทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาค่าเงินอ่อน ค่าแรงที่ไม่สูง จนขาดความสามารถในการสร้างโมเดลในแบบพรีเมียมหรือ High margin ที่เพียงพอจะพยุงประเทศในระยะยาว ขณะที่การมาถึงของ AI ได้เร่งให้กระบวนการคิด การผลิต และการแข่งขันเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
หลายคนอาจนึกถึงงานคราฟต์ งานออกแบบ งานแฟร์ หรือเทศกาลต่างๆ แต่แท้จริงแล้วเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไปไกลกว่านั้นมาก และสามารถเป็นยุทธศาสตร์ระดับประเทศได้ ด้วยการเปลี่ยนสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม ความคิด และอัตลักษณ์ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ให้กลายเป็นทุนทางเศรษฐกิจในอนาคต
เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นเหมือน Operating System ของเศรษฐกิจใหม่ โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์และการสร้างความหมายในการเพิ่มมูลค่า ทำให้สินค้าและบริการสามารถสร้างมาร์จินสูง ลดแรงกดดันด้านต้นทุน และไม่ต้องพึ่งพาการผลิตเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญเศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังได้รับผลกระทบจากภาษีและค่าเงินน้อยกว่า เพราะความเชื่อ วัฒนธรรม และประสบการณ์ไม่สามารถประเมินค่าได้แบบเดียวกับสินค้าอุตสาหกรรม และแม้ AI จะเข้ามาแทนที่งานบางประเภท แต่ก็ไม่สามารถทดแทนรสนิยมทางปัญญา ความคิดเชิงสร้างสรรค์ และฝีมือของมนุษย์ได้ทั้งหมด
“หากมองเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นหนึ่งในทางรอดของประเทศ สิ่งที่จำเป็นต้องเปลี่ยนคือวิธีคิดของสังคมไทย ตั้งแต่การขยับจากการผลิตเชิงปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่า จากการส่งออกสินค้าไปสู่การส่งออกความหมายและเรื่องราว และการกระจายโอกาสไปยังเมืองรอง เพื่อค้นหาและพัฒนาผู้คนในแต่ละพื้นที่ให้ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของตนเอง” ไชยยง กล่าว
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย มูลค่า 1.44 ล้านล้านบาท
ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้ข้อมูลว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก โดยสร้างรายได้รวมกว่า 71.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 3.1% ของ GDP โลก และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปี พร้อมสร้างการจ้างงานกว่า 50 ล้านตำแหน่ง หรือ 6.2% ของแรงงานโลก โดยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการสร้างสรรค์ทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 65.6 ล้านล้านบาท ซึ่งด้านบริการเติบโตสูงกว่าสินค้าถึง 34%
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมูลค่าของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของ GDP ประเทศ โดยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเชิงสร้างสรรค์ราว 3.78 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.7% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และมีแรงงานในภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์เกือบ 1 ล้านคน สะท้อนบทบาทสำคัญทั้งด้านรายได้และการจ้างงาน
เมื่อเปรียบเทียบในระดับนานาชาติ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีสัดส่วนต่อ GDP อยู่ที่ 4.26% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก และสูงกว่าหลายประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ แต่ยังเป็นรองประเทศที่พัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเข้มข้น เช่น สหราชอาณาจักรและอินโดนีเซีย
สำหรับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ แม้ไม่ได้อยู่ใน 3 อันดับแรก แต่พบว่ามีผลคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) สูงที่สุด เช่นการที่คอนเทนต์ไปฉายในต่างประเทศ เกิดการซื้อขาย และดึงคนกลับมาเที่ยวในประเทศ เป็นตัวสะท้อนศักยภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยภาพยนตร์มีตัวคูณผลผลิตสูงสุดที่ 1.84 เท่า, การกระจายเสียงอยู่ที่ 1.60 เท่า, ดนตรี และโฆษณา เท่ากันที่ 1.40 เท่า ส่วนเกมและแอนิเมชัน อยู่ที่ 1.36 เท่า

ในเชิงพื้นที่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น แม้จะมีมูลค่าสูงสุดที่ 868,730 ล้านบาท รองลงมาคือภาคตะวันออก มูลค่า 140,494 ล้านบาท, ภาคกลาง 132,264 ล้านบาท, ภาคใต้ 85,306 ล้านบาท, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 79,579 ล้านบาท และภาคเหนือ 69,396 ล้านบาท
ดังนั้น การวางแผนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในปี 2569 ให้ประสบผลสำเร็จได้ จะต้องคำนึงถึง 6 เทรนด์และการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม ได้แก่ Tech & AI Acceleration ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าการผลิตคอนเทนต์, Platform Power โอกาสไร้พรมแดนบนแพลตฟอร์ม, Creator Economy หรือเศรษฐกิจครีเอเตอร์ไทยซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าพุ่งแตะ 4.5 หมื่นล้านบาท, Regional Rising หรือพลังท้องถิ่น, New Consumerism ชนชั้นกลางใหม่ที่พร้อมจ่ายให้ประสบการณ์และดิจิทัลไลฟ์สไตล์ และสุดท้ายคือ High-Value IP การสร้างมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญา
“CEA จะผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยไปสู่เป้าหมายสำคัญ 4 ข้อในปี 2569 ได้แก่ สร้างผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นอีก 3 แสนราย, สร้างผลงาน New IP ใหม่มากกว่า 350 รายการเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์, ผลักดันรายได้เฉลี่ยของผู้ประกอบการสร้างสรรค์ให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 30% และสุดท้ายคือการผลักดัน มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เติบโต 5% โดยทั้งหมดจะช่วยให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้ามาเป็นฟันเฟืองหลักเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ” ดร.ชาคริต กล่าว
ภาพ : Creative Economy Agency
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ‘เน็ตฟลิกซ์’ เผยปี 64-67 ลงทุนคอนเทนต์ไทย ไปแล้วกว่า 200 ล้านเหรียญ สร้างงานกว่า 13,500 ตำแหน่ง
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

