ไทย vs เวียดนาม ศึกชิงเม็ดเงินลงทุนโลก เมื่อเกมใหม่ไม่ได้แข่งแค่ค่าแรง

ไทย vs เวียดนาม ศึกชิงเม็ดเงินลงทุนโลก เมื่อเกมใหม่ไม่ได้แข่งแค่ค่าแรง

เปิดขีดความสามารถแข่งขันของไทยกับเวียดนามหมัดต่อหมัด นักลงทุนต่างชาติยังมองเวียดนามเป็น blue ocean ที่จะปักหมุดขยายลงทุนต่อเนื่อง เพราะคนมีความเป็นเถ้าแก่สูง ใช้ AI เก่ง ตอบสนองปัญหาสิ่งแวดล้อมดีกว่าไทย “สนั่น อังอุบลกุล” นายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนามและสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) กระทุ้งรัฐเร่งกำจัดจุดอ่อนก่อนสาย แม้ความสามารถแข่งขันของไทยหลายด้านยังทิ้งห่างเวียดนามแบบห่างชั้น


    สถานการณ์การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไปยังประเทศเวียดนามในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2023–2025) แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ด้วยตัวเลขเงินลงทุน “จดทะเบียน” ที่ขยับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จากประมาณ 3.66–3.67 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2023 สู่ 3.82 หมื่นล้านเหรียญในปี 2024 และแตะระดับ 3.84 หมื่นล้านเหรียญในปี 2025

    สนั่น อังอุบลกุล นายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม และประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้เข้าไปลงทุนในเวียดนามมาประมาณ 30 ปี มองว่า ดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญที่สุดคือ ตัวเลขเงินลงทุน “เบิกจ่ายจริง” ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องทุกปี โดยปี 2023 อยู่ที่ 2.32 หมื่นล้านเหรียญ ขยับเป็น 2.54 หมื่นล้านเหรียญในปี 2024 และพุ่งสู่ระดับ 2.76 หมื่นล้านเหรียญในปี 2025 ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มทุนข้ามชาติไม่ได้เพียงแค่ประกาศเจตนารมณ์ในการลงทุนเท่านั้น แต่ได้เริ่มเดินหน้าจัดตั้งและขับเคลื่อนฐานการผลิตอย่างเป็นรูปธรรมที่นี่

    สนั่นเห็นภาพความร้อนแรงในเวียดนามยังคงส่งสัญญาณชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อสถิติ FDI รวมเข้าเวียดนามในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2026 ทะยานขึ้นมาอยู่ที่ 2.48 หมื่นล้านเหรียญ เติบโตถึง 34.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ขณะที่เงินเบิกจ่ายจริงในช่วง 5 เดือนแรกอยู่ที่ 9.75 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 9.6%


ยักษ์ใหญ่แห่ปักหมุดเบียดไทยชิงเค้กเทคโนโลยี

    การปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลก และกลยุทธ์ “China+1” กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เวียดนามกลายเป็นจุดหมายปลายทางหลักในการย้ายฐานการผลิต จากเดิมที่กลุ่มประเทศผู้ลงทุนหลักอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เคยเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลักในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ทว่าในปัจจุบัน เม็ดเงินลงทุนระลอกใหม่ได้หลั่งไหลเข้าสู่เวียดนามในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ จอภาพ และชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทานของ Apple

    ขณะที่การลงทุนจากจีนและไต้หวันขยายตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากแรงกดดันด้านกำแพงภาษีและการย้ายฐานออกจากประเทศจีน ส่วนสิงคโปร์และฮ่องกงยังคงครองแชมป์ในฐานะผู้ลงทุนรายใหญ่ ผ่านการเป็นศูนย์กลางทางการเงินและบริษัทโฮลดิ้ง (holding company) ทั้งนี้ อุตสาหกรรมแปรรูปและการผลิต (processing & manufacturing) ยังคงเป็นภาคธุรกิจที่ดึงดูดเม็ดเงินได้มากที่สุด ตามมาด้วยภาคอสังหาริมทรัพย์ พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน

    กลุ่มทุนข้ามชาติรายใหญ่ที่ขยายการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้แก่

    - Samsung Display (เกาหลีใต้): ลงทุนเพิ่ม 1.8 พันล้านเหรียญ ในโรงงานผลิตจอ OLED ที่จังหวัดบั๊กนิงห์ (Bac Ninh)

    - LG Display (เกาหลีใต้): ขยายการลงทุนเพิ่ม 1 พันล้านเหรียญ ที่ไฮฟอง (Hai Phong)

    - Amkor Technology (สหรัฐฯ): ปักหมุดโครงการบรรจุภัณฑ์และทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (semiconductor packaging) มูลค่าสูงถึง 1.07–1.6 พันล้านเหรียญ

    - Foxconn (ไต้หวัน): ขยายการลงทุนในหลายโครงการ รวมมูลค่า 551 ล้านเหรียญ ส่งผลให้ยอดการลงทุนสะสมทะลุ 3.2 พันล้านเหรียญ

    - Hyosung (เกาหลีใต้): ลงทุนในธุรกิจวัสดุชีวภาพ (Bio-BDO) มูลค่าประมาณ 700 ล้านเหรียญ

    - LEGO (เดนมาร์ก): จัดตั้งโรงงานผลิตของเล่นขนาดใหญ่ในจังหวัดบิ่ญเซือง (Binh Duong)


ส่อง “ทุนไทย” ในเวียดนาม

    แม้แต่ประเทศไทยเอง ก็ยังคงรักษาตำแหน่งผู้ลงทุนรายสำคัญในเวียดนาม โดยรั้งอันดับที่ 8–9 ของนักลงทุนต่างชาติทั้งหมด และเป็นอันดับที่ 2 ในกลุ่มประเทศอาเซียนรองจากสิงคโปร์

    โดยมูลค่าการลงทุนสะสมของไทยในเวียดนามเติบโตต่อเนื่อง จากมากกว่า 1.4 หมื่นล้านเหรียญในช่วงต้นถึงกลางปี 2024 สู่ประมาณ 1.49 หมื่นล้านเหรียญในกลางปี 2025 และล่าสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 ยอดสะสมทะยานขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 1.54 หมื่นล้านเหรียญ

​

สนั่น อังอุบลกุล


    “พฤติกรรมการลงทุนของกลุ่มทุนไทย พบการเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงปี 2025 โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ไทยมีโครงการลงทุนใหม่ 19 โครงการ มูลค่ารวม 869.65 ล้านเหรียญ คิดเป็นการเติบโตมากกว่า 11 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) และขยับขึ้นเป็น 928 ล้านเหรียญในช่วง 9 เดือนแรก (เติบโต 7 เท่า YoY) ขณะที่ตัวเลขล่าสุดในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2026 ทุนไทยมีการอนุมัติโครงการใหม่แล้ว 12 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินทุนจดทะเบียนรวม 132 ล้านเหรียญ” สนั่นกล่าว

    กลุ่มธุรกิจหลักของไทยที่มีบทบาทสูงในตลาดเวียดนาม ครอบคลุมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและวัสดุก่อสร้าง, ค้าปลีก, อาหารและเกษตรแปรรูป, เครื่องดื่ม, นิคมอุตสาหกรรม, พลังงาน และโลจิสติกส์ ภายใต้การนำขององค์กรชั้นนำ อาทิ SCG, ไทยเบฟฯ, กลุ่มเซ็นทรัล/เซ็นทรัล รีเทล (ซึ่งประกาศแผนลงทุนระยะยาวปี 2023–2027 มูลค่า 1.45 พันล้านเหรียญ), เครือซีพี, อมตะ, WHA, บี.กริมม์, กัลฟ์ ดีเวลอปเม้นท์, Super Energy, ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ และเบอร์ลี่ยุคเกอร์

    สนั่นเล่าว่า สำหรับศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ยังคงเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องที่เวียดนามในปีนี้ ตั้งงบลงทุนรวมไว้ประมาณ 500 ล้านบาทที่ฮานอย มี 1 โรงงานซี่งผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มเป็นหลัก ปัจจุบันเต็มกำลังการผลิตแล้ว จึงลงทุนปรับขยายพื้นที่โรงงานเพิ่มเติมและซื้อเครื่องจักรสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำดื่มตัวใหม่ และกำลังมองหาพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อรองรับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์น้ำดื่มรายการใหม่ๆ ที่โฮจิมินห์ ซึ่งปัจจุบันมี 2 โรงงาน ได้แก่ โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มและพลาสติกอุตสาหกรรม และอีก 1 โรงงานผลิตสินค้าผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือนที่ทำจากเมลามีน

    ปีนี้ศรีไทยจะลงทุนเครื่องจักรและแม่พิมพ์เพื่อเพิ่มสายการผลิตอีก 2 สายการผลิตของบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มตัวใหม่ พร้อมหาพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น สำหรับกลุ่มพลาสติกอุตสาหกรรม ก็ลงทุนเพิ่มเพื่อพัฒนาสินค้าตัวใหม่ร่วมกับลูกค้า


ทำไมเวียดนามจึงชนะใจนักลงทุน?

    เมื่อวิเคราะห์ถึงเหตุผลและมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ สนั่นพบว่าเวียดนามมี growth story หรือเรื่องราวการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนและดึงดูดใจมากกว่า ด้วยข้อเปรียบเทียบที่ได้เปรียบไทยในหลายมิติ ดังนี้

    1.โครงสร้างประชากรและต้นทุน: เวียดนามมีสัดส่วนประชากรวัยทำงานจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนแรงงานยังคงอยู่ในระดับที่แข่งขันได้สูง พร้อมทั้งมีตลาดภายในประเทศที่กำลังขยายตัวอย่างมหาศาล

    2.ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และการค้า: เวียดนามตั้งอยู่ใกล้กับจีนตอนใต้ เอื้อต่อการบริหารห่วงโซ่อุปทาน ประกอบกับการมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) หลากหลายฉบับ รองรับภาคการผลิตเพื่อส่งออกขนาดใหญ่

    3.เสถียรภาพและประสิทธิภาพภาครัฐ: รัฐบาลเวียดนามดำเนินนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว มีกลไกทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ และการบังคับใช้นโยบายต่อต้านการทุจริต (anti-corruption) ในภาครัฐที่เด่นชัด

    อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งที่เหนือกว่าในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เพียบพร้อม, ความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมยานยนต์, ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ, คุณภาพชีวิตที่ดี ตลอดจนความพร้อมในอุตสาหกรรมใหม่อย่าง data center และระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในบางส่วน

    “เพื่อไม่ให้ประเทศไทยสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันและตกขบวนการลงทุนโลก ผู้เชี่ยวชาญและภาคเอกชน เห็นว่านโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลไทยจำเป็นต้อง ‘เร่งดำเนินการทันที’ คือมุ่งเน้นการลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ (friction) มากกว่าการพึ่งพาเพียงสิทธิประโยชน์ทางภาษี” สนั่นบอก

    สนั่นยังได้เสนอแนะรัฐให้มีการปฏิรูประบบอนุมัติภาครัฐ จัดตั้งกลไก one-stop approval ที่มีผลบังคับใช้จริงสำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อรวบรวมและเบ็ดเสร็จขั้นตอนการอนุมัติให้อยู่ภายใต้กรอบเวลาที่ชัดเจนและแน่นอน

    นอกจากนี้ เขาเห็นว่ารัฐบาลควรปลดล็อกพลังงานสะอาด โดยเร่งรัดการประกาศใช้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าสีเขียว (renewable PPA) เนื่องจากกลุ่มทุนในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกมีเงื่อนไขบังคับในการเข้าสู่โรงงานสีเขียว (green factory)

    “ไทยต้องเร่งยกระดับทักษะแรงงานชั้นสูง เน้นการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับอุตสาหกรรมอนาคต อาทิ อิเล็กทรอนิกส์, เซมิคอนดักเตอร์, ระบบอัตโนมัติ, AI และซัพพลายเชน EV อย่างเป็นระบบ และสร้างความชัดเจนด้านกฎระเบียบ ด้วยการลดความผันผวนและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับใบอนุญาต ผังเมือง การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และอำนวยความสะดวกในการดึงดูดแรงงานต่างชาติที่มีทักษะสูง (high-skilled talent)” สนั่นบอก

    นอกจากนี้ควรออกแบบแพ็กเกจสิทธิประโยชน์ใหม่ที่สามารถแข่งขันได้ภายใต้กรอบภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (global minimum tax) เนื่องจากมาตรการเว้นภาษีทางเศรษฐกิจแบบเดิม (tax holiday) ไม่เพียงพออีกต่อไป

    กลยุทธ์ที่ต้องดำเนินการอีกเรื่องคือ การรุกคืบดึงดูดทุนแบบเฉพาะเจาะจง (targeted hunting) กับบริษัทแกนหลักของโลก (anchor company) ในกลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น chip packaging, cloud/data center, ชิ้นส่วน EV และอุปกรณ์การแพทย์ (medical device) รวมทั้งเชื่อมโยงซัพพลายเชนในประเทศ ด้วยการสร้างกลไกเชื่อมต่อผู้ผลิตท้องถิ่นของไทย (local suppliers) เข้ากับห่วงโซ่อุปทานของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดลักษณะการลงทุนแบบแยกตัวโดดเดี่ยว (enclave manufacturing)


TMA ชี้ ปัญหา “คน” สำคัญสุด ต้องเร่งแก้ด่วน

    ด้าน ธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) กล่าวว่า แม้ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของโลก จากสถาบัน IMD World Competitiveness Center อันดับของประเทศไทยจะขยับมาอยู่ในลำดับที่ 26 จาก 70 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก มีอันดับที่ดีขึ้นปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ในอันดับที่ 30 แต่ประเทศไทยยังมีความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล ไม่เพียงพอที่จะทำให้ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นในระยะยาว โดยเฉพาะการแข่งขันกับเวียดนาม ที่แม้จะเพิ่งได้เข้ารับการจัดอันดับเป็นปีแรก แต่อันดับของเวียดนามก็ตามหลังไทยมาติดๆ ในอันดับที่ 27

​


    แม้ในภาพรวมประเทศไทยจะอยู่อันดับที่ดี แต่มุมมองของ TMA เห็นว่าหากพิจารณารายปัจจัยแล้ว ยังมีความท้าทายหลายอย่าง โดยเฉพาะสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ที่ตกลงจากอันดับที่ 8 เป็น 10 เนื่องจากอัตราการเติบโตของ GDP ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

    "นอกจากนี้ไทยก็ยังมีจุดอ่อนสำคัญในเรื่องความโปร่งใส การคอร์รัปชัน โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียม ไทยได้คะแนนเพียง 53 คะแนนจาก 100 คะแนน คิดเป็นอันดับที่ 57 จาก 70 เขตเศรษฐกิจ นอกจากนี้นักธุรกิจยังให้คะแนนค่อนข้างต่ำอย่างต่อเนื่องเรื่องความโปร่งใสของนโยบายรัฐ” ธีรนันท์กล่าว และว่า หากรัฐบาลมีเจ้าภาพที่ชัดเจนในแต่ละประเด็นและร่วมกันแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ไม่แยกส่วนการทำงานตาม KPI ของหน่วยงานนั้นๆ เชื่อว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติได้มากยิ่งขึ้น

    แม้เวียดนามจะมีจุดอ่อนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเข้าถึงบริการทางการเงิน และการลงทุนในด้านโทรคมนาคม แต่จุดแข็งที่เหนือกว่าและทิ้งห่างไทยและพร้อมดึงดูดนักลงทุนต่างชาติก็มีหลายข้อด้วยกัน อาทิ เรื่อง passport freedom ที่นำไทยไปถึง 50 อันดับ เรื่องการ adapt ของนโยบายรัฐบาล อันดับเวียดนามอยู่เหนือไทยไป 35 อันดับ และทิ้งห่างถึง 38 อันดับในเรื่อง student who are not low achievers และแซงไทยไป 31 อันดับในเรื่อง flexibility and adaptability

​


    ที่น่าจับตามองอีกประเด็นคือเรื่องของทักษะด้าน AI ที่นักลงทุนลงคะแนนให้เวียดนามมาเป็นอันดับ 11 ของทั้ง 70 เขตเศรษฐกิจทิ้งห่างไทยซึ่งรั้งอันดับที่ 38 และอีกประเด็นที่ไม่สามารถจะมองข้ามได้และจะต้องให้ความสำคัญมากขึ้นคือ sustainable development ที่เวียดนามก็ยังทิ้งห่างไทยอยู่ถึง 8 อันดับ

    ส่วนอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันที่ประเทศไทยทิ้งห่างเวียดนามมากๆ มีอยู่เพียง 4 เรื่อง ได้แก่ รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยทิ้งห่างเวียดนามถึง 59 อันดับ โดยไทยมีเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวเข้าประเทศเป็นอันดับที่ 10 ของโลก ขณะที่เวียดนามอยู่อันดับ 69

    นอกจากนี้การลงทุนในด้านโทรคมนาคม อันดับความสามารถแข่งขันของไทยอยู่ที่อันดับ 9 นำโด่งห่างเวียดนามถึง 52 อันดับ ส่วนประเด็น consumer price inflation และการเข้าถึงบริการทางการเงิน ประเทศไทยยังทิ้งห่างเวียดนามถึง 43 อันดับ และ 38 อันดับ ตามลำดับ

    นอกจากอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเวียดนามจะนำประเทศไทยในหลายประเด็นแล้ว อันดับคะแนนขีดความสามารถของเวียดนามยังอยู่ในระดับ top 5 ของโลกในหลายด้านอีกด้วย อาทิ ด้านการเติบโตของ GDP การส่งออก ความพอใจของนักลงทุน การทำงานร่วมกันทางสังคม ค่าตอบแทนในสายอาชีพที่ต้องใช้ทักษะสูง และ employee training และคะแนนที่เวียดนามถูกจัดอันดับให้ได้สูงสุดเป็นอันดับ 2 จาก 70 เขตเศรษฐกิจคือ enterpreneurship ที่ทิ้งห่างไทยอยู่ถึง 27 อันดับ

    “คนเวียดนามมีลักษณะโดดเด่นมาก เขามีความเป็นเถ้าแก่สูง เขาพร้อมที่จะคิด วางแผน และลงมือทำเพื่อสร้างหรือริเริ่มธุรกิจใหม่ แสวงหาโอกาสใหม่ๆ พัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน หลังเลิกงานก็จะใช้เวลาไปเรียนโน่น เรียนนี่ เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม” ธีรนันท์กล่าว

​

ธีรนันท์ ศรีหงส์


    เขาระบุอีกว่า เด็กไทยรุ่นใหม่ไม่ค่อยสนใจเข้าสู่การศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ เพราะมองว่าเป็นเรื่องยาก จึงอาจจะไม่สามารถตอบสนองต่อแรงงานในอนาคตได้ อีกหนึ่งข้อแตกต่างที่สำคัญคือ ผู้บริหารในภาคเอกชนมีความกระตือรือร้นสูงมาก มีทัศนคติเชิงบวกต่อการพัฒนาตนเอง

    “แม้เวียดนามจะเผชิญความท้าทายเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบท่าเรือ ถนน ทางรถไฟ แต่เมื่อไรที่เวียดนามใส่เงินลงทุนอย่างมหาศาลภายในระยะ 4-5 ปีในเรื่องนี้ เวียดนามสามารถแซงไทยได้ง่ายมากๆ” ธีรนันท์กล่าว

    ทั้งนี้ ธีรนันท์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ประเทศไทยรู้ปัญหาของตัวเองมานานนับทศวรรษ แต่ยังติดกับดักด้านการนำไปปฏิบัติ ประเด็นปัญหาที่ต้องเร่งดำเนินการในหลายเรื่อง อาทิ การยกระดับผลิตภาพทั้งการเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ ที่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ รวมทั้งการปฏิรูปทรัพยากรมนุษย์ในด้านทักษะพื้นฐานอย่าง ภาษาอังกฤษ และความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ / เทคโนโลยี (STEM) รวมถึงทักษะสำหรับโลกยุคใหม่อย่าง AI ที่ต้องมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนและพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เป็นเพียงแค่แผนงาน ไม่เช่นนั้นจะมีความเสี่ยงสูงมากที่ประเทศไทยจะถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าไปในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน



ภาพ: TMA, สนั่น อังอุบลกุล และ macrovector on Magnific



​​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เปิดผล “ขีดความสามารถการแข่งขัน” ปีนี้ไทยอยู่อันดับ 26 โลก แม้ขยับขึ้น แต่เศรษฐกิจ-รัฐแผ่วแรง แถมเวียดนามจี้ติด ห่างกันแค่หายใจรด!

​​​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine