ส่อง 3 ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยมจากเวที PM Export Award 2019 - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • ส่อง 3 ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยมจากเวที PM Export Award 2019

ส่อง 3 ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยมจากเวที PM Export Award 2019

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
26 Aug 2019 | 8:00 pm 10118

กลับมาอีกครั้งกับการประกาศรางวัลผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2562 (Prime Minister’s Export Award 2019) รางวัลสูงสุดของรัฐบาลที่มอบให้แก่ผู้ประกอบการส่งออกดีเด่น จัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

โดยปีนี้มีผู้สมัครจากทั่วประเทศกว่า 652 บริษัทใน 7 ประเภทรางวัล และมีผู้ผ่านการพิจารณาเข้ารับรางวัล 34 รางวัลจาก 31 บริษัท ซึ่ง Forbes Thailand ชวนคุยกับ 3 บริษัทขนาดใหญ่ที่ได้รับรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยม (Best Exporter) ที่น่าสนใจ

 

วาย.เอส.เอส.เบอร์ 1 โลกสินค้า high performance

เริ่มต้นด้วยบริษัท วาย.เอส.เอส. (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายระบบกันสะเทือน (โช้คอัพ) รถมอเตอร์ไซค์และรถกระบะ รวมถึงรถที่ใช้ในสนามแข่ง ที่ในปีนี้ไม่เพียงแต่ได้รับรางวัล Best Exporter แต่ยังได้รับรางวัล Best Thai Brand มาด้วย โดย ภิญโญ พานิชเกษม ประธานกรรมการบริหาร เปิดเผยกับ Forbes Thailand ว่า ปัจจุบัน วาย.เอส.เอส.ส่งออกสินค้าไปมากกว่า 30 ประเทศ โดยประเทศที่ส่งออกไปมากที่สุด ได้แก่ อินโดนีเซีย เยอรมนี มียอดขายจากการส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 45% ในประเทศ 55%

“ขณะที่ผลประกอบการครึ่งปี 2562 อยู่ที่ 460 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะมีรายได้ 920 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 10% ทั้งนี้ สงครามการที่เกิดขึ้นไม่มีผลกระทบกับเราเลย เนื่องจากสินค้าของเราเป็นกลุ่ม high performance ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสงครามการค้าเท่าใดนัก ขณะเดียวกันมองว่ายังมีตลาดให้เราลงไปเล่นได้อีกเยอะ รวมทั้ง วาย.เอส.เอส.ไม่ได้อยู่ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง จึงยังมีโอกาสเติบโตได้”

ภิญโญ พานิชเกษม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วาย.เอส.เอส. (ประเทศไทย) จำกัด

ภิญโญ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ วาย.เอส.เอส.เริ่มเจาะตลาดใหม่ในประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อเมริกา จีน อินเดีย และไต้หวัน หลังจากนี้จะขยายสินค้าไปยังกลุ่มอื่นมากขึ้น เช่น รถยนต์ เอทีวี อีกส่วนหนึ่งคือพยายามจะขยายไปในส่วนของภาคบริการ ซึ่งปัจจุบันทดลองทำเซอร์วิสดูแลลูกค้าเองบางส่วน นอกจากนี้ยังเตรียมขยายการจัดจำหน่ายสินค้าอื่นในตลาดอะไหล่มอเตอร์ไซค์ และเตรียมพร้อมบริษัทเพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2564 ด้วย

“เราเพิ่งเข้ามาแข่งขันเรื่องรางวัล PM Award เนื่องจากต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการไทยว่า วาย.เอส.เอส.เป็นสินค้าของคนไทยในด้านเทคโนโลยีที่สามารถก้าวไปสู่เบอร์ 1 ของโลกในสินค้า high performance เราเชื่อว่าผู้ประกอบการอีกเยอะก็สามารถไปแบบ วาย.เอส.เอส.ได้ เพียงแต่สู้และกล้าออกจากประเทศไทยไหม หากเผชิญอุปสรรค อย่าท้อ เอาหนทางที่ขรุขระมาเป็นบทเรียนและปรับปรุงตัวเอง เดี๋ยวมันก็ชนะเอง”

“ทุกตลาดถ้ามียานพาหนะเคลื่อนที่เราก็มีโอกาสเข้าไปได้หมด เรามองว่าโอกาสของเรามีเยอะเหมือนมหาสมุทร เราจึงอยากชวนผู้ประกอบการไทยให้กล้าก้าวจากตลาดเดิม ขยายไปในตลาดที่มีเยอะเหมือนมหาสมุทร ถึงแม้จะมีคู่แข่ง แต่หากเรามีจุดแข็งก็แข่งขันได้”

เซียงเพียวดันสินค้าสู่ One World One Brand

ข้ามฟากมาที่ธุรกิจสมุนไพร กลุ่มสินค้าใกล้ตัวอย่างยาหม่องและยาดม สุวรรณา เอี่ยมพิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบอร์แทรม เคมิคอล (1982) จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ยาหม่องน้ำ ยาหม่อง ยาดม และครีมบรรเทาอาการปวดภายใต้แบรนด์ “เซียงเพียว” และ “เป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์” กล่าวกับ Forbes Thailand ว่า สถานการณ์นักท่องเที่ยวที่ลดลงในปีนี้มีผลกระทบกับเราบ้าง แต่เนื่องจากส่งออกเป็นหลักทำให้ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

“ปัจจุบันเรามียอดขายจากการส่งออกมีสัดส่วน 55% ในประเทศ 45% ทั้งนี้ ปัจจุบันเราส่งออกไป 19 ประเทศ โดยประเทศที่ส่งออกมากที่สุดคือเวียดนามและกัมพูชา สำหรับผลประกอบการครึ่งปี 2562 บริษัทมีรายได้ 690 ล้านบาท และคาดว่าในปีนี้จะทำรายได้แตะ 1,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3%”

สุวรรณา เอี่ยมพิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบอร์แทรม เคมิคอล (1982) จำกัด

สุวรรณา กล่าวอีกว่า บริษัทยังเตรียมขยายไปยังประเทศรัสเซียและประเทศในอาหรับ จากความนิยมสมุนไพรไทยของชาวรัสเซีย และความนิยมในสินค้าของเราจากนักท่องเที่ยวอาหรับที่เดินทางมาไทย ทำให้มองเห็นโอกาสในการเข้าไปทำตลาด โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาบริษัทเพิ่งไปออกบูธในรัสเซียซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างดี พร้อมจดทะเบียนสินค้าฮาลาลเพื่อเตรียมพร้อมเข้าตลาดอาหรับ

“ปีก่อนเราได้รับรางวัล Best Thai Brand มาปีนี้ได้รางวัลนี้ก็รู้สึกภูมิใจมาก เพราะจะเป็นส่วนช่วยในการขยายไปตลาดต่างประเทศมากขึ้นตามเป้าหมายของเรา ซึ่งทิศทางของเราก็ยังเหมือนเดิมคือ One World One Brand คือต้องการสร้างแบรนด์ของไทย เวลาไปสู้ตลาดต่างประเทศอยากให้มีความรู้สึกว่าคนไทยทำสินค้าได้ยอดเยี่ยมมาก”

 

ซันสวีทส่งข้าวโพดไทยไปไกลกว่า 70 ประเทศ

ตอกย้ำไทยเมืองอาหารโลกที่มีการส่งออกสินค้าเกษตรสู่นานาชาติ ดร.องอาจ กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและส่งออกข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋องและข้าวโพดหวานแช่แข็งรายใหญ่ของประเทศไทย เปิดเผยกับ Forbes Thailand ว่า ภาพรวมธุรกิจในปี 2562 ยังดำเนินไปได้ดี อาจมีอุปสรรคบ้างในเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินไป

“รายได้ครึ่งปี 2562 อยู่ที่ 800 ล้านบาท หากคิดเป็นเงินไทยนั้นมีรายได้ใกล้เคียงกับปีก่อน แต่หากคิดเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯนั้นเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงถือว่ายอดขายในช่วงปีนี้ดีขึ้น ถึงแม้มีอุปสรรคแต่ก็พยายามรักษารายได้ไม่ให้น้อยกว่าปีที่แล้ว โดยตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 1,800 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน”

ดร.องอาจ กล่าวอีกว่า นอกจากค่าเงินบาทแล้วปีนี้ยังมีอุปสรรคในเรื่องสงครามการค้าที่ยังมีการต่อสู้กันอยู่ แต่ข้อดีของเราคือเราเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร ซึ่งมีแนวโน้มว่าไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง ขณะเดียวกันบริษัทเรายังมีการส่งออกไปหลายประเทศ ทำให้สามารถกระจายความเสี่ยงได้ดี

“สัดส่วนรายได้เรามาจากต่างประเทศ 80% โดยส่งออกไปราว 70 ประเทศทั่วโลก โดยตลาดหลักๆ คือกลุ่มประเทศในเอเชียอย่างญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และไต้หวัน ที่มีสัดส่วนเป็นครึ่งหนึ่งของรายได้รวมของบริษัท ขณะที่ตลาดในประเทศก็ถือว่าเติบโตดี เนื่องจากเพิ่งทำตลาดมาได้ 1-2 ปีก็มีสัดส่วนก้าวกระโดดมาอยู่ที่ 20% ได้”

ดร.องอาจ กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน)

ดร.องอาจ ระบุอีกว่า หลังจากนี้ ซันสวีทเตรียมรุกตลาดอื่นเพิ่ม เช่น อินโดนีเซีย อินเดีย พร้อมหันไปโฟกัสตลาดยุโรปอีกครั้งเนื่องจากยุโรปบริโภคข้าวโพดหวานของเรามาก และการที่อังกฤษมีแนวโน้มออกจากสหภาพยุโรปก็จะทำให้เขานำเข้าสินค้าของเราได้โดยไม่ต้องผ่านเงื่อนไขของอียู ซึ่งจะเป็นผลดีกับการส่งออกของเรามาก

“การได้รับรางวัลครั้งนี้เรารู้สึกดีใจ เพราะการได้รางวัลนี้เป็นครั้งที่ 2 ก็เป็นเครื่องยืนยันว่าเรามีคุณความดี เราเป็นบริษัทจากต่างจังหวัด เป็นสินค้าธุรกิจทางด้านการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรนับหมื่นราย ซึ่งไม่เพียงแต่เรา แต่ผู้ถือหุ้นของเราก็ภาคภูมิใจไปด้วย”

 

รายงานโดย กนกวรรณ มากเมฆ / Online Content Creator


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP