GFC คาดไทยมีอัตราการเจริญพันธุ์เหลือ 1.5 เทียบเคียงญี่ปุ่น - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • GFC คาดไทยมีอัตราการเจริญพันธุ์เหลือ 1.5 เทียบเคียงญี่ปุ่น

GFC คาดไทยมีอัตราการเจริญพันธุ์เหลือ 1.5 เทียบเคียงญี่ปุ่น

Forbes Thailand / Admin
30 Mar 2021 | 12:11 pm 230

GFC (เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์) ระบุอัตราการเจริญพันธุ์รวมของประเทศไทยลดลงเหลือเพียง 1.5 เทียบเคียงกับประเทศญี่ปุ่น เนื่องปัจจัยการทำงาน ส่งผลให้อยู่ในภาวะมีบุตรยาก พร้อมเปิดตัว Eeva เทคโนโลยีเลือกตัวอ่อนใหม่ล่าสุด ซึ่งนำมาใช้เป็นแห่งแรกในประเทศไทย

 -เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศราว 4.5 พันล้านบาท
 -ความต้องการมีบุตรอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 35-40 ปี
 -ผู้หญิงที่อายุเกิน 48 ปี ไม่ควรท้องด้วยวิธีธรรมชาติ

กรพัส อัจฉริยมานีกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ จำกัด (GFC) ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเปิดเผยว่า จากผลการสำรวจและสถานการณ์ของประชากรในปัจจุบัน ประเทศไทยเป็น 1 ใน 23 ประเทศ ที่มีงานวิจัยระบุว่า ในอีก 80 ปีข้างหน้า

จำนวนประชากรจะลดลงจาก 71 ล้านคน เหลือเพียง 35 ล้านคน ซึ่งสาเหตุเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ค่านิยมการอยู่เป็นโสด ผู้หญิงมีความสามารถและการศึกษาสูงขึ้น ต้องการทำงานสร้างฐานะเป็นอันดับแรก ชะลอเรื่องการแต่งงานมีครอบครัว

ประกอบกับข้อมูลจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข พบว่าสถิติทางสาธารณสุขของอัตราการเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate – TFR) ของประเทศไทยลดลงเหลือเพียง 1.5 ซึ่งเป็นอัตราเทียบเคียงกับประเทศญี่ปุ่น และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ

ส่งผลให้ในอนาคตประเทศไทยจะประสบกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานและก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว จากการที่กลุ่มคนวัยทำงานตัดสินใจมีบุตรในช่วงอายุที่มากขึ้น ประกอบกับความเครียดจากการทำงาน ทำให้คู่สมรสหลายคู่ต้องหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีทางการแพทย์

จากปัจจัยดังกล่าวในฐานะที่ปรึกษาและศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากที่เปิดดำเนินการเข้าสู่ปีที่ 5 มองว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจและแสดงถึงศักยภาพทางการแพทย์ของไทย โดยพบว่าในปี 2562 การให้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศราว 4,500 ล้านบาท

GFC

“ปัจจุบันความก้าวหน้าของวิทยาการทางการแพทย์มีการพัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทช่วยด้านการเจริญพันธุ์ นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีศักยภาพที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ใช้บริการทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งกลุ่มลูกค้าของเราเป็นคนไทยประมาณ 90 % ส่วนอีก 10 % เป็นกลุ่มที่สามีหรือภรรยาเป็นคนไทยกับคนต่างชาติ” กรพัส อัจฉริยมานีกูล กล่าว

ด้าน ผศ.นพ.พิทักษ์ เลาห์เกริกเกียรติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากศริริราชและประธานกรรมการบริหาร เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ (GFC) กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาการมีบุตรยากของคนไทยเพิ่มมากขึ้นทุกปี เนื่องจากรอความพร้อมด้านการเงิน หน้าที่การงาน ส่งผลให้แต่งงานช้าลง โดยความต้องการมีบุตรอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 35-40 ปี  ซึ่งร้อยละ 85 ของคู่สมรสจะสามารถมีบุตรได้ภายใน 1 ปี หลังการแต่งงานและร้อยละ 95 ของคู่สมรสจะมีบุตรได้ภายใน 2 ปี

หากเกินช่วงเวลาดังกล่าวจะถูกจัดในภาวะมีบุตรยาก ซึ่งการมีบุตรตอนอายุมากโดยเฉพาะผู้หญิงที่อายุ 35 ปีขึ้นไป ความสมบูรณ์ของไข่จะมีน้อยและคุณภาพไข่ไม่ดี ส่วนผู้หญิงที่อายุเกิน 48 ปี ไม่ควรท้องด้วยวิธีธรรมชาติ เนื่องจากเป็นช่วงที่สุขภาพและความพร้อมของร่างกายไม่สมบูรณ์เต็มที่เหมือนช่วงวัยหนุ่มสาว  ส่งผลให้เด็กที่เกิดมีโอกาสเป็นดาวน์ซินโดรมได้ ดังนั้นการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์เข้ามาช่วยจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะวิธีทำเด็กหลอดแก้วและ NGS เพื่อตรวจความสมบูรณ์ของโครโมโซม

GFC

พญ.ปรวัน ตั้งธรรม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ของ Genesis Fertility Center และ ผู้ก่อตั้งเพจ มีลูกยาก ปรึกษาหมอมิ้งค์ กล่าวเสริมว่า บริษัทมีเทคโนโลยีชื่อ Eeva ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเลือกตัวอ่อนใหม่ล่าสุด ที่ GFC Clinic นำมาใช้แห่งแรกในประเทศไทย โดยมีใช้ในต่างประเทศมาประมาณ 5 ปี ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าว สามารถเลือกตัวอ่อนได้มีประสิทธิภาพและแม่นยำ เนื่องจากมีการนำระบบ AI มาใช้ในการตรวจจับการเติบโตของตัวอ่อน ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อคัดเลือกตัวอ่อนที่ดีที่สุดในการนำมาฝังตัว

ซึ่งเมื่อทำเด็กหลอดแก้วร่วมกับการตรวจ NGS จะสามารถเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์สูงถึงร้อยละ 73 เมื่อเทียบกับมาตรฐานที่อื่นซึ่งมีอัตราตั้งครรภ์อยู่ที่ประมาณราวร้อยละ 30-50 สำหรับจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ การเป็นตู้เลี้ยงตัวอ่อนแยกของแต่ละเคส โดย ตู้เลี้ยง 1  ตู้สำหรับ 1 คนไข้ ไม่ใส่รวมปะปนกัน เพื่อลดการรบกวน พร้อมควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะสม เพราะเราให้ความสำคัญกับความสำเร็จของคนไข้เป็นอันดับแรก พญ.ปรวัน ตั้งธรรม กล่าว

พร้อมกันนี้ ยังได้สร้างช่องทางในการให้คำปรึกษาสำหรับผู้ที่สนใจ โดยได้ทำการไลฟ์สดผ่านทางเพจเฟซบุ้ก ทุกๆ 2 สัปดาห์ เน้นเนื้อหาเหมือนคุณหมอมาจัดรายการวิทยุให้ฟัง เพื่อให้คนที่มีปัญหาหรือต้องการสอบถามข้อมูล ได้เข้ามาถาม-ตอบกันแบบสดๆ ซึ่งทั้งหมดเป็นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ ทั้งนี้  ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ หรือที่แฟนเพจ

อ่านเพิ่มเติม: CRG งัด 5 แผนธุรกิจชุดใหญ่ พลิกรายได้ทะลุ 1.2 หมื่นล้าน


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP