GC ซื้อหุ้น วีนิไทย เสริมแกร่งเคมีภัณฑ์ปลายน้ำ มุ่งขยายสู่ CLMV - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • GC ซื้อหุ้น วีนิไทย เสริมแกร่งเคมีภัณฑ์ปลายน้ำ มุ่งขยายสู่ CLMV

GC ซื้อหุ้น วีนิไทย เสริมแกร่งเคมีภัณฑ์ปลายน้ำ มุ่งขยายสู่ CLMV

Forbes Thailand / Admin
22 Mar 2021 | 7:01 pm 529

คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ เรื่องการเข้าซื้อหุ้นของ วีนิไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในส่วนของเคมีภัณฑ์ปลายน้ำซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมของไทย พร้อมรุกคืบขยายตลาดสู่ CLMV

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ นัดพิเศษ วันที่ 18 มีนาคม 2564 มีมติอนุมัติให้ GC เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ บริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) หรือ VNT ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเพิกถอนหุ้นของ วีนิไทย ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Delisting Tender Offer: DTO) จากผู้ถือหุ้นทุกรายในราคาเสนอซื้อต่อหุ้นไม่เกิน 39 บาท ซึ่งอาจมีการปรับราคาตามหลักเกณฑ์ของประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ. 12/2554

โดย AGC Inc. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ VNT ได้แสดงเจตนาที่จะไม่ขายหุ้นสามัญใน VNT ที่ AGC Inc. ถืออยู่โดยตรงทั้งหมด VNT จะยังคงเป็นธุรกิจหลักและบริษัทลูกของ AGC หลังจากการเพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ทั้งนี้ หาก VNT สามารถดำเนินการเพิกถอนหลักทรัพย์ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สำเร็จ GC และ AGC Inc. มีแผนที่จะสนับสนุนการควบบริษัทระหว่าง VNT และ บริษัท ไทยอาซาฮีเคมีภัณฑ์ จำกัด (“AGC-TH”) โดยก่อนที่การควบรวมจะแล้วเสร็จ AGC-TH จะปรับโครงสร้าง โดยจะรวมธุรกิจของ AGC Inc. ในประเทศเวียดนามมาอยู่ภายใต้ AGC-TH ก่อนควบรวมกับ VNT เป็นบริษัทแห่งใหม่ (“NewCo”)

ทั้งนี้เป็นการร่วมมือในการสร้างความแข็งแกร่ง (Synergy) ให้กับ VNT และบริษัทย่อยอื่นๆ ของ AGC เพื่อเป็นผู้ดำเนินธุรกิจ PVC และ Chlor-Alkali แบบครบวงจรในประเทศไทยและเวียดนาม โดยภายหลังการควบรวมบริษัทแห่งใหม่ (“NewCo”) จะมีการใช้ต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ (Cost Effective) และมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ในกำลังการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ ผลิตพลาสติกพีวีซี (PVC) 450,000 ตันต่อปี ผลิตภัณฑ์คลอร์-อัลคาไล หรือโซดาไฟ (Chlor-Alkali) 720,000 ตันต่อปี และผลิตภัณฑ์อีพิคลอโรไฮดรินฐานชีวภาพ (Epichlorohydrin: ECH) 120,000 ตันต่อปี โดยเมื่อการควบรวมบริษัทแล้วเสร็จ บริษัทฯ อาจพิจารณาซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัทใหม่ ตามจำนวนและราคาของหุ้นเพิ่มทุนที่ บริษัทฯ จะได้พิจารณาต่อไป

การลงทุนในครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อการเติบโต พร้อมขยายฐาน สร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจปลายน้ำ ของ GC และพร้อมต่อยอดไปสู่ธุรกิจในส่วนของผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์คลอร์-อัลคาไล หรือโซดาไฟ (Chlor-Alkali)  และธุรกิจ PVC ซึ่งมีอัตราการเติบโตในระดับที่สูง อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าในธุรกิจสายโอเลฟินส์ให้กับ GC

เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์:

  • ผงพลาสติกพีวีซี (PVC)

ใช้เป็นวัตถุดิบในหลากหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ ยานยนต์ อาคารและสิ่งก่อสร้าง ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าอุปโภคบริโภค บรรจุภัณฑ์ การดูแลสุขภาพ

  • ผลิตภัณฑ์คลอร์-อัลคาไล หรือโซดาไฟ (Chlor-Alkali)

ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเคมีภัณฑ์หลายประเภท อาทิ ใช้เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อในระบบน้ำและระบายน้ำทิ้ง และยังใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ และเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับการดำรงชีวิตของเรา เช่น เป็นผลิตภัณฑ์ยาต่าง ๆ อาทิ น้ำยาล้างไตเทียม วัตถุเจือปนอาหาร เช่น สารที่ทำให้ขึ้นฟู และวัตถุดิบสารเติมแต่งในผลิตภัณฑ์อาบน้ำ

  • อีพิคลอโรไฮดริน หรือ ECH (Epichlorohydrin: ECH)

อีพิคลอโรไฮดรินฐานชีวภาพ ผลิตด้วยเทคโนโลยีซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ได้รับการจดสิทธิบัตร และวัตถุดิบหลัก ที่ใช้ในการผลิตด้วยเทคโนโลยีใหม่คือกลีเซอรีนซึ่งเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติ  ทดแทนการใช้ปิโตรเคมี (โพรพิลีน) ในเทคโนโลยีการผลิตเดิม  กลีเซอรีนนั้นเป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้จากการแปรรูปน้ำมันพืช อีกทั้งยังเป็นวัตถุดิบที่สามารถผลิตขึ้นทดแทนได้ใหม่ (Renewable) ซึ่งมีความโดดเด่นในด้านการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทำให้ผู้ใช้ปลายน้ำสามารถบรรลุเป้าหมายด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมหรือเป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน

อ่านเพิ่มเติม: เครือไทย โฮลดิ้งส์ กางแผนบุกอาเซียน


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP