COM7 ปรับกลยุทธ์สู้โควิด-19 โชว์กำไร 275 ล้าน - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • COM7 ปรับกลยุทธ์สู้โควิด-19 โชว์กำไร 275 ล้าน

COM7 ปรับกลยุทธ์สู้โควิด-19 โชว์กำไร 275 ล้าน

บิ๊กค้าปลีกไอทีและสมาร์ทโฟน COM7 ประกาศรายได้ Q2/2563 กว่า 7.78 พันล้านบาท กำไร 275 ล้านบาทจากกลยุทธ์เปลี่ยนสำนักงานใหญ่เป็นคลังสินค้า การขายออนไลน์ และไดร์ฟทรู พร้อมวางเป้าขยายสาขาสิ้นปีมากกว่า 955 สาขาดันรายได้สิ้นปีโต 10%

สุระ คณิตทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 ประกอบธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอทีและสมาร์ทโฟนรายใหญ่ของประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2563 บริษัทมีรายได้รวม 7.78 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.1 จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 7.77 พันล้านบาท ซึ่งเติบโตจากสาขาในช่วงที่เปิดให้บริการ และการขยายช่องทางการจำหน่ายอื่นๆ เพิ่มเติม และมีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 274.5 ล้านบาท ลดลง 19.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.7 จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่  294.2 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบของมาตรฐานบัญชีฉบับที่ 16 ที่บันทึกในปี 2563 รวม 30 ล้านบาท และกระทบในส่วนของไตรมาส 2 จำนวน 17 ล้านบาท

ขณะที่ งวด 6 เดือนแรกปี 2563  มีรายได้รวม 1.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1.54 หมื่นล้านบาท และมีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 562.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 544.3 ล้านบาท พร้อมทั้งสาขาภายใต้การบริหารงานของกลุ่มบริษัทรวม 779 สาขา แบ่งเป็น Banana 247 สาขา Studio7 101 สาขา KingKong Phone 97 สาขา True Shop by COM7 123 สาขา แฟรนไชส์ 86 สาขา BKK 50 สาขา iCare 27 สาขา และอื่นๆ 48 สาขา คาดสิ้นปี 2563 มีสาขารวมมากกว่า 955 สาขาในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้

สำหรับช่องทางการจำหน่ายของบริษัทในปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ช่องท่าง ได้แก่  ช่องทางธุรกิจค้าปลีก (B2C) ในไตรมาส 2 ปี 2563 และในไตรมาส 2 ปี 2562 มีสัดส่วนร้อยละ 86 และ 95 ตามลำดับ หรือลดลงจากการปิดสาขาเป็นการชั่วคราวในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 สำหรับช่องทางการจำหน่ายอื่นๆ ได้แก่ รายได้จากช่องทางการบริหาร True Shop, Online , B2B และ B2G มีสัดส่วนร้อยละ 14 และ 5 ตามลำดับ เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น

“ความท้าทายในการบริหารงานในช่วงโควิด-19 ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มรุนแรงในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้บริษัทฯ ต้องทยอยปิดสาขาอย่างต่อเนื่องเป็นการชั่วคราว โดยในเดือนเมษายนต้องปิดสาขาสูงสุดเป็นจำนวน 594 สาขา และมีสาขาที่เปิดให้บริการเพียง 185 สาขา ซึ่งเป็นสาขาที่อยู่ในต่างจังหวัดและไม่ใหญ่มากนัก” สุระ กล่าวถึงมาตรการล็อคดาวน์ที่ภาครัฐบาลได้มีมาตรการปิดเมืองบางส่วน ปิดห้างสรรพสินค้า ทำให้ต้องปิดสาขาของบริษัทฯ เป็นการชั่วคราว ทั้งในกรุงเทพมหานครและในบางจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม ถึง 17 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา รวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอน

COM7
สุระ คณิตทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งจากการปรับตัวทางธุรกิจอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาการเติบโตของรายได้จากหน่วยธุรกิจต่างๆ และหาแนวทางในการลดต้นทุนหรือเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อคงกระแสเงินสดและความสามารถในการทํากําไร ด้วยการปรับกลยุทธ์ตั้งแต่ช่วงล็อคดาวน์ โดยการรุกจำหน่ายสินค้าผ่านออนไลน์มากขึ้น การเพิ่มช่องทางจำหน่ายไดร์ฟทรู และการเปลี่ยนสำนักงานใหญ่เป็นคลังสินค้า เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงความต้องการสินค้าเทคโนโลยีที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับพฤติกรรมใหม่ผู้บริโภค รวมถึงการจัดแคมเปญให้เช่า Notebook ตอบรับกระแส Work From Home พร้อมทั้งการเพิ่มช่องทางธุรกิจไปในส่วนขององค์กรและภาครัฐบาล

“COM7 พยายามปรับกลยุทธ์อย่างรวดเร็ว ควบคุมความเสี่ยง และกระจายโอกาสไปยังช่องทางการขายใหม่ๆ ด้วยความพร้อมของพนักงานทุกคนที่เป็นกำลังสำคัญ จึงทำให้สถานการณ์ในครั้งนี้ผ่านพ้นมาได้อย่างดีเยี่ยม อย่างไรก็ดี บริษัท กลับมาเปิดสาขาทั้งหมดได้ตามปกติในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ในรูปแบบ New Normal โดยภาพรวมสถานการณ์หลังคลายล็อกดาวน์ ยังอยู่ในเชิงบวก ยอดขายผ่านสาขามีทิศทางเติบโตขึ้น”

ขณะเดียวกันสุระ ยังมั่นใจในภาพรวมธุรกิจที่จะสามารถฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะผลักดันรายได้ทั้งปีเติบโตกว่าปีที่ผ่านมาราวร้อยละ 10 จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นในประเทศ และสถานการณ์โควิด-19 ที่มีทิศทางเชิงบวกมากขึ้น รวมทั้งการกลับมาเปิดสาขาได้ตามปกติทุกสาขา พร้อมด้วยปัจจัยบวกจากเทคโนโลยี 5G กลุ่มสินค้า IoT Smart Home และ Smart Health การนำเทคโนโลยีเพื่อใช้ในการเรียนการสอน การบริหารจัดการภายในองค์กร เทคโนโลยีด้านการเกษตร เป็นต้น

ดังนั้น ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมาบริษัทจึงมีการระบายสินค้า เพื่อเตรียมรองรับสินค้ารุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งบริษัทได้วางกลยุทธ์การขยายสินค้าให้มีความครอบคลุมยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าขยายช่องทางการจัดจําหน่ายอย่างต่อเนื่อง และมองโอกาสในการเพิ่มช่องทางการขายอื่นๆ เช่น การรุกตลาดออนไลน์ การจําหน่ายสินค้า Click & Collect แบบ Drive Thru การเปิดร้าน Pop-Up Store ที่สํานักงานใหญ่ และการเปิดร้านแบบ Stand-Alone เพื่อกระจายความเสี่ยงให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ด้วยความเชื่อมั่น

“สินค้าไอทีและสินค้าเทคโนโลยีเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความต้องการสูง แม้ในปี 2563 จะเป็นปีที่ท้าทายของบริษัท แต่เชื่อว่ารายได้จะยังคงเติบโตมากกว่าปีที่แล้ว โดยมีปัจจัยบวกจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ และ 5G กระตุ้นตลาดไอทีให้คึกคัก รวมทั้ง การกลับมาเปิดสาขาได้ตามปกติ ซึ่งสิ้นปีน่าจะมีมากกว่า 955 สาขาจาก 779 สาขา ควบคู่การขยายช่องทางออนไลน์ และช่องทางใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยวางเป้าหมายรายได้ปีนี้เติบโต 10%”

อ่านเพิ่มเติม: RS GROUP ทรานส์ฟอร์มธุรกิจด้วยโมเดล Entertainmerce สู่เป้ารายได้หมื่นล้านบาท


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

 

 

BACK TO TOP