‘ไทยเวียตเจ็ท’ ชิงธงนำฟื้นธุรกิจการบิน - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • ‘ไทยเวียตเจ็ท’ ชิงธงนำฟื้นธุรกิจการบิน

‘ไทยเวียตเจ็ท’ ชิงธงนำฟื้นธุรกิจการบิน

ไทยเวียตเจ็ท ประกาศความพร้อมรุกธุรกิจสายการบิน ชิงธงนำตลาดหลังโควิด-19 คลี่คลาย ขยายเส้นทางการบินรองรับคนเดินทาง หวัง ต.ค. เริ่มเห็นการฟื้นตัว ทุ่ม 100 ล้านจัดทัพองค์กรเตรียมพร้อม ปักหมุดขยายเส้นทางการบินระหว่างประเทศ 3 ปีขยายครบ 50 ลำ

ท่ามกลางการระบาดของโรคโควิด-19 สายการบินถือว่าได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการหยุดเดินทาง ซึ่งที่ผ่านมา 7 สายการบินเอกชนได้ร้องขอให้รัฐบาลช่วยเหลือแต่ไม่เป็นผล ทำให้พนักงานสายการบินว่างงานเป็นจำนวนมาก สายการบินไทยเวียตเจ็ท สายการบินน้องใหม่ ที่มีอายุครบ 5 ปี ประกาศความพร้อมรุกธุรกิจสายการบินก่อนใคร เพื่อชิงธงนำหลังรัฐบาลเปิดน่านฟ้าอีกครั้ง

วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยเวียตเจ็ท กล่าวว่า ไทยเวียตเจ็ทพร้อมกลับมาให้บริการเต็ม 100% หลังจากรัฐบาลมีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ และเปิดให้มีการบินภายในประเทศอีกครั้ง ซึ่งในส่วนของสายการบินได้มีการเตรียมความพร้อมมาตรการความปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้เดินทาง โดยเฉพาะการนำระบบไอทีเข้ามาพัฒนาระบบให้บริการลูกค้า SkyFun เพื่อช่วยลดการสัมผัสในทุกจุด และอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เดินทางทุกด้าน โดยใช้งบลงทุนราว 100 ล้านบาท

SkyFun เป็นระบบสมาชิกสำหรับผู้เดินทางกับสายการบินไทยเวียตเจ็ท มีแนวคิดหลัก 5 ด้าน คือ 1. การให้ข้อมูลที่จำเป็นกับผู้เดินทาง 2. ระบบตรวจสอบสุขอนามัยต่าง ๆ 3. การตรวจคัดกรองผู้โดยสาร 4. การบริการตามหลักการเว้นระยะห่าง ลดการสัมผัส และ 5. การให้บริการแบบอิเล็กทรอนิกส์ ฟอร์ม เช่น ระบบการจ่ายเงิน ใบกำกับภาษี เป็นต้น โดยจะเปิดใช้อย่างเต็มรูปแบบสิ้นเดือนกันยายนนี้ เพื่อรองรับการเดินทางรูปแบบใหม่ของผู้คน

“ธุรกิจการบิน ถือเป็นธุรกิจต้นน้ำ มีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบธุรกิจอื่น แต่เพื่อกระตุ้นตลาด เราจำเป็นต้องเป็นหัวหอกในการนำคนเข้าประเทศ เพื่อทำให้ธุรกิจอื่น ๆ ฟื้นตัวตามมา ถ้ารัฐบาลจะสนับสนุนธุรกิจสายการบินให้นำคนเข้าประเทศได้มากกว่านี้ เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้เร็ว” วรเนติกล่าว

คาดปีนี้คนเดินทาง 3.5 ล้านคน

วรเนติ กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลเปิดให้มีการเดินทางตั้งแต่ 1 กันยายนที่ผ่านมา คาดว่าการเดินทางจะเริ่มฟื้นตัวเดือนตุลาคม เริ่มเข้าช่วงไฮซีซั่น เช่นเดียวกับปีก่อนที่เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2563 เป็นช่วงพีคที่มีการเดินทางประมาณ 3 ล้านคน สำหรับปีนี้ยังคาดว่าจะมีคนเดินทางประมาณ 3.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนราวร้อยละ 10–15

“ไทยเวียตเจ็ทพร้อมสนับสนุนนโยบายเปิดประเทศของรัฐบาล เรารีบขยับตัวก่อนเพื่อนำตลาด เปิดตัวก่อนใคร ทำให้มีความหวัง และมีแสงสว่างปลายอุโมงค์ วันนี้ทั้งไทยและประเทศเพื่อนบ้านมีตัวเลขการติดเชื้อสูง แต่ทุกวิกฤตมีสิ้นสุดโควิดไม่หายไป แต่มนุษย์ปรับตัวอยู่กับมันได้ เมื่อถึงจุดที่ฉีดวัคซีนมากขึ้น การเดินทางทั้งในและต่างประเทศจะกลับมา” วรเนติกล่าว

สำหรับเส้นทางการบินของไทยเวียตเจ็ทที่เปิดให้บริการมีทั้งภายในประเทศ บินข้ามภาค ได้แก่ ภูเก็ต – เชียงใหม่ ภูเก็ต – เชียงราย และหาดใหญ่ – เชียงราย และเปิดเส้นทางใหม่ ภูเก็ต – อุดร และจะพิจารณาเปิดเส้นทางการบินเพิ่มเพื่อสนับสนุนโครงการภูเก็ตแซนบอกซ์ โดยจะเริ่มให้บริการตั้งแต่ 15 กันยายนเป็นต้นไป

สายการบินฯ คาดว่าการเปิดเส้นทางบินใหม่ทั้งภายในและระหว่างประเทศ รวมทั้งการกลับมาให้บริการเส้นทางบินข้ามภูมิภาคภายในประเทศ ซึ่งเชื่อมต่อกับภูเก็ตในครั้งนี้ จะทำให้นักท่องเที่ยวมีตัวเลือกการเดินทางที่สะดวกสบายและเข้าถึงได้มากขึ้น ท่ามกลางการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 และหลังจากนี้จะเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศสู่สิงคโปร์และไทเป พร้อมเที่ยวบินตรงเชื่อมระหว่างภูเก็ต และ สิงคโปร์ เป็นลำดับต่อไป

ปักหมุดสู่สายการบินระหว่างประเทศ

วรเนติ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปีการเปิดสายการบินไทยเวียตเจ็ทในประเทศไทย นอกจากจะวางวิสัยทัศน์ในการเป็น Recover Domestic Leader for Market Recovery แล้ว บริษัทพร้อมจะเปิดสายการบินระหว่างประเทศมากขึ้น ทั้งอินโดจีน อาเซียน เอเชียตะวันออกและเอเชียกลาง โดยจะขยายฝูงบินให้ครบ 50 ลำในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยสิ้นปี 2564 จะมีเครื่องบิน 18 ลำ ให้บริการครอบคลุม 10 เส้นทางการบิน พร้อมเปิดตัวบริการใหม่ FunCoin ที่จะเพิ่มความสนุกสนานให้กับการเดินทางมากยิ่งขึ้น

“เรายังเป็นสายการบินขนาดเล็ก มีโอกาสเติบโตสูง ประกอบกับเรามียุทธศาสตร์มุ่งมั่นพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และวางยุทธศาสตร์ที่ท้าทาย ปัจจุบันเราอยู่ที่อันดับ 5 – 6 แต่วันนี้เป็นอันดับ 2 ในเส้นทางที่บินเอง มั่นใจว่า อีก 3 ปีข้างหน้า จะมีเครื่องบิน 50 ลำ และมีเป้าหมายก้าสู่ความเป็นผู้นำทั้งตลาดทั้งในประเทศ อินโดไชน่า อาเซียน และ เอเชียตะวันออก” วรเนติกล่าว

สำหรับผลกระทบในช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา ไทยเวียตเจ็ทได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับสายการบินอื่นๆ แต่เนื่องจากมีขนาดเล็กกว่าทำให้ได้รับผลกระทบน้อยกว่า โดยคาดว่ารายได้จะลดลงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากการระบาดของโควิดระลอก 3 ที่รุนแรง แต่คาดว่าจะสูงกว่าปีก่อน

“ช่วงที่ผ่านมา กระทบเยอะ มีรายได้น้อยมาก พยายามลดค่าใช้จ่าย เจรจาผ่อนชำระหนี้กับเจ้าหนี้ คุยกับซัพพลายเออร์ว่าเรามีอนาคตที่สดใสรออยู่ ทำให้ผ่านช่วงยากลำบากมาได้ หวังว่าตรงนี้จะเป็นจุดต่ำสุดของทุกคนในประเทศไทยแล้ว นับจากวันนี้ชีวิตจะดีขึ้น แต่ยังต้องอาศัยความร่วมมือในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อ แม้จะมีมาตรการผ่อนคลาย จะต้องระมัดระวังตัวเองมากขึ้น” วรเนติกล่าวทิ้งท้าย

อ่านเพิ่มเติม: “แสนสิริ” พร้อม รับดีมานด์ต่างชาติซื้ออสังหาฯ เชื่อกำลังซื้อปี’65 ฟื้น


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

 

 

 

BACK TO TOP