"เอสซีจี" นำทัพหลังสร้างยุทธภัณฑ์การแพทย์สู้ COVID-19 - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • “เอสซีจี” นำทัพหลังสร้างยุทธภัณฑ์การแพทย์สู้ COVID-19

“เอสซีจี” นำทัพหลังสร้างยุทธภัณฑ์การแพทย์สู้ COVID-19

อรวรรณ หอยจันทร์

กว่า 3 เดือนแล้วที่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ COVID-19 ได้ประกาศสงครามกับมนุษย์ สำหรับประเทศไทย สงครามนี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 47 ราย มีผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 2,792 ราย รักษาหายแล้ว 1,999 ราย และกำลังรักษาอยู่ในโรงพยาบาล 746 ราย (ข้อมูล วันที่ 20 เมษายน 2563)

ยุทธศาสตร์การรบกับเชื้อไวรัสที่ไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อนเช่นนี้ แน่นอนว่ากำลังพลที่สำคัญที่สุดคือบุคลากรทางการแพทย์ที่เปรียบเหมือนนักรบทัพหน้า และระหว่างที่ทั่วโลกกำลังรออาวุธทำลายล้างเชื้อไวรัสร้ายนี้ ซึ่งก็คือวัคซีนและยารักษาโรค เอสซีจี ได้ผนึกกำลังกับทีมแพทย์โรงพยาบาลราชวิถี ด้วยการจัดส่งทีมวิศวกรและนักออกแบบมาเป็นทัพหลัง ช่วยปฏิบัติภารกิจสร้างยุทธภัณฑ์ทางการแพทย์นวัตกรรมป้องกัน COVID-19 แบบเคลื่อนที่ (Mobile Isolation Unit)”

 

จัดสรรกำลังพลเหนือ COVID-19

ในยามสงคราม การเตรียมกองทัพเพื่อรับมือกับภัยคุกคามเป็นปฏิบัติการที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีกลยุทธ์ การจัดกองทัพจึงต้องประกอบด้วย แม่ทัพใหญ่ การจัดสรรกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และยุทธศาสตร์ในการทำสงคราม

ผ่านมา 3 เดือนตั้งแต่โรงพยาบาลราชวิถีมีผู้ป่วย COVID-19 คนแรก บุคลากรทางการแพทย์ต้องเตรียมพร้อม ทั้งความรู้ความสามารถในการดูแลผู้ป่วย อุปกรณ์ และสถานที่ต่าง และเนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บุคลากรทางการแพทย์ย่อมมีความเสี่ยงในการติดเชื้อมากยิ่งขึ้นด้วย เราจึงจัดการหมุนเวียนบุคลากรเพื่อช่วยลดชั่วโมงการทำงานลง เพื่อแพทย์และพยาบาลจะได้ไม่เหนื่อยจนเกินไป

“เพราะหากเจ้าหน้าที่ของเราติดเชื้อ ส่งผลให้ต้องพักงาน เกิดความกังวลใจ หรือหากมีการเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต จะบั่นทอนกำลังใจอย่างมาก เราจึงต้องดูแลป้องกันในเชิงรุกอย่างดีที่สุด ดังนั้น อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งอสซีจีได้ช่วยคิดค้นนวัตกรรมป้องกันเชื้อ COVID-19 แบบเคลื่อนที่ หรือ Mobile Isolation Unit โดยเฉพาะห้องตรวจเชื้อความดันลบหรือบวกแบบเคลื่อนที่ ที่ช่วยเป็นเกราะกำบังให้ทีมแพทย์ปฏิบัติงานได้อย่างมั่นใจ”

ห้องตรวจเชื้อความดันบวกแบบเคลื่อนที่

ในปัจจุบัน การรักษาหรือผ่าตัดคนไข้ทั่วไปยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยต้องมีการตรวจคัดกรองเชื้อ (Swab) ทุกครั้งก่อนการผ่าตัดหรือทำหัตถการใดๆ เพื่อความปลอดภัยห้องตรวจเชื้อความดันลบหรือบวกแบบเคลื่อนที่ ช่วยให้สามารถคัดกรองผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญไม่ว่าจะใช้ที่โรงพยาบาลราชวิถีหรือโรงพยาบาลต่างจังหวัดก็สะดวก เพราะน้ำหนักเบา ติดตั้งและเคลื่อนย้ายได้รวดเร็ว ช่วยป้องกันให้บุคลากรทางการแพทย์ปลอดภัยนายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการ รพ.ราชวิถี กล่าว

 

ป้องกันเชื้อจากคนไข้สู่ทีมหมอ-พยาบาล 

แนวคิดของยุทโธปกรณ์ คือ ต้องช่วยแยกสิ่งแวดล้อมของผู้ป่วยที่ติดเชื้อออกจากผู้อื่น เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และต้องเป็นอุปกรณ์ที่สะดวกในการติดตั้งและง่ายต่อการใช้งาน หลังจากได้ทดลองใช้นวัตกรรมกลุ่ม Mobile Isolation Unit ที่ออกแบบร่วมกันระหว่างทีมแพทย์จาก 3 โรงพยาบาล ได้แก่ โรงบาลราชวิถี โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน และทีมออกแบบพร้อมด้วยวิศวกรจากธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ทีมแพทย์ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า อุปกรณ์เหล่านี้มีความหมายอย่างมาก เพราะช่วยรับมือกับสถานการณ์ด้วยความรวดเร็ว และสามารถรื้อถอนได้เมื่อสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ

“ในโรงพยาบาลเราต้องแยกผู้ป่วยติดเชื้อออกจากผู้ป่วยปกติ และลดการปนเปื้อนและติดเชื้อของผู้ป่วยจากการแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ (Airborne) ไปยังผู้ป่วยอื่นๆ นวัตกรรมที่เป็นเกราะป้องกันสำคัญสำหรับพื้นที่อันตราย (Red Zone) คือ ห้องแยกป้องกันเชื้อความดันลบแบบเคลื่อนที่ ที่มีลักษณะเหมือนเต็นท์ เหมาะกับการใช้ในห้องฉุกเฉินหรือไอซียู”

แคปซูลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยความดันลบ

ทั้งนี้ โดยปกติจะมีคนไข้ราว 5% ที่ป่วยหนักจนต้องเข้าไอซียู การสร้างห้องควบคุมความดันลบเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อในเวลาอันรวดเร็วเพื่อรองรับผู้ป่วยหนัก ถือเป็น Mission Impossible เพราะการสร้างห้องความดันลบห้องใหม่จะเสียเวลานานมาก แต่ห้องแยกป้องกันเชื้อความดันลบของเอสซีจี สามารถติดตั้งได้เองโดยบุคลากรทางการแพทย์ภายในเวลา 1 ชั่วโมง และสามารถปรับให้เป็นห้องความดันลบ (Negative Pressure) ได้ทันที

นายแพทย์พีระพัฒน์ มกรพงศ์

“นอกจากนี้ยังมี แคปซูลเคลื่อนย้ายผู้ป่วยความดันลบ ที่ช่วยเป็นเกราะป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อขณะขนย้ายผู้ป่วย เพื่อความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยอื่นๆ ที่ไม่ได้ติดเชื้อโควิด-19 เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ตั้งครรภ์ที่จะมาคลอด ให้สามารถมารักษาและใช้บริการร่วมกันในโรงพยาบาลเดียวกันได้อย่างปลอดภัย” นายแพทย์พีระพัฒน์ มกรพงศ์ หัวหน้างานศัลยกรรมหัวใจและทรวงอกหัวใจ รพ.ราชวิถี กล่าว

 

อุปกรณ์สะดวกติดตั้งง่ายลดใช้ PPE

“Mobile Isolation Unit มีน้ำหนักเบา ขนส่งสะดวก ราคาเหมาะสม ติดตั้งได้ง่าย อย่างที่โรงพยายาลราชวิถี ทีมบุคลากรทางการแพทย์ก็มาร่วมแรงร่วมใจกันติดตั้งเอง แม้แต่หมออายุรกรรม หรือหมอผู้หญิง ก็มาช่วยติดตั้งห้องแยกป้องกันเชื้อความดันลบแบบเคลื่อนที่ในวอร์ดไอซียู โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เราไม่ต้องเสียเวลาปรับปรุงวอร์ดใหม่ และสามารถนำไปใช้กับโรงพยาบาลสนามได้ในอนาคต”

“เนื่องจากปัญหาสำคัญในปัจจุบัน คือ อุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ หรือ PPE เริ่มมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการ นวัตกรรมป้องกันเชื้อโควิด-19 แบบเคลื่อนที่ จึงช่วยลดการใช้อุปกรณ์ PPE ได้มาก และช่วยให้สามารถตรวจคัดกรองผู้ป่วยได้รวดเร็วและจำนวนมากยิ่งขึ้น (Productivity) อีกทั้งยังสามารถขนย้ายอุปกรณ์ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย” นายแพทย์สมบูรณ์ ทรัพย์วงศ์เจริญ หัวหน้างานศัลยศาสตร์ทั่วไป รพ.ราชวิถี กล่าว

นายแพทย์สมบูรณ์ ทรัพย์วงศ์เจริญ

 

เกราะกำบังที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

องคาพยพจากธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ในภารกิจนี้ ได้แก่ หน่วยงาน Medical and Well-being ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการแพทย์ ทีม Design Catalyst ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุและการออกแบบ ทีมวิศวกรจาก REPCO และ นวอินเตอร์เทค ที่เชี่ยวชาญด้านเครื่องกลและหุ่นยนต์ และ ทีม Texplore ดูแล Supply Chain และการติดตั้ง ได้มาช่วยระดมสมองและสรรพกำลัง ทำงานเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทีมแพทย์ ภายใต้ความท้าทายเรื่องเวลา และความต้องการใช้ยุทธภัณฑ์ทางการแพทย์ของทั้งประเทศ

ห้องแยกป้องกันเชื้อความดันลบแบบเคลื่อนที่

“โจทย์สำหรับภารกิจนี้ คือ นวัตกรรมของเราต้องปกป้องคุณหมอไม่ให้ติดเชื้อโรคจากคนไข้ และช่วยให้คุณหมอทำงานได้ดีขึ้น จึงเป็นที่มาของ Mobile Isolation Unit หรือนวัตกรรมป้องกันเชื้อโควิด-19 แบบเคลื่อนที่ ที่เน้นเรื่อง Mobility คือ น้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก ขนส่งและกระจายสู่ต่างจังหวัดที่มีความต้องการใช้งานได้

“ภารกิจนี้มีความท้าทายค่อนข้างสูง อุปกรณ์ทางการแพทย์เหล่านี้ไม่เคยมีก่อน ทีมเอสซีจีต้องเรียนรู้ทุกอย่างในระยะเวลาอันสั้น ต้องทำงานกลมกลืนเป็นทีมเดียวกับทีมแพทย์ และต้องเร่งพัฒนานวัตกรรม ตลอดจนต้องทดสอบให้ผ่าน ความท้าทายแรกจึงอยู่ที่ขั้นตอนการพัฒนาและออกแบบ (Development and Design) ที่มีระยะเวลาสั้นมาก ความท้าทายที่สองคือ มีความต้องการใช้อุปกรณ์เหล่านี้มีสูงมาก ทำอย่างไร เอสซีจีจึงจะสามารถผลิตนวัตกรรมเหล่านี้ให้ทันและเพียงพอ (Scale Up) ต่อความต้องได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว” ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ดูแลงานเทคโนโลยีและนวัตกรรม กล่าวปิดท้าย

ดร.สุรชา อุดมศักดิ์

อย่างไรก็ตาม ยังมีโรงพยาบาลทั่วประเทศอีกจำนวนมากที่ต้องการนวัตกรรมเพื่อการรักษาผู้ป่วย COVID-19 ผู้ที่สนใจอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ สามารถบริจาคเงินสมทบ “มูลนิธิชัยพัฒนา” ผ่านบัญชี “กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่าง ๆ)” ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสวนจิตรลดา บัญชีกระแสรายวัน เลขที่บัญชี 067-300487-3 โทร.02-2447-8585 ถึง 8 ต่อ 109 / 121 / 259 หรือร่วมบริจาคผ่าน “สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” รวมทั้ง “หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย” เพื่อส่งมอบนวัตกรรมต่างๆ ให้โรงพยาบาลที่มีความต้องการ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คอลเซ็นเตอร์ โทร. 02-586-2888

 

 


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP