“เอสซีจี” จับมือ “คูโบต้า” ปั้น แพลตฟอร์มทางการเกษตร - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • “เอสซีจี” จับมือ “คูโบต้า” ปั้น แพลตฟอร์มทางการเกษตร

“เอสซีจี” จับมือ “คูโบต้า” ปั้น แพลตฟอร์มทางการเกษตร

นวัตกรรมเกษตรมาแรง คาดตลาดโลกแตะมูลค่า 1 ล้านล้านบาท เอสซีจี จับมือ สยามคูโบต้า, คูโบต้า คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น จัดตั้งบริษัท เกษตรอินโน ทุนจดทะเบียน 70 ล้านบาท ชูแพลตฟอร์มนวัตกรรมเกษตรครบวงจร ยกระดับวิถีเกษตรของไทยทัดเทียมระดับโลก

นันทภรณ์ อังศุกุลธร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกษตรอินโน จำกัด กล่าวว่า โลกปัจจุบัน มีปัจจัยสนับสนุนหลายด้านที่ส่งเสริมให้ภาคเกษตรต้องพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะสถานการณ์โควิด สงครามที่เกิดขึ้น รวมถึงภาวะโลกร้อน ส่งต่อการเปลี่ยนแปลงซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมเกษตรอย่างมาก รวมทั้งแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารปลอดภัย เป็นปัจจัยที่ต้องพัฒนานวัตกรรมอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2030 จะมีการลงทุนด้านนวัตกรรมเกษตรเพิ่มขึ้นเท่าตัว หรือมีมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากมูลค่า 4.3 แสนล้านบาท ในปี 2021 ที่ผ่านมา ขณะที่ในประเทศไทยนวัตกรรมการเกษตรมีมูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สดใสมาก

นอกจากนี้ จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ผู้คนส่วนหนึ่งตัดสินใจที่จะกลับภูมิลำเนาเพื่อมาทำการเกษตร และกลุ่มคนเมืองที่หันมาสนใจทำการเกษตรมากขึ้น โดยเฉพาะการทำเกษตรรูปแบบใหม่ Smart Farming จึงได้จัดตั้ง บริษัท เกษตรอินโน จำกัด ขึ้น ด้วยทุนจดทะเบียน 70 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนการถือครองหุ้น คือ เอสซีจี ร้อยละ 51 สยามคูโบต้า ร้อยละ 25 และคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ร้อยละ 24

“เราให้ความสำคัญในเรื่องการบริการ และการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีด้านการเกษตร เน้นวางแผน และนำเครื่องมือมาใช้ในการบริหารธุรกิจการเกษตรด้วยบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญพร้อมให้คำแนะนำเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจการเกษตร รวมไปถึงผู้คนทุกกลุ่มที่มองเห็นโอกาสใหม่ๆ ในโลกการเกษตร ขยายขีดความสามารถในการเป็นเกษตรกรมืออาชีพ เพื่อมุ่งสู่การเป็น Smart Farming ภายใต้แนวคิดออกแบบโลกเกษตรเพื่อทุกความเป็นไปได้” นันทภรณ์กล่าว

ชูบริการนวัตกรรมเกษตรครบวงจร

สำหรับสินค้าและบริการของเกษตรอินโน จะทยอยเปิดตัวในช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นไป ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรก คือ เกษตรอินโน โซลูชั่น (KasetInno Solutions) ประกอบด้วย Farm Design, Farm Development และ Farm Care บริการออกแบบ พัฒนา และดูแลฟาร์มเกษตรครบวงจร เพื่อช่วยวางแผนในการทำเกษตร ให้แก่กลุ่มคนที่สนใจการทำเกษตรแต่ยังไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน

ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเริ่มต้น รวมไปถึงกลุ่มคนที่มีพื้นที่ว่างเปล่าหรือกลุ่มองค์กรธุรกิจการเกษตรที่ต้องการองค์ความรู้และนวัตกรรมไปใช้บริหารจัดการฟาร์มให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และกลุ่มเกษตรกรมืออาชีพที่มีพื้นที่ทำเกษตรเดิมอยู่แล้ว แต่ต้องการระบบการจัดการรวมถึงเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ไปช่วยให้การทำเกษตรง่ายขึ้น

ส่วนที่สอง คือ Farm & Machinery Management Platform ระบบบริหารจัดการฟาร์มและเครื่องจักร ด้วยแอปพลิเคชันที่เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการฟาร์มและเครื่องจักรกลฯ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อาทิ K-iField Application ระบบบริหารจัดการฟาร์ม บันทึกข้อมูลสำคัญของฟาร์ม การเพาะปลูก การจัดการรายได้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กันระหว่างเกษตรกร และการประเมินสุขภาพพืช

K-iQ Application ระบบบริหารจัดการเครื่องจักรกลการเกษตร ตัวช่วยสำหรับธุรกิจรับจ้างที่ต้องการจัดคิวงาน และบริหารจัดการค่าใช้จ่าย KIN RENT บริการเช่าใช้เครื่องจักรกลการเกษตร เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นทำการเกษตรแต่ยังไม่พร้อมลงทุนเครื่องจักรฯ และ KIN MATCH  บริการเช่าเครื่องจักรกลการเกษตรพร้อมคนขับ เพื่อเป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการฟาร์มและการใช้เครื่องจักรฯ อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีเกษตรอินโน มาร์เก็ต (KasetInno Market) แพลตฟอร์มจำหน่ายผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ และผลผลิตทางการเกษตร โดยจะมี 2 ส่วน ประกอบด้วย แพลตฟอร์ม  e-Commerce “เกษตรอินโน มาร์เก็ต” จำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรในเครือข่าย ภายใต้ชื่อสินค้าแบรนด์เกษตรสุข (KasetSook)  และส่วนที่สอง คือ แพลตฟอร์ม KUBOTA Store จำหน่ายอะไหล่แท้คูโบต้าและอุปกรณ์การเกษตร

นันทภรณ์ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มเป้าหมายของบริษัท แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. Agri Starter กลุ่มที่ไม่เคยทำเกษตรมาก่อน 2. Agri Business ผู้ที่ทำเกษตรอยู่แล้ว แต่ต้องการยกระดับให้ดียิ่งขึ้น 3. Smart Farmer ที่ต้องการเพิ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการทำการเกษตรเพิ่มขึ้น และ 4. Urban หรือคนเมืองที่ต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์เกษตรที่ปลอดภัยและต้องการสนับสนุนเกษตรกร

“เป้าหมายและแผนธุรกิจในอนาคตนั้น เราต้องการเติบโต 10 เท่าใน 5 ปี ต้องการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้นวัตกรรมในภาคเกษตรไทย โดยผนึกกำลังกับพันธมิตรเพื่อขยายธุรกิจให้ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้าในด้านการเกษตร

ตลอดจนประสานความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนโครงการต่างๆ ผลักดันให้เกษตรกรมีโอกาสในการแข่งขันมากขึ้น ยกระดับเกษตรไทยให้เข้าสู่ตลาดพรีเมียม ต้องการเห็นอาชีพเกษตรกรมีรายได้มั่นคงและยั่งยืนต่อไป” นันทภรณ์กล่าวทิ้งท้าย

อ่านเพิ่มเติม: ไขความลับความสำเร็จของ Summer Fridays


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP