"เมดพาร์ค" การผนึกกำลังของกลุ่มแพทย์ เปิดโรงพยาบาลมาตรฐานใหม่แห่งอาเซียน - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • “เมดพาร์ค” การผนึกกำลังของกลุ่มแพทย์ เปิดโรงพยาบาลมาตรฐานใหม่แห่งอาเซียน

“เมดพาร์ค” การผนึกกำลังของกลุ่มแพทย์ เปิดโรงพยาบาลมาตรฐานใหม่แห่งอาเซียน

บริการด้านการแพทย์ไม่เคยเพียงพอกับความต้องการ เป็นเหตุให้เกิดโรงพยาบาลเอกชนขึ้นมามากมาย แต่ยุคเฟื่องฟูสุดขีดของโรงพยาบาลเอกชนผ่านมาแล้ว การเปิดโรงพยบาลใหม่จึงลดความร้อนแรงลงไปมาก แต่ล่าสุดกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาได้ร่วมทุนกันเปิดโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ขึ้นในรอบ 25 ปี ในชื่อว่า เมดพาร์ค (MedPark)

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2563 บริษัท ทีพีพี เฮลท์แคร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผนึกกำลังทีมแพทย์เฉพาะทางระดับแถวหน้าของประเทศ ร่วมพัฒนาโรงพยาบาล เมดพาร์ค ด้วยมูลค่าลงทุนระยะแรกกว่า 7,000 ล้านบาท สร้างนิยามใหม่ภายใต้แนวคิดที่เป็นมากกว่าโรงพยาบาล เพื่อก้าวสู่ศูนย์กลางการบริการทางแพทย์มาตรฐานสากล สำหรับโรคยากและโรคซับซ้อนแห่งภูมิภาคอาเซียน เป็นคอนเซ็ปท์โรงพยาบาลที่เน้นรักษาโรคยากและซับซ้อน ที่มีนายแพทย์เป็นเจ้าของด้วยเป้าหมายบริการทางการแพทย์เชิงลึกและได้มาตรฐานระดับสากล 

นายแพทย์พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช รองประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีพีพี เฮลท์แคร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า โรงพยาบาลเมดพาร์ค เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจากหลากหลายสาขา ที่มีประสบการณ์และความชำนาญสูง ซึ่งไม่เพียงเป้าหมายสู่การเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์เฉพาะทางระดับ (Super Tertiary care) ที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันในทุกรายละเอียดที่จะเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับคนไข้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

นายแพทย์พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช รองประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีพีพี เฮลท์แคร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (ขวา)

โดยโรงพยาบาลเมดพาร์ค ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจแห่งใหม่ บนถนนพระราม 4 ประกอบด้วยอาคาร 25 ชั้น พื้นที่ประมาณ 90,000 ตารางเมตร สามารถให้บริการห้องตรวจผู้ป่วยนอกถึง 300 ห้อง และรองรับผู้ป่วยค้างคืนได้สูงสุด 550 เตียงเมื่อเปิดให้บริการเต็มโครงการ นอกจากนี้ยังมีห้องผู้ป่วยที่ต้องดูแลพิเศษมากกว่าโรงพยาบาลทั่วไปถึง 3 เท่า

medpark

เน้นรักษาโรคยาก-ห้องไอซียูกว่า 30%

ที่สำคัญ MedPark มีแพทย์เฉพาะทางกว่า 30 สาขา ซึ่งทีมแพทย์หลักเกือบร้อยละ 70 ผ่านการฝึกอบรมในต่างประเทศ ทั้งแพทย์ที่จบอเมริกันบอร์ด และผ่านหลักสูตรการอบรมในอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และไต้หวัน เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ทั้งนี้ เมดพาร์ค ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอแล้วสำหรับ 4 ศูนย์ ได้แก่ หัวใจ มะเร็ง ไต และ แล็บ

นอกจากนี้ MedPark ยังมีจำนวนเตียงผู้ป่วยวิกฤตหรือไอซียูมากถึงร้อยละ 30 หรือ 130 เตียงเมื่อเปิดเต็มโครงการ และพร้อมจะเพิ่มสัดส่วนเป็นร้อยละ 40 ได้หากจำเป็น ซึ่งเป็นสัดส่วนมากที่สุดในประเทศไทย อีกทั้งครบครันด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย สามารถรองรับผู้ป่วยวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ขณะที่โรงพยาบาลทั่วไปจะมีสัดส่วนของห้องไอซียูประมาณร้อยละ 10 เท่านั้น

สำหรับในเฟสแรก MedPark เปิดให้บริการผู้ป่วยค้างคืนจำนวน 205 เตียง และรองรับผู้ป่วยวิกฤตจำนวน 65 เตียง และนอกจากการคัดสรรทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พยาบาล ตลอดจนบุคลากรที่เกี่ยวข้อง MedPark ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับมาตรฐานกระบวนการดูแลคนไข้ภายใต้หลักปฏิบัติ Integrated Care โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วยเป็นสำคัญ พร้อมมอบคุณค่าของการรักษา (Value-based Care) ดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับการใช้ชีวิตของผู้ป่วยในสังคมปัจจุบัน

มุ่งพัฒนาสถาบันแพทย์เป็นเลิศ 3 ด้าน 

ในอนาคต MedPark มีความมุ่งมั่นพัฒนาให้เป็นมากกว่าโรงพยาบาล โดยมีเป้าหมายยกระดับให้เป็นสถาบันการแพทย์ที่มีความเป็นเลิศทั้ง 3 ส่วนคือ การบริการทางการแพทย์ การเรียนสอน และการวิจัย เพื่อสนับสนุนให้บุคลากรเพิ่มพูนองค์ความรู้ให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ และคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ นำไปสู่แนวทางการดูแลรักษาคนไข้ โดยเฉพาะโรคยากและซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

MedPark ถือเป็นโมเดลใหม่ที่เป็นแหล่งรวมศักยภาพของแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในการดีไซน์ส่วนต่าง ๆ ให้ตอบสนองทุกความต้องการของคนไข้ได้อย่างแท้จริง และคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) รวมถึงคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของคนไข้

ขณะเดียวกัน MedPark เดินหน้าสร้างเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพการบริการทางการแพทย์ในทุกด้าน ซึ่งจะเป็นแนวทางนำไปสู่การเสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์

BACK TO TOP