เพิ่มสภาพคล่องแบบเร่งด่วน - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • เพิ่มสภาพคล่องแบบเร่งด่วน

เพิ่มสภาพคล่องแบบเร่งด่วน

Forbes Thailand / Admin
20 Jul 2015 | 11:04 am 3290

เรื่อง: WILLIAM BALDWIN เรียบเรียง: นวตา สันติวัฒน
 
สมมุติฐาน: คุณมีสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในครอบครอง (บ้านตามราคาประเมินสุทธิ บัญชีเงินฝากเพื่อการเกษียณ บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์) แต่คุณขาดสภาพคล่องทางการเงิน อะไรคือทางออกที่ดีที่สุดยามเงินขาดมือ? เราได้พิจารณาให้คะแนน ทางเลือกทั้ง 5 ข้อในด้านต้นทุนทางการเงินและประโยชน์ทางภาษี ระดับ A+ หมายถึงวิธีนั้นมีผลกระทบไม่มากต่อมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของคุณ
 
1. การขายหลักทรัพย์
คุณอาจพิจารณาขายหุ้นออกไปบางส่วน หากเป็นไปได้เลือกหุ้นตัวที่ราคายังไม่ปรับตัวขึ้น ต้นทุนสำหรับวิธีนี้คือค่าเสียโอกาสในการถือครองหลักทรัพย์ในตลาด ในระยะยาวการออกจากตลาดหุ้นอาจหมายถึงการพลาดโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนประมาณ 7% ต่อปี แต่ในระยะสั้นมันอาจช่วยให้ไม่ต้องเผชิญกับการขาดทุน การปรับฐานของตลาดที่คาดการณ์ว่าควรจะเกิดขึ้นสักระยะหนึ่งแล้ว (หาก Janet Yellen ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ประเมินถูกต้อง) อาจเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ส่วนเรื่องภาษี คุณมีภาระภาษีต้องชำระเพียงเล็กน้อยถ้าขายหุ้นที่ราคายังไม่เพิ่มขึ้น ต้นทุนทางการเงิน: B+ ด้านภาษี: B
 
2. การกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์
แทนที่จะขายหุ้นทิ้งให้เลือกกู้ยืมเงินโดยใช้หุ้นดังกล่าวเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน คุณอาจเลือกใช้วิธีนี้ถ้ามั่นใจว่าตลาดอยู่ในภาวะกระทิงหรือราคาหุ้นที่ถืออยู่ปรับตัวขึ้นอย่างมากและไม่ต้องการจ่ายภาษีกำไรจากการขายหุ้น ข้อเสียที่สำคัญ: บริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ส่วนใหญ่คิดดอกเบี้ยเงินกู้แบบลอยตัวเช่นนี้ในอัตราสูงแม้ความเสี่ยงจะต่ำ อัตราดอกเบี้ยโดยทั่วไปสำหรับวงเงิน 100,000 เหรียญอยู่ที่ 6% หรือสูงกว่า สำหรับช่วงที่ต้นทุนทางการเงินซึ่งอ้างอิงโดย Libor อยู่ที่ 0.2%

Interactive Brokers บริษัทเกิดใหม่ที่มีเทรดเดอร์และนักเก็งกำไรเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นหนึ่งข้อยกเว้นที่น่าสนใจ อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์สำหรับวงเงิน 100,000 เหรียญของบริษัทนี้อยู่ที่ 1.6% สำหรับประโยชน์ด้านภาษีอยู่ในระดับที่ดีแต่ไม่ถึงกับยอดเยี่ยม คุณสามารถนำค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อหลักทรัพย์ไปหักออกจากรายได้จากการลงทุน โดยค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยส่วนที่เหลือสามารถสะสมเพื่อหักลดหย่อนในอนาคตได้ ถ้าคุณมีรายได้จากการลงทุนที่ต้องเสียภาษีในอัตราสูง (เช่น รายได้จากกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์) จะได้ประโยชน์อย่างมาก แต่ถ้ารายได้จากการลงทุนของคุณมาจากเงินปันผลและกำไรส่วนเกินทุนที่ต้องเสียภาษีในอัตรา 15% หรือ 20% การนำค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยไปหักลดหย่อนอาจไม่ได้ประโยชน์มากนัก อัตราดอกเบี้ยบัญชีประเภท Margin Loan ที่ 6% อาจมีต้นทุนหลังหักภาษีอยู่ที่ 5% ต้นทุนทางการเงิน: F โดยส่วนใหญ่, A- ที่ Interactive ด้านภาษี: B
 
3. สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอ้างอิงกับดัชนี
คุณรู้หรือไม่ว่านักลงทุนทั่วไปสามารถกู้ยืมเงินในอัตราเดียวกับนักลงทุนสถาบันในตลาดตราสารอนุพันธ์? วิธีนี้เป็นแผนการลงทุนแบบย้อนกลับ เริ่มจากการขายหุ้นแบบในข้อที่ 1 แต่สุดท้ายแล้วคุณจะยังมีสถานะการลงทุนในสัดส่วนเท่าเดิม

สมมุติว่าคุณมีกองทุนรวมดัชนี SPDR S&P 500 ในบัญชีหลักทรัพย์ ให้คุณจัดการขายกองทุนดังกล่าวในมูลค่า 105,000 เหรียญ และย้ายไปซื้อสัญญาซื้อขายล่วงหน้า E-mini S&P 500 ในตลาด Chicago Merc  จำนวน 1 สัญญา ซึ่งจะทำให้คุณได้รับผลตอบแทนไม่รวมเงินปันผลเสมือนกับการลงทุน 105,000 เหรียญในกองทุนรวมดัชนี ดังนั้นคุณจะยังถือสถานะการลงทุนในตราสารทุนเท่าเดิม

คุณจะต้องวางเงินประกันขั้นต้นจำนวน 5,000 เหรียญ หักลบแล้วคุณจะยังเหลือเงิน 100,000 เหรียญไว้เป็นค่าจอดเรือยอชท์หรือใช้จ่ายอย่างอื่น

ในฐานะผู้ซื้อตราสารอนุพันธ์ซึ่งต่างจากการซื้อหุ้น คุณจะได้รับประโยชน์จากส่วนลดของราคาที่เรียกว่า Backwardation ซึ่งหมายถึงการที่ราคาล่วงหน้าของสินค้าอ้างอิงมีมูลค่าต่ำกว่าราคาปัจจุบันของสินค้าชนิดนั้น ถ้าปัจจุบันดัชนีอยู่ที่ 2,100 จุด ราคาอ้างอิงของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่จะครบกำหนดอายุในอีก 3 เดือนจะอยู่ที่ประมาณ 2,093 จุด (ราคาส่วนต่างไม่เท่ากันในแต่ละวัน)

ทว่าผู้ซื้อตราสารอนุพันธ์จะไม่ได้รับเงินปันผล ซึ่งตัวเลขดังกล่าวไม่แน่นอนเช่นกัน แต่จากการประเมินอย่างคร่าวๆ อัตราเงินปันผลจะอยู่ที่ราวไตรมาสละ 10 เหรียญต่อ 1 จุดดัชนี

เท่ากับว่าผู้ซื้อตราสารอนุพันธ์ (a) ถือสถานะการลงทุนในหุ้นจากเงินที่กู้ยืมมา (b) ได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาส่วนลดหรือ Backwardation (c) ไม่ได้รับเงินปันผล เมื่อรวมทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันจะเห็นว่าผู้ซื้อสัญญาซื้อขายล่วงหน้า E-mini ได้กู้ยืมเงินอย่างมีประสิทธิภาพด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ต้นทุนแฝงสำหรับค่าดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณปีละ 0.5% ตามข้อมูลการศึกษาของ CME Group ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Merc

คุณอาจสงสัยว่าข้อเสนอที่ดีเช่นนี้เป็นไปได้อย่างไร? ไม่ใช่ว่าบรรดาสถาบันการเงินทุกแห่งพากันมุ่งเป้าขูดเลือดขูดเนื้อนักลงทุนรายย่อยหรอกหรือ? ว่าไปแล้วก็ใช่ ดูได้จากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ แต่ยังมีกลยุทธ์ที่สามารถหลบหลีกสถานการณ์เช่นนั้นได้ และการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพอย่างมาก

E-mini มีปริมาณการซื้อขายในตลาดมหาศาล นักลงทุนรายใหญ่จะซื้อหรือขายสัญญาแต่ละครา 100 ล้านเหรียญเพียงเพื่อความสนุกสนานตื่นเต้น ปริมาณการซื้อขายเหล่านี้ช่วยให้ราคาเสนอซื้อและเสนอขายของสัญญาล่วงหน้าที่ใกล้ครบกำหนดอายุมีส่วนต่างไม่มาก ซึ่งหมายถึงสัญญาที่จะสิ้นสุดอายุในเวลา 5 เดือนหรือน้อยกว่า เมื่อรวมต้นทุนด้านส่วนต่างของราคาและค่าธรรมเนียมการซื้อขาย นักลงทุนรายย่อยจะสามารถถือสถานะการลงทุนใน E-mini (ปิดสัญญาที่จะหมดอายุและเปิดสัญญาใหม่ทุก 3 เดือน) โดยมีค่าใช้จ่ายปีละ 64 เหรียญต่อหนึ่งสัญญา รวมแล้วจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 0.5% เป็นเกือบ 0.6%

สำหรับด้านภาษี ผู้ถือสัญญาล่วงหน้า E-mini มีภาระต้องจ่ายภาษีกำไรจากการลงทุนทันทีที่เปิดสถานะ แต่กำไรจำนวน 60% ได้รับยกเว้นสามารถนำไปคำนวณโดยใช้อัตราภาษีการลงทุนระยะยาวที่มีอัตราต่ำกว่าได้ ต้นทุนทางการเงิน: A+ ด้านภาษี: B
 
4. ขอสินเชื่อโดยใช้บ้านเป็นหลักประกัน
ถ้ามูลค่าบ้านสุทธิหลังหักลบยอดหนี้ที่เหลืออยู่ของคุณอยู่ในระดับสูง วงเงินสินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีประสิทธิภาพเมื่อต้องการกระแสเงินสด ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เกิดจากสินเชื่อ 100,000 เหรียญแรกสามารถนำไปลดหย่อนภาษีรายได้ทุกประเภท โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นรายได้จากการลงทุน
 
เงื่อนไขการกู้ยืมแตกต่างกันไป ทั้งนี้ TD Bank ให้ข้อเสนอกู้ยืมเงินที่มีค่าใช้จ่ายการจัดทำสินเชื่อต่ำแต่คิดอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวที่ 4.5% ซึ่งค่อนข้างสูง ต้นทุนทางการเงิน: D ด้านภาษี: B
 
5. ขอสินเชื่อบ้านใหม่
เงินกู้ลำดับแรกต่างจากการขอสินเชื่อที่ใช้บ้านเก่าเป็นหลักประกันตรงที่มีต้นทุนการกู้ยืมต่ำกว่า คุณสามารถขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยด้วยดอกเบี้ยแบบลอยตัวในอัตราต่ำกว่า 4% หรือประมาณ 4% สำหรับดอกเบี้ยแบบคงที่ การขอสินเชื่อใหม่ยังมีอีกหนึ่งข้อดีคือประโยชน์ด้านภาษี ถ้าคุณขอสินเชื่อสำหรับบ้านใหม่จะสามารถนำดอกเบี้ยไปหักลดหย่อนภาษีได้ในส่วนของเงินต้นจำนวนไม่เกิน 1.1 ล้านเหรียญ

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีบ้านปลอดภาระผูกพันที่มีมูลค่า 1 ล้านเหรียญ และดำเนินการขอสินเชื่อมูลค่า 400,000 เหรียญในตอนนี้ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีคือส่วนที่เกิดจากเงินต้น 100,000 เหรียญเท่านั้น
แต่ยังมีทางออกสำหรับเรื่องนี้ ให้ขายบ้านหลังเดิมนั้นไปและนำเงินที่ได้มาไปฝากธนาคาร จากนั้นซื้อบ้านหลังตรงข้ามโดยจ่ายเงินดาวน์ 600,000 เหรียญและขอสินเชื่อเพิ่มเติมอีก 400,000 เหรียญ ตอนนี้เงินจำนวน 400,000 เหรียญดังกล่าวถือว่าเป็น “สินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย” และดอกเบี้ยทั้งหมดสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ วิธีการเพื่อให้ได้ประโยชน์ทางภาษีนี้จะดูเข้าท่าหากคุณมีแผนที่จะย้ายไปอยู่บ้านหลังเล็กลงหรือย้ายไปเมืองอื่นอยู่แล้ว   ต้นทุนทางการเงิน: B+ ด้านภาษี: A

BACK TO TOP