รากเหง้าของความชั่วร้าย: เศรษฐกิจไม่โต - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • รากเหง้าของความชั่วร้าย: เศรษฐกิจไม่โต

รากเหง้าของความชั่วร้าย: เศรษฐกิจไม่โต

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
26 Nov 2015 | 11:58 am 4365

เรียบเรียง: พิษณุ พรหมจรรยา

มีทฤษฎีอะไรที่เราจะใช้อธิบายสิ่งต่อไปนี้?

– หุ้นทำสถิติสูงสุดในขณะที่ชาวอเมริกัน 60% คิดว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในภาวะถดถอย

– ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศชอบการทำข้อตกลงด้านอาวุธนิวเคลียร์กับอิหร่านของประธานาธิบดี Obama แต่มีเพียงแค่หนึ่งในสามเท่านั้นที่คิดว่าดีลนี้จะประสบความสำเร็จ ซึ่งสถานะเช่นนี้ (ชอบแต่ก็ไม่เชื่อ) ถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมาก

– วลีประเภท “ทุกชีวิตมีความหมาย” และ “คนทุกคนสามารถประสบความสำเร็จได้ถ้าทำงานหนักมากพอ” กำลังเป็นคำพูดปลุกระดมของนักการเมืองปีกซ้าย

– ส่วนทางปีกขวา นักธุรกิจซึ่งเคยยื่นขอให้บริษัทของตนล้มละลายมาแล้วถึงสี่ครั้งได้ป่าวประกาศเป้าหมายที่จะชิงตำแหน่งผู้นำสูงสุดเพื่อนำพาประเทศสหรัฐอเมริกาไปสู่อนาคตที่ร่ำรวย โดยบอกว่าจะทำให้ประเทศอเมริการกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง และคะแนนนิยมของเขาก็นำลิ่ว

นับว่าเป็นช่วงเวลาที่บ้าคลั่งในอเมริกา

แล้วมันมีทฤษฎีอะไรที่จะมาอธิบายสิ่งที่เกิดอยู่นี้ได้ล่ะ? ลองฟังทฤษฎีของผมดูนะ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของอัตราการขยายตัวของผลิตภาพที่ลดลงอย่างมาก ซึ่งทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจชะลอตัว และส่งผลให้ประเทศอเมริกาเหมือนกับกำลังตายอย่างช้าๆ จากความหวังที่พังทลาย และความหงุดหงิดรำคาญที่ถาโถมเข้ามา
ผลิตภาพที่ลดลงของประเทศอเมริกาเป็นความจริงที่เกิดขึ้น โดยอัตราการเติบโตของผลิตภาพต่อปีเป็นดังนี้

  • 1948-2014: 2.4%
  • 2002-2014: 2.0%
  • 2010-2014: 1.2%

และถึงตอนนี้ปาเข้าไปครึ่งทางของปี 2015 แล้วเรายังไม่เห็นการเติบโตของผลิตภาพเลย เป็นเพราะค่าจ้างไม่ขึ้นหรือเปล่า? จริงอยู่ที่ค่าจ้างของหลายๆ คนไม่ได้ถูกปรับขึ้น แต่ค่าจ้างก็ขึ้นไม่ได้ถ้าหากว่าผลิตภาพไม่เพิ่มขึ้น ถ้าเช่นนั้นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะช่วยได้ไหม? คำตอบก็คือ ไม่ ถ้าผลิตภาพไม่เพิ่มขึ้น เม็ดเงินที่ใช้ในการจ่ายค่าแรงก็จะไม่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะส่งผลกระทบในทางอื่น นั่นคือเมื่อบางคนได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นก็หมายความว่ามีบางคนต้องตกงาน

ทีนี้ เศรษฐกิจไม่โตก็ทำให้ผู้คนหันมาตั้งแง่ใส่กัน โดยการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น แล้วก็เกิดความอิจฉา และเริ่มเชื่อว่าพวกคนที่ประสบความสำเร็จจะต้องฉกชิงไปจากคนอื่นๆ ที่เหลือ พวกเขาตกเป็นเหยื่อของทฤษฎีทางการเมืองแบบหวาดระแวง และนักการเมืองสติแตก

การเติบโตเป็นวงจรของความดีงาม

ในเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวสิ่งที่เกิดขึ้นจะต่างออกไป ผู้คนยังคงเปรียบเทียบอยู่ดี แต่จะเป็นการเปรียบเทียบกับตัวเองในอนาคต โดยพวกเขาจะมองไปข้างหน้าอย่างมีความหวัง พวกเขาจะเริ่มต้นธุรกิจ หรือจ้างงานเพิ่มก่อนที่อุปสงค์จะเกิดขึ้น และนั่นจะเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างอุปสงค์

อันที่จริงก็ยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับผลิตภาพที่ลดลงของสหรัฐ ว่ามันไม่ใช่เรื่องของการที่ผลิตภาพโตน้อยหรือไม่โต แต่ประเด็นคือมันแสดงถึงข้อมูลที่มีคุณค่าความหมายหรือเปล่า Hal Varian ซึ่งเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Google บอกว่าเทคโนโลยีช่วยประหยัดเวลา ลดการใช้แรงงาน และทำให้ราคาสินค้าถูกลง ซึ่งเทคโนโลยีถือเป็นสินค้าสาธารณะแม้ว่าจะไม่ช่วยเพิ่มตัวเลขผลิตภาพในรูปแบบเดิมๆ ก็ตาม

แต่ก็มีนักเศรษฐศาสตร์รายอื่นที่เห็นว่าการที่ผลิตภาพโดยรวมไม่โตในอีกด้านหนึ่งแสดงถึงความแตกต่างของผู้ที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์จากเทคโนโลยี นั่นคือถ้าคุณรู้ว่าจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อกระตุ้นยอดขายได้อย่างไร และคุณขยับตัวเร็วกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่าคุณก็จะมีผลิตภาพเพิ่มขึ้น แต่หลายๆ คนและหลายๆ บริษัทไม่รู้เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากและทำให้เรางงกับมัน และพอเราทำความเข้าใจกับมันได้สำเร็จพวกที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลิตภาพได้สำเร็จก็ขยับไปต่อแล้ว

การต่อสู้ของ Uber ใน Paris New York และมหานครอื่นๆ ทั่วโลกแสดงให้เห็นภาพของผู้ที่สามารถได้ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพและผู้ที่เสียประโยชน์ การที่ Uber ใช้ประโยชน์จากรถที่บริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของ ใช้คนขับรถที่ทำงานแบบผู้รับจ้างอิสระ ทำให้ Uber สามารถทำกำไรได้มากกว่าบริษัทแท็กซี่ หรือบริษัทลิมูซีน จนถึงขั้นที่บริษัทแท็กซี่และบริษัทลิมูซีนหาว่า Uber โกง ซึ่งถึงตอนนี้ผู้เข้าแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีต้องแสดงจุดยืนเรื่อง Uber ของตัวเองให้ชัดเจน

สิ่งที่ควรจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในทางการเมืองก็คือการหารือถึงวิธีที่จะเพิ่มผลิตภาพโดยรวม ซึ่งการปรับอัตราภาษีและระบบการจัดเก็บภาษีให้มีลักษณะแบนราบและเรียบง่ายมากขึ้นน่าจะมีส่วนช่วย ในขณะที่การลดและทำให้กฎเกณฑ์สำหรับการดำเนินธุรกิจอย่างเช่นธนาคารขนาดเล็กซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจก็น่าจะมีส่วนช่วยเช่นกัน มาตรการทั้งสองนี้จะช่วยปลดภาระของผู้ประกอบการที่ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ที่เข้มงวด ซึ่งจะช่วยให้มีการก่อตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้การให้การศึกษาที่ดีขึ้นและใช้การได้จริงมากขึ้นแก่เยาวชนก็มีส่วนช่วยเหมือนกันแต่การคิดแบบหวาดระแวงและบรรดานักการเมืองสติแตกไม่ได้ช่วยให้ผลิตภาพเพิ่มขึ้นหรอกนะ


RICH KARLGAARD
ผู้พิมพ์โฆษณาของ Forbes


อ่านบทความเพื่อเติมไฟฝันทางด้านธุรกิจกับ Forbes Thailand ทุกเดือน และในรูปแบบ E-Magazine

BACK TO TOP