คณะรัฐมนตรีใหม่ กับความหวังเก่า - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • คณะรัฐมนตรีใหม่ กับความหวังเก่า

คณะรัฐมนตรีใหม่ กับความหวังเก่า

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
30 Nov 2015 | 11:37 am 4332

การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุดดูเหมือนจะเป็นที่ยอมรับจากประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงเศรษฐกิจ การสลับตำแหน่งระหว่าง “อำมาตย์” อย่างเช่น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล และคุณสมหมาย ภาษี กับ “นักการตลาด” และ “นักการเงิน” อย่าง ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คุณอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ดร. อุตตม สาวนายน และ ดร. สุวิทย์ เมษิณทรีย์ นั้นในแง่หนึ่งสะท้อนการยอมรับโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว และแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ในรูปแบบที่เคยประสบความสำเร็จเมื่อ 30 ปีที่แล้ว อาจไม่เหมาะสมต่อสถานการณ์ปัจจุบัน
 
หลังจากที่ได้แต่งตั้งทีมใหม่ ท่านนายกฯ ได้ประกาศ “ให้เวลาสามเดือน” ในการตรวจผลงาน คำบัญชานี้อาจเป็นความตั้งใจสื่อสารความเร่งด่วน เพื่อสะท้อนกระแสความต้องการของสังคม แต่อาจจะเป็นปัญหาให้กับทีมเศรษฐกิจในอนาคต เพราะเศรษฐกิจไทยเป็นระบบที่สั่งให้หันซ้ายหรือหันขวาไม่ได้ (ขนาดจีนที่คิดว่าแน่ยังพิสูจน์แล้วเลยครับว่าทำไม่ได้) เพราะจริงๆ แล้วผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อทิศทางเศรษฐกิจคือตัวท่านเองในฐานะนายกรัฐมนตรี จริงอยู่ท่านสมคิดอาจดูแล 7 กระทรวง แต่การกำหนดทิศทางโดยรวมยังเป็นหน้าที่ของท่านนายกฯ ที่สำคัญท่านนายกฯ ไม่ได้ระบุให้ประชาชนหรือทีมงานว่า ตัวชี้วัดในสามเดือนที่ท่านต้องการจะเห็นนั้นคืออะไร ในเมื่อไม่มีการกำหนดความคาดหวังที่ชัดเจน ต่างคนอาจจะต่างคิด เช่นชาวนาก็อาจจะมองว่าในสามเดือนราคาข้าวต้องเกวียนละหมื่นสอง นักเศรษฐศาสตร์ก็อาจจะมองว่า GDP ของประเทศต้องเพิ่มขึ้น 3.5% พ่อค้าอาจจะมองว่าส่งออกต้องกลับมาเป็นบวก ฯลฯ และเมื่อต่างคนต่างมโนตั้งเป้าของตนเอง แนวโน้มโอกาสที่จะผิดหวังก็จะสูงขึ้น
 
อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าสามเดือนเป็นระยะเวลาเพียงพอต่อการออกและเดินหน้านโยบาย เพราะทีมงานของดร. สมคิด ได้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจมาโดยตลอด ดังนั้นผมมั่นใจว่ามีความพร้อมทางด้านความคิดและการวางแผน และท่านเองก็เคยบริหารบ้านเมืองมาในฐานะฝ่ายบริหาร ผนวกกับอำนาจเผด็จการที่มีอยู่ในมือ จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนแปลงความคิดให้มีผลเป็นรูปธรรม
 
ทีมงานของดร. สมคิด ดูเหมือนมียุทธศาสตร์หลักๆ อยู่สองวิธี ซึ่งทั้งสองวิธีหวังผลในการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบการซื้อขายในประเทศเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่การส่งออกและการลงทุนกำลังถดถอย วิธีแรกคือการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนโครงการลงทุนขนาดเล็กทั่วประเทศในแนวเดียวกันกับโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้ใช้ในการแก้วิกฤต “แฮมเบอร์เกอร์” ในปี 2552 ส่วนวิธีที่สองคือการอัดฉีดเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยให้ชาวบ้านผ่านกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเป็นโครงการที่ดร. สมคิดเองเคยทำไว้สมัยที่ท่านเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลไทยรักไทย
 
ถ้ามีการบริหารจัดการที่ดี ทั้งสองมาตรการนี้น่าจะส่งผลในทางบวกต่อเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าวงเงินหนึ่งแสนกว่าล้านบาทที่รัฐบาลกำหนดไว้นั้น มีค่าประมาณเพียง 5% ของงบประมาณประจำปีเท่านั้น และไม่ถึง 1% ของ GDP ประเทศ ดังนั้นเราจะหวังผลให้มาตรการลักษณะนี้ของรัฐบาลส่งผลโดยตรงในการพลิกสถานการณ์จากหน้ามือเป็นหลังมือไม่ได้ เงื่อนไขความสำเร็จสำคัญคือผลข้างเคียงจากประชาชนและภาคเอกชน ผมจำได้ว่าในสมัยปี 2545-46 ที่มีการเปิดตัวกองทุนหมู่บ้าน หรือสมัยที่มีการเปิดตัว “เช็คช่วยชาติ” หรือ “ไทยเข้มแข็ง” ในปี 2552 ล้วนมีการ “โหมโรง” ปลุกกระแสสร้างความตื่นตัวในส่วนของภาคธุรกิจและประชาชนโดยตรง 
 
ที่สำคัญสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในวันนี้ก็ต่างกับในอดีตอย่างมาก ในปีที่มีการนำเสนอนโยบายกองทุนหมู่บ้านครั้งแรกปี 2544 หนี้โดยเฉลี่ยของครัวเรือนไทยอยู่ที่เพียงประมาณ 40% ของ GDP ของประเทศ แต่ในขณะที่ วันนี้อยู่ที่กว่า 80% ดังนั้นนโยบายการเพิ่มหนี้ให้ประชาชนมีความเสี่ยงมากขึ้นและจะส่งผลในทางบวกต่อเศรษฐกิจน้อยลง
 
ในแง่การบริการจัดการ “ทีมเศรษฐกิจ” ในแทบทุกยุคในอดีตจะประสบความสำเร็จได้ต้องเป็นการใช้กำลังทั้งองคาพยพโดยมีนายกรัฐมนตรีในแต่ละยุคเป็นผู้นำ ปัญหาเศรษฐกิจเราวันนี้สาหัสพอควรครับ ต้องอาศัยการผลักดันและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจริงๆ ในขณะนี้ตัวผลักดันจากต่างประเทศแทบไม่มี กำลังซื้อภายในประเทศก็แย่ ภาระหนี้สินประชาชนก็สูงเป็นประวัติการณ์ พูดง่ายๆ คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในยุคนี้ยากกว่าในหลายๆ ยุคสมัยที่ผ่านมา เราจึงไม่ควรโยนภาระให้แค่ “ทีมเศรษฐกิจ” แต่ต้องช่วยกันทุกฝ่ายในการฝ่าด่านอุปสรรคนี้ไปให้ได้ 
 
ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อภิศักดิ์ ได้พูดไว้ถูกต้องว่า ถ้าเราปล่อยให้เศรษฐกิจถลำลึกลงไปกว่านี้ ทรัพยากรที่ต้องใช้ในการฟื้นฟูในภายหน้า จะมากกว่าทรัพยากรที่เราอาจต้องใช้ในวันนี้ในการพยุงสถานการณ์ไว้ เวลามีน้อยครับ เรามาช่วยกันดีกว่า
 

กรณ์ จาติกวณิช
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
และประธานคณะทำงานด้านนโยบายพรรคประชาธิปัตย์


พบ Forbes Thailand “แรงบันดาลของผู้ไฝ่ความสำเร็จ” ในได้ในรูปแบบ Magazine และ  E-Magazine พร้อมกับทุกพฤหัสดี

BACK TO TOP