การขนส่ง: หัวใจของความเชื่อมโยงใน AEC - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • การขนส่ง: หัวใจของความเชื่อมโยงใน AEC

การขนส่ง: หัวใจของความเชื่อมโยงใน AEC

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
03 Jul 2014 | 10:41 am 2753
ในปี ค.ศ. 2015 ประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศจะรวมตัวกันเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว มีการเคลื่อนย้ายสินค้า (goods) บริการ (services) ทุนในการผลิต (capital) และแรงงานฝีมือ (skilled-labor) ได้อย่างเสรี ในขณะที่ทุกคนให้ความสนใจและติดตามว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อมีการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Comunity: AEC) ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศโดยเฉพาะประเทศไทยเองจะมีการปรับตัวอย่างไร ภาคธุรกิจจะสามารถปรับตัวและรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้หรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันแต่ยังไม่มีการพูดถึงกันอย่างจริงจังมากนักคือแนวนโยบายในการสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาคซึ่งจะมีส่วนช่วยกำหนดทิศทางการพัฒนาเพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในการตอบสนอง  อุปสงค์ด้านการบริโภคและอุปโภคของประชากรเกือบ 600 ล้านคน ใน AEC
 
ในมุมมองของผม นอกจากจะมีความร่วมมือด้านการผลิตและการค้าที่เป็นแนวทางเพื่อนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคแล้ว ยังต้องอาศัยการเชื่อมโยงในด้านการขนส่ง (connectivity) เป็นตัวช่วยให้เกิดความสะดวกและสามารถเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าและบริการ รวมทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆในภูมิภาค
 
ทั้งนี้  ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแผนการเชื่อมโยงในภูมิภาค ดังนี้
 
1. ระบบการขนส่งภายในภูมิภาคควรพึ่งพาการขนส่งทางรถไฟ (ระบบราง) มากกว่าการขนส่งทางถนน การเชื่อมโยงด้วยระบบรถไฟจากแหล่งวัตถุดิบเพื่อมาทำการประกอบ แปรรูป ผลิตเป็นสินค้าแล้วกระจายออกสู่ตลาดต่างๆเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากการขนส่งทางรถไฟสามารถบรรทุกสินค้าได้ในปริมาณมากๆ ต้นทุนต่ำ รวมทั้งควบคุมระยะเวลาในการเดินทางได้ง่ายกว่าการขนส่งทางถนน นอกจากนี้ ระบบการขนส่งในปัจจุบันทำให้เกิดการสูญเสียต้นทุนโดยเปล่าประโยชน์ กล่าวคือ มีการวิ่งรถบรรทุกเปล่าถึงร้อยละ 48 ของจำนวนรถบรรทุกที่วิ่งในระบบขนส่งทั้งหมด และถ้าหากลดปริมาณการวิ่งรถบรรทุกเปล่าได้ทุกๆร้อยละ 1 จะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ถึงประมาณปีละ 2 พันล้านบาท
 
2. แผนกลยุทธ์ในการเชื่อมโยงภูมิภาค (Regional Strategic Plan) ในการวางแผนเชื่อมโยงการขนส่งด้วยระบบรางจำเป็นต้องพิจารณาถึงสิ่งต่างๆ ดังนี้ 
  • การขนส่งผู้โดยสาร ที่นอกจากจะเป็นการขนส่งเพื่อการเดินทางของแรงงานจากที่พักอาศัยไปสู่โรงงานหรือนิคมอุตสาหกรรมเพื่อทำงานแล้ว ยังต้องครอบคลุมไปถึงการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งที่เป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศในภูมิภาคเองและนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นทั่วโลก
  • การขนส่งสินค้า ทั้งสินค้าที่ใช้เป็นอาหาร เช่น พืชผักผลไม้ ปศุสัตว์ การขนส่งเชื้อเพลิง วัตถุดิบเพื่อป้อนเข้าสู่วงจรการผลิต รวมถึงสินค้าสำเร็จรูปที่ผลิตออกจากแหล่งผลิตและพร้อมที่จะนำส่งสู่แหล่งจัดจำหน่ายต่อไป ซึ่งสินค้าแต่ละชนิดก็จะมีข้อจำกัดในการขนส่งที่ต่างกัน
  • นอกจากนี้ การวางแผนในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ระบบรางนี้พาดผ่านมีความสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะนำไปสู่การเพิ่มพูนรายได้ให้กับชาวบ้านเจ้าของพื้นที่
 
3. ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสมาชิกในสังคมหรือชุมชนของท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงดังกล่าวที่จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมให้มากที่สุด
 
4. และสุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือภาวะความเป็นผู้นำ ความกล้าที่จะตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายและผู้รับผิดชอบในอันที่จะผลักดันให้โครงการดังกล่าวสำเร็จลุล่วงอย่างเป็นรูปธรรม
 
สำหรับประเทศไทย หากแผนการเชื่อมโยงในภูมิภาคด้านการขนส่งที่ได้รวมประเด็นต่างๆที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นสำเร็จตามเป้าหมาย ต้นทุนการขนส่งต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยที่ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 15.2 ก็น่าจะลดลงตามไปด้วย 
 
นอกจากนี้ มูลค่าการค้าชายแดนที่มีการขยายตัวต่อเนื่องประมาณร้อยละ 13 ต่อปี มาตั้งแต่ปี 2552 ยังแสดงให้เห็นว่าไทยยังได้รับประโยชน์จากการติดต่อค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านผ่านเส้นทางการขนส่งที่เชื่อมต่อกันนี้ด้วย 

 

โอฬาร ไชยประวัติ ประธานผู้แทนการค้าไทย และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์

BACK TO TOP