หลังส่งมอบรถแล้วกว่า 1 หมื่นคันใน 2 ปี “XPENG” เปิดตัว “THE NEW L03” รุ่นพวงมาลัยขวาครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทย ส่งสัญญาณทำตลาดในระยะยาว และศึกษาความเป็นไปได้สำหรับลงทุนโรงงานผลิตในไทย ท่ามกลางการรอความชัดเจนเรื่องนโยบายภาษีจากรัฐบาล
XPENG (เอ็กซ์เผิง) จัดงานเปิดตัว “THE NEW L03 Next-Gen AI SUV Coupe” รุ่นพวงมาลัยขวาครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทย ณ สยามพารากอน ท่ามกลางการจับตาทิศทางการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ของไทย โดย James Wu รองประธาน XPENG ได้เดินทางมาร่วมงาน พร้อมให้สัมภาษณ์พิเศษต่อสื่อมวลชนไทย ร่วมกับ ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MGC-ASIA ถึงทิศทางของแบรนด์ รวมถึงความเป็นไปได้ในการลงทุนผลิตรถยนต์ในประเทศ
Wu กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะและพลังงานสะอาด ขณะที่ผู้บริโภคไทยมีความเข้าใจ และเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่มากขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสำหรับผู้ผลิตระดับโลก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ XPENG
ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญอย่างมากสำหรับ XPENG และบริษัทมองเห็นศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว จากปัจจัยสำคัญทั้งผู้บริโภค และโครงสร้างอุตสาหกรรม XPENG จึงไม่ได้มองประเทศไทยเพียงในฐานะตลาดสำหรับการจำหน่ายเท่านั้น แต่เป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา mobility ecosystem ในอนาคต
สำหรับรัฐบาลไทยที่กำลังพิจารณาการปรับโครงสร้างภาษีใหม่นั้น Wu กล่าวว่า “XPENG เผชิญเรื่องภาษีมาโดยตลอด และไม่เคยตกใจหรือประหลาดใจในเรื่องนี้ โดย XPENG มีเป้าหมายในระยะยาวในประเทศไทย และถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลง เราจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน”
ส่วนความเป็นไปได้สำหรับแผนการสร้างโรงงานผลิตในประเทศไทย Wu กล่าวว่า XPENG ได้ศึกษาความเป็นไปได้มาเป็นระยะเวลาประมาณ 6 เดือนแล้ว แต่ยังไม่สามารถให้คำตอบที่แน่ชัดได้ว่าจะเริ่มลงทุนเมื่อใด เนื่องจากยังมีประเด็นที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต โดยปัจจุบัน XPENG มีฐานการผลิตในอินโดนีเซียและมาเลเซีย หากประเทศไทยมีนโยบายที่ชัดเจน ก็มีโอกาสที่จะนำไปสู่การพิจารณาการลงทุนได้
ถ้านโยบายภาษี EV ของรัฐบาลไทยชัดเจน XPENG ยินดีจะศึกษาและพูดคุยเรื่องโรงงานให้เร็วขึ้น ยกตัวอย่างที่ XPENG เลือกอินโดนีเซียในตอนแรก เพราะมีนโยบายที่ชัดเจนมาก ประกอบกับตลาดรถไฟฟ้าและอีโคซิสเต็มของอินโดนีเซียกำลังเติบโต เช่นเดียวกับประเทศไทยที่กำลังเติบโต แต่ถ้าจะผลิตในไทยก็ต้องศึกษาก่อน
ทั้งนี้ หากโครงสร้างภาษีสำหรับการผลิตในประเทศไทยมีความชัดเจนมากขึ้น XPENG จะเดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโรงงานต่อ เนื่องจากประเทศไทยมีปริมาณการจำหน่ายที่สูงกว่าอินโดนีเซีย โดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา XPENG ได้ส่งมอบรถยนต์ให้ลูกค้าในประเทศไทยแล้วกว่า 10,000 คัน
“การขึ้นภาษีอีวี เข้าใจเต็มที่ว่าทำไมรัฐบาลต้องทำ ตอนแรกที่มีมาตรการอีวี 3.0 และอีวี 3.5 รัฐบาลต้องการให้ไทยเป็น EV hub ของอาเซียน แต่ตอนนี้เข้าใจว่าต้องปกป้องซัพพลายเชนและโลคอลของเมืองไทยด้วย ตอนนี้ตลาดของเราในเมืองไทยโตและดีมาก แต่การจะทำโรงงานผลิตในเมืองไทยต้องใช้เวลา” Wu กล่าว

รอความชัดเจน แต่ธุรกิจต้องเดินต่อ
ดร.สัณหวุฒิ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันรัฐบาลไทยอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณานโยบายด้านภาษี หากมีข้อสรุปและเกิดความชัดเจนแล้ว XPENG จะสามารถให้คำตอบได้อีกครั้ง โดยในระหว่างนี้ MGC-ASIA ได้เตรียมความพร้อมด้วยการศึกษาตลาด ข้อมูล รวมถึงความเป็นไปได้ในทุกด้าน และมีการหารือร่วมกับ XPENG อย่างต่อเนื่อง
“คำตอบสุดท้ายของเราคือการทำตลาดในระยะยาว และมาด้วยคอมมิตเมนต์กับลูกค้าและทุกๆ ภาคส่วน รวมถึงมาช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้รุดหน้า ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่มาสู่ผู้บริโภคชาวไทย เพื่อสร้างประสบการณ์ และเป็นพื้นฐานให้กับประเทศไทย ในวันที่รัฐบาลเน้นนโยบาย new economy สำหรับทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการเอง”
ประเด็นด้านภาษี เป็นกระบวนการที่ภาครัฐต้องดำเนินการ ส่วนผู้ประกอบการก็ต้องเดินหน้าธุรกิจต่อ โดยมองว่ารัฐบาลจะพิจารณาอย่างรอบคอบ ต้องพิจารณาให้เกิดความสมดุลและเหมาะสม รวมถึงทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดอย่างเสรี โดย MGC-ASIA จะยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติและจำหน่ายรถยนต์ตามแผน เนื่องจากมีแผนการเตรียมรถและส่งมอบให้ลูกค้าอยู่แล้ว
“วันนี้เราได้ศึกษาเรื่อง local production มาโดยตลอด และไม่ใช่เรื่องใหม่ ในอนาคตความร่วมมือระหว่าง MGC และ XPENG China คงเพิ่มความร่วมมือมากขึ้นในทุกด้าน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วน” ดร.สัณหวุฒิ กล่าว
ทั้งนี้ XPENG ดำเนินการขยายพื้นที่คลังอะไหล่เพิ่มกว่า 3 เท่า เป็น 3,000 ตารางเมตร พร้อมเพิ่มจำนวน SKU (stock keeping unit) เพื่อใช้ในการบริหารจัดการสินค้าและสต็อก โดยสินค้าที่มีคุณลักษณะแตกต่างกัน เช่น รุ่น สี หรือขนาด โดยมีเป้าหมายเพิ่มจากเฉลี่ย 2,000 รายการ เป็นกว่า 6,000 รายการ ซึ่งไม่เพียงเป็นการเก็บอะไหล่ให้มากขึ้น แต่คือการลดระยะเวลาการซ่อม และทำให้ลูกค้ากลับมาใช้รถได้เร็วที่สุด
นอกจากนี้ ยังได้เดินหน้าขยายเครือข่ายทั่วประเทศ ปัจจุบัน XPENG มีเครือข่ายทั้งหมด 20 สาขา โดยภายในปีนี้มีแผนเพิ่มผู้จำหน่ายและศูนย์บริการอีก 10 แห่ง ส่งผลให้มีเครือข่ายรวม 30 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ และการเติบโตของฐานลูกค้า

เปิดตัว L03 คาดส่งมองปลายกันยายนนี้
สำหรับ THE NEW L03 Next-Gen AI SUV Coupe เป็นรุ่นพวงมาลัยขวาซึ่งเปิดตัวในไทยเป็นที่แรกของโลก ภายใต้แนวคิด “Born Intelligent” ถือเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของ G6 และ X9 ซึ่งเป็นสองรุ่นหลักที่เข้ามาสร้างฐานในตลาดประเทศไทยให้กับแบรนด์ในช่วงที่ผ่านมา
L03 มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตฟาสต์แบ็ก ชุดไฟหน้า Starship และไฟท้าย Full-Width Star-Ring ที่พาดยาวเต็มพื้นที่ ขณะที่ประตูและกระจกมองข้างเป็นแบบไร้ขอบ ส่วนห้องโดยสารใช้วัสดุ Soft-Touch กว่า 70% พร้อมไฟสร้างบรรยากาศ 256 สี หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขนาด 8.88 นิ้ว หน้าจอควบคุมหลัก 15.6 นิ้ว และ Head-Up Display ขนาดเทียบเท่าจอ 26.8 นิ้ว
ด้านขุมพลัง L03 ใช้มอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลัง และมี 3 รุ่นย่อย เริ่มจาก Standard Range Plus วิ่งได้สูงสุด 530 กิโลเมตร ขณะที่ Long Range Plus วิ่งได้สูงสุด 600 กิโลเมตร ส่วนรุ่นท็อป Long Range Ultra วิ่งได้สูงสุด 560 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC ซึ่งทั้ง 3 รุ่นรองรับการชาร์จ DC จาก 10-80% ภายใน 20 นาที โดยคาดว่าจะทยอยส่งมอบรถให้ลูกค้าได้ในปลายเดือนกันยายน-ต้นเดือนตุลาคมนี้

ภาพ : XPENG
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Mercedes-Benz ในไทย ยอดขายครึ่งปีแรก 2,845 คัน CLA ดันยอดรถ EV โต 130% ลุยต่อครึ่งปีหลัง เพิ่มทางเลือกซื้อรถให้ลูกค้า
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


