MGC-ASIA โชว์ผลงานปี 2025 กวาดรายได้ 22,477 ล้าน สร้างสถิติใหม่กำไรสูงสุด 1,284 ล้าน ตั้งเป้าปี 69 รายได้โต 25%

MGC-ASIA โชว์ผลงานปี 2025 กวาดรายได้ 22,477 ล้าน สร้างสถิติใหม่กำไรสูงสุด 1,284 ล้าน ตั้งเป้าปี 69 รายได้โต 25%

MGC-ASIA โชว์ผลงานครบรอบ 25 ปี ในปี 2025 ที่ผ่านมา สามารถกวาดรายได้ไป 22,477 ล้าน โตเพิ่มจากปีก่อน +10.5% สร้างสถิติใหม่ด้วยกำไรสูงสุด 1,284 ล้าน พร้อมตั้งเป้าปี 2026 รายได้โต 25% ยอดขายรถเพิ่มขึ้นจาก 11,814 คัน เป็น 14,000 คัน


    บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA แถลงผลการดำเนินงานปี 2025 เติบโตโดดเด่น ทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจในระบบนิเวศ Mobility Ecosystem เชื่อมโยงตั้งแต่การจำหน่ายยานยนต์พรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจการเงิน ประกันภัย บริการหลังการขายและรถเช่า ช่วยสร้างรายได้ประจำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตรากำไรและกระแสเงินสดของกลุ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดย

    ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปีที่ผ่านมาเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี ของ MGC-ASIA ที่ได้ทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 22,477 ล้านบาท โตเพิ่ม 10.5% จากปีก่อน มีกำไรสุทธิ 1,284 ล้าน (+782% YoY) กำไรจากรายได้หลัก 683 ล้านบาท (+369% YoY) มียอดขายรถ 11,814 คัน โตขึ้น 34% และสามารถขายรถยนต์ไฟฟ้า EV ไปได้กว่า 4,000 คัน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลจากระบบนิเวศ Mobility Ecosystem จากโครงสร้างแบรนด์พอร์ตโฟลิโอ ที่ได้ถูกจัดวางอย่างดี

    "สำหรับปีนี้ MGC-ASIA ตั้งเป้ารายได้ทั้งกลุ่มโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 25% ขณะที่ยอดขายของรถยนต์ก็คาดหวังตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจาก 11,814 คัน เป็น 14,000 คัน พร้อมเพิ่มโชว์รูม-ศูนย์บริการอีก 10 แห่งไม่รวมศูนย์ซ่อมสี-ตัวถังที่จะดำเนินการโดย MMS เปิดใหม่อีก 4 แห่ง ซึ่งในปี 2025 ที่ผ่านมา เราขายรถยนต์ไฟฟ้า EV ไปได้กว่า 4,000 คัน และในปีนี้ก็น่าจะเป็นโอกาสทองที่จะดันยอดขายรถ EV ให้เติบโตเพิ่มขึ้นโดยเป็นผลจากปัญหาราคาน้ำมันและสงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น" ดร.สัณหวุฒิ กล่าวเสริม


 

แบรนด์พอร์ตโฟลิโอ จัดวางอย่างลงตัว เกื้อหนุนธุรกิจร่วมกัน

    การเติบโตของ MGC-ASIA เป็นผลจากการวางกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจภายใต้ Mobility Ecosystem และ การจัดโครงสร้างแบรนด์พอร์ตโฟลิโออย่างลงตัว อาทิ บีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งกำลังก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีใหม่ ผ่านแพลตฟอร์ม ‘Neue Klasse’ ภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่ แบตเตอรี่เจเนอเรชั่น 6 ประสิทธิภาพสูง ประสบการณ์ดิจิทัลยุคใหม่ และแนวคิดความยั่งยืน ขณะเดียวกัน MINI กำลังก้าวเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ความสำเร็จในการทำตลาดรถยนต์พรีเมียมของกลุ่มบริษัท โดยเฉพาะ BMW i7 สะท้อนความเชี่ยวชาญในการบริหารผลิตภัณฑ์ระดับลักชัวรี่ ซึ่งเป็นฐานสำคัญต่อการเติบโตในระยะกลางและระยะยาว รวมถึงรถยนต์ ฮอนด้า ที่เพิ่งเปิดตัวรุ่น STEP WGN รถยนต์อเนกประสงค์ยอดนิยมโฉมใหม่  



กลยุทธ์ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ที่นำโดยเทคโนโลยีใหม่

    กลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท มุ่งเน้นการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีนระดับพรีเมียม คือ เอ็กซ์เผิง และ ซีเคอร์ โดยใช้แนวทาง Technology-led Differentiation เน้นคุณค่าจากคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และสมาร์ทเทคโนโลยี แทนการแข่งขันด้านราคา ซึ่งทั้งสองแบรนด์ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคในประเทศไทย พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ อีกทั้งมีแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น ที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานอย่าง ฮอนด้า ที่เปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้ารุ่น e:N1 ที่มาพร้อมเทคโนโลยีและประสิทธิภาพครบครัน


 

บริการมาตรฐานและครบวงจร ครอบคลุมทุกมิติ

    กลุ่มธุรกิจบริการหลังการขาย ยังคงสร้างรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง ด้วยเครือข่ายศูนย์บริการ บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และ ฮอนด้า รวมถึง เอ็มเอ็มเอส ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรมาตรฐานสากล 19 สาขาทั่วประเทศ ช่วยสร้างฐานกำไรที่มั่นคงในระยะยาว ธุรกิจรถเช่า SIXT Thailand เติบโตต่อเนื่อง โดยบริษัทเป็นผู้บุกเบิกบริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมรายแรกในประเทศไทย และปี 2568 บริษัทเพิ่มรถ เอ็กซ์เผิง และ ซีเคอร์ ทั้งรูปแบบเช่าระยะยาวและระยะสั้น เปิดโอกาสให้ลูกค้าทดลองใช้เทคโนโลยี EV ก่อนตัดสินใจซื้อ สร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจรถเช่าและธุรกิจจำหน่ายอย่างชัดเจน พร้อมบริหารอายุสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาผลตอบแทนระยะยาว

    ธุรกิจการเงินและประกันภัยกลับเข้าสู่รอบเติบโต หลังผ่านวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยพอร์ตสินเชื่อ Alpha X ที่เน้นกลุ่ม High Net Worth ผ่าน Wealth Lending และธุรกิจประกันภัย Howden Maxi มีรายได้ค่าธรรมเนียมประกันภัยเติบโตต่อเนื่อง ครอบคลุมใบอนุญาตนายหน้าประกันภัยนิติบุคคล ครบทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ ประกันวินาศภัย ประกันภัยต่อ และประกันชีวิต นำเสนอทางเลือกที่มีความหลากหลาย และสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้ครอบครอง ขณะที่ MGC-MOBILIFE แพลตฟอร์มลอยัลตี้โปรแกรมสำหรับลูกค้าในเครือ พร้อมมอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับ กับของรางวัลพิเศษหลากหลายประเภท ที่ลูกค้าสามารถนำคะแนนสะสมจากการซื้อยานยนต์ หรือใช้บริการบริษัทในเครือฯ มาแลกรับสิทธิพิเศษด้านต่างๆ อาทิ เช่น สุขภาพ, การท่องเที่ยว และอื่นๆ


 

พัฒนาเพื่อยกระดับทั้งองคาพยพ

    ปัจจุบัน MGC-ASIA มีเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการรวม 20 แบรนด์ในประเทศไทย และอยู่ระหว่างขยายเพิ่มตามภูมิภาค บริษัทมีเครือข่าย SIXT ใน สปป.ลาว 2 สาขา และมาเลเซีย 8 สาขา รวมทั้งหมด 130 สาขา พื้นที่ใช้สอยกว่า 290,000 ตารางเมตร พร้อมเครือข่ายบริการหลังการขาย 44 สาขาทั่วประเทศ 331 ช่องซ่อม และช่างเทคนิคที่ผ่านมาตรฐานจากบริษัทผู้ผลิต 324 ท่าน รวมจำนวนช่างที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้า ดำเนินงานผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Alliance) กับพันธมิตรธุรกิจ ซึ่งช่วยขยายการดำเนินงานได้อย่างลงตัว 

    บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานในองค์กรให้สูงขึ้นในทุกระดับตำแหน่ง ผ่านการฝึกอบรมเชิงช่างและ soft skills รวมถึง AI ให้เหมาะสมกับการทำงานในปัจจุบัน เสมือนเป็นการติดอาวุธทางความคิดเพื่อให้พร้อมต่อการเติบโตในหน้าที่การงาน และล่าสุด มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป คว้ารางวัล SUSTAINABLE AWARDS 2025 สาขา ‘Outstanding Contribution to CO2 Reduction’ จาก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนด้วยการลดการปล่อยคาร์บอน ผ่านการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ลดค่าไฟได้ 35% ปรับไฟเป็นแอลอีดี ลดการใช้ไฟฟ้า 5.4% ใช้ระบบดิจิทัลลดกระดาษ และปลูกป่า 10 ต้น ต่อรถ 1 คัน ที่ส่งมอบ

     MGC-ASIA ผ่านการประเมิน SET ESG Ratings ประจำปี 2568 เป็นปีแรก ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม โดยเป็น 1 ใน 265 บริษัทจดทะเบียนที่ได้รับการประกาศผลการประเมินจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) สะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างสมดุลอย่างดีเยี่ยมในทุกมิติทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล


ภาพ : MGC-ASIA




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : วอลโว่ เผยผลงานปี 2025 ครองส่วนแบ่งตลาดรถพรีเมียม 9% รถยนต์ไฟฟ้า 20% ชี้โรงงานเร่งผลิตแบตฯ รุ่น "EX 30" หลังปัญหา Recall

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine