ยานยนต์แห่งอนาคต "รถรีไซเคิล" - Forbes Thailand
X

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Motoring
  • News >
  • ยานยนต์แห่งอนาคต “รถรีไซเคิล”

ยานยนต์แห่งอนาคต “รถรีไซเคิล”

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
20 Jun 2019 | 5:30 pm 1797

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันบริษัทรถยนต์รายใหญ่และรายเล็กต่างมุ่งพัฒนายนตรกรรมแห่งอนาคตกันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะด้วยความต้องการแก้ปัญหาพลังงานเพื่อหันมาใช้พลังงานทดแทน หรือการพัฒนาเพื่อให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป

ค่ายรถยนต์หลายค่ายเริ่มเผยโฉมให้เห็น ยานยนต์แห่งอนาคต ของตัวเอง ขณะที่บางค่ายเริ่มจำหน่ายแล้วด้วยซ้ำ แต่คำถามคือ นวัตกรรมเหล่านี้สอดรับกับทุกมิติของอนาคตแล้วจริงหรือ ลองฟังมุมมองของ Tin Hang Liu ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Open Motors สตาร์ทอัพผู้พัฒนาแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์แบบเปิด (Open Hardware Platform) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไร้คนขับ จากการบรรยายในหัวข้อ The Future of Mobility : How the Next Generation of EV and Infrastructure Should Be? ในงาน Techsauce Global Summit 2019

Liu เริ่มต้นถึงประเด็นดังกล่าวว่า สิ่งที่น่าสนใจในปัจจุบันนี้ไม่ใช่รถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปอีกต่อไป แต่เป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV (Electric Vehicle) โดยข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า ในปี 2040 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 35% หรือเพิ่มเป็น 41 ล้านคัน นอกจากนี้ จะมีการนำเทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามาใช้ในรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นด้วย เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีเสมือน (VR) และการขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Self Driving)

สาเหตุที่แนวโน้มมาในทิศทางนี้เป็นเพราะรถยนต์ในปัจจุบัน หรือ Actual Car ไม่สามารถโคจรมาเจอกับเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ เป็นเหมือนกับ iPhone ที่ไม่สามารถอัพเกรดหรือเสริมเติมแต่งเทคโนโลยีเข้าไปได้นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม อีกเทรนด์สำคัญที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ คือ Mobility as a Service (MaaS) หรือระบบขนส่งเป็นภาคบริการ และตลาดนี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยมีอัตราการเติบโตมากกว่าตลาดรถยนต์ส่วนบุคคลเสียอีก

 

อนาคตคือโลกแห่ง Car Sharing

ข้อมูลจาก Nielson ที่ได้สำรวจตลาดรถยนต์ในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของโลก โดยพบว่าชาวจีน 38% ใช้รถยนต์บุคคลในการเดินทาง 49% ใช้รถยนต์สาธารณะ และ 13% ใช้บริการ Car Sharing ซึ่งนับว่าสูงทีเดียว แต่ตัวเลขในอนาคตน่าตกใจกว่านี้มาก เพราะคนจีนจะใช้รถยนต์ส่วนบุคคลแค่ 5% ใช้รถสาธารณะ 30% และใช้ Car Sharing ถึง 65%

ความนิยมดังกล่าวทำให้มีการคาดการณ์ว่า ตลาด Car Sharing จะใหญ่จนมีมูลค่า 7 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2050 ซึ่งดึงดูดให้ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายเข้ามาในตลาดนี้ แม้แต่ Tesla ที่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาเพิ่งเปิดตัวโครงการ Robotaxi หรือโครงข่าย sharing ที่ใช้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่งวางแผนให้บริการจริงปีหน้า

แต่ละปีมีรถยนต์ที่ต้องกลายเป็นขยะถึง 27 ล้านคัน

Liu ให้ข้อมูลอีกว่า ปัจจุบันโลกเรามีรถยนต์ 1.4 พันล้านคัน และยังมีการผลิตรถยนต์เพิ่มปีละกว่า 100 ล้านคัน ส่วนรถยนต์ที่เสื่อมสภาพและต้องกลายเป็นขยะนั้นมีปีละ 27 ล้านคัน ปัญหาคือ รถยนต์ส่วนบุคคลนั้นไม่ได้ถูกออกแบบให้ใช้งานอย่างหนัก แต่ถูกออกแบบให้ใช้งาน 2 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้มีอายุการใช้งานถึง 10 ปี ลองนึกดูว่าการเอารถส่วนบุคคลไปใช้ในระบบแชริ่งอย่าง Uber ที่ในแต่ละวันใช้เวลาวิ่งบนท้องถนนมากกว่ารถส่วนบุคคลหลายเท่าตัว จึงส่งผลให้อายุการใช้งานของรถลดลงเหลือราว 2 ปี หรืออาจไม่ถึง 2 ปีด้วยซ้ำ

และจากแนวโน้มที่ว่าผู้คนจะใช้ Car Sharing เพิ่มมากขึ้น จึงส่งผลให้เกิดขยะรถยนต์เพิ่มขึ้นนั่นเอง ดังนั้น Open Motors จึงคิดถึงวิธีที่แตกต่างในการออกแบบและผลิตรถยนต์รีไซเคิล

 

Fast Charge ดีจริงหรือ?

Liu กล่าวอีกว่า การผลิต ยานยนต์แห่งอนาคต ของผู้ผลิตในปัจจุบันต่างมุ่งไปที่การประหยัดพลังงานด้วยการใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานไฟฟ้า แต่หากลองพิจารณาให้ดีจะพบว่า ผู้โดยสารที่ใช้บริการ Car Sharing อย่าง Uber ไม่ได้สนใจว่าจะได้นั่งรถอะไร ใช้เชื้อเพลิงแบบไหน แต่สนใจเพียงแค่การเดินทางจากต้นทางไปยังปลายทางเท่านั้น

ดังนั้น รถยนต์ในอนาคตจึงควรเป็นรถยนต์ที่สามารถรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ รวมถึงสามารถปรับเปลี่ยนใช้ชิ้นส่วนทดแทนได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เพียงรถเท่านั้นที่ต้องดีขึ้น แต่เรื่องของการชาร์จจะต้องดีขึ้นกว่า Fast Charge ด้วย เพราะระบบ Fast Charge ในปัจจุบันนั้นไม่ได้เร็วดังชื่อ เพราะต้องใช้เวลาในการชาร์จพลังงานถึง 60 นาที นอกจากนี้ยังทำให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่สั้นลงด้วย”

Tin Hang Liu

แนวคิดหนึ่งของการไม่ใช้ Fast Charge คือการทำ Battery Swap ของ Tesla ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแบตเตอรี่ทุกครั้งเมื่อพลังงานหมด โดยใช้เวลาในการเปลี่ยนแบตเตอรี่เพียง 90 วินาทีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายที่ปัจจุบัน Tesla ไม่ใช้เทคโนโลยีนี้ เหลือเพียงผู้เล่นบางรายในจีนเท่านั้นที่ยังใช้เทคโนโลยีนี้อยู่ แต่นั่นก็มีค่าใช้จ่ายสูงมาก เพราะการเปลี่ยนแบตเตอรี่แต่ละครั้งมีราคาหลายล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียว

Liu สะท้อนอีกว่า ปัญหาอีกอย่าง คือ ปัจจุบันผู้พัฒนารถยนต์หลายรายลงทุนอย่างมากในการพยายามผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับรถยนต์ สิ่งที่ต้องตระหนักคือ ต้องไม่ลืมว่าประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ขนาดใหญ่ คงไม่ยอมให้เทคโนโลยี AI จากสหรัฐเมริกาเข้ามาในประเทศได้แน่นอน เหมือนกับบริการอีคอมเมิร์ซ และบริการอื่นๆ ที่ต้องมาจากผู้ผลิตจีนเท่านั้น

สำหรับ Open Motors เรามองว่าส่วนสำคัญที่สุดของรถยนต์ในอนาคต คือ TCO หรือ Total cost of Ownership ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการมีรถ 1 คัน ซึ่งไม่ใช่เพียงราคารถอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงค่าบำรุงรักษา ค่าพลังงานที่ใช้ เวลาที่ใช้ในการชาร์จ การเสื่อมราคา เป็นต้น

 

แล้วจะไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร?

Liu เผยว่า แนวคิดในการออกแบบและพัฒนารถยนต์ของ Open Motors นั้นคิดถึงเทคโนโลยีเป็นหลัก ผนวกเข้ากับการตอบโจทย์ปัญหาแห่งอนาคตได้ในทุกมิติ อย่างแนวคิดรถยนต์รุ่น EDIT ก็ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้ชิ้นส่วนทดแทนได้ อัพเกรดได้ เปลี่ยนชิ้นส่วนเพื่อปรับขนาดรถให้ใหญ่ขึ้นได้ รองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ และยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีมากมาย เช่น กล้องพร้อมเซ็นเซอร์ เป็นต้น

ต้นแบบรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น EDIT ของ Open Motors (ภาพจาก Open Motors)

และเนื่องจากแนวคิดของเราเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ทำให้เราออกแบบผังที่นั่งภายในให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ ที่ให้ผู้โดยสารเปลี่ยนพื้นที่ในรถเป็นพื้นที่สำหรับใช้เวลาพักผ่อนกับเพื่อนฝูง หรือชมวิวระหว่างทางได้อย่างเต็มอิ่ม

สตาร์ทอัพรถยนต์ไฟฟ้ารายนี้ยังบอกอีกว่า น่าเสียดายที่แนวคิดรถยนต์แห่งอนาคตนี้ยังไม่ได้รับการสนใจจากนักลงทุนมากนัก เนื่องจากเป็นโมเดลที่ใช้ Battery Swap ซึ่งมีราคาสูง ต่างจากค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ ใน TCO ที่น้อยกว่ารถยนต์ส่วนตัวในจุบัน 2-3 เท่า

ถึงกระนั้น เรายังมองว่า Battery Swap มีข้อดีมากกว่า Fast Charge ที่ต้องใช้เวลาชาร์จนานเกินไป ซึ่งถ้าจะตอบโจทย์รถยนต์ในอนาคตได้ก็ต้องมีจำนวนสถานีมากพอ แต่เรายังหวังว่าจะมีการพัฒนา Battery Swap ให้มีราคาถูกลง

 

 

รายงานโดย : กนกวรรณ มากเมฆ Online Content Creator


BACK TO TOP