เปิด 3 เมกะเทรนด์เทคโนโลยี ปี 69 ดันองค์กรไทย สู่ ‘Intelligent Enterprise’

เปิด 3 เมกะเทรนด์เทคโนโลยี ปี 69 ดันองค์กรไทย สู่ ‘Intelligent Enterprise’

FORBES THAILAND / ADMIN
29 Jan 2026 | 06:30 PM
READ 105

ท่ามกลางแรงกดดันที่องค์กรไทยต้องเผชิญ ทั้งจากการแข่งขันทางธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายมิติ ทำให้องค์กรต้องเร่งยกระดับโครงสร้างการทำงาน เพื่อเชื่อมโยงคน กระบวนการ ข้อมูล และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


    บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ที่ปรึกษาชั้นนำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันระดับองค์กร เปิดเผยแนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญในปี 2569 ที่จะพลิกโฉมองค์กรไทยสู่ “Intelligent Enterprise” หรือองค์กรอัจฉริยะ ที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจและการดำเนินธุรกิจด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและความคาดหวังของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า องค์กรไทยจำเป็นต้องมองให้ชัดว่าเทคโนโลยีและ AI จะส่งผลต่อธุรกิจในจุดใดก่อน และควรลงทุนในส่วนใดเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด

    โดยการวิเคราะห์ของบลูบิค พบว่า ในปี 2569 การเปลี่ยนผ่านสู่ Intelligent Enterprise ขององค์กรไทยจะขับเคลื่อนผ่าน 3 เมกะธีมเทคโนโลยีหลัก ดังนี้


1. ใช้เทคโนโลยีและ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน-ซัพพลายเชน

    เมกะเทรนด์แรก คือ “Hyperefficient Operations and Value Chain” หรือการใช้เทคโนโลยีและ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและซัพพลายเชน ซึ่งมุ่งยกระดับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดความซ้ำซ้อนและต้นทุน เพิ่มความแม่นยำ และช่วยให้การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์รวดเร็วขึ้น

    โดยเฉพาะในกลุ่มงานหลังบ้าน ระบบลูกค้าสัมพันธ์ งาน IT/DevOps และซัพพลายเชน องค์กรจะเริ่มวางรากฐานโครงสร้างระบบอัจฉริยะ หรือ Intelligent Architecture Foundation เพื่อรองรับการใช้งาน AI ในระดับองค์กรอย่างจริงจัง

    ตัวอย่างการใช้งานที่สำคัญ ได้แก่ ระบบ Autonomous Back-Office ที่ใช้ AI รับ ตรวจสอบ และประมวลผลข้อมูลแบบอัตโนมัติ ลดภาระงานเอกสารในองค์กร เช่น ธนาคารและบริษัทประกันที่นำ AI มาตรวจสอบเอกสารสินเชื่อและเคลมประกัน ทำให้ระยะเวลาอนุมัติสั้นลงจากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่นาที รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่นำ AI มาช่วยตรวจสอบแบบฟอร์มจำนวนมาก เพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการประชาชน

    ขณะเดียวกัน องค์กรยังต้องผสานการทำงานของ AI หลายโมเดลเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวางแผนและคาดการณ์ เช่น ภาคการผลิตและซัพพลายเชนที่นำ AI มาช่วยบริหารสต๊อก วางแผนการผลิต และออกแบบเส้นทางขนส่ง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน

    นอกจากนี้ ยังรวมถึงการใช้ AI Workflow Orchestration ที่เชื่อมโยงการทำงานหลายกระบวนการให้เป็นระบบเดียว โดยมี AI Agent เป็นผู้ประสานงานตั้งแต่ต้นจนจบ


2. ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ

    เมกะเทรนด์ที่สอง คือ “Intelligent and Adaptive Customer Experience” หรือการก้าวข้ามจากโครงการทดลอง ไปสู่การใช้งาน AI อย่างเต็มรูปแบบในองค์กร เพื่อสร้างมูลค่าทางธุรกิจและยกระดับประสบการณ์ลูกค้า โดยองค์กรจะเริ่มนำโซลูชัน AI ที่พร้อมใช้งานมาประยุกต์ใช้มากขึ้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีทีมผู้เชี่ยวชาญขนาดใหญ่

    ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ ระบบ AI สำหรับการปล่อยสินเชื่อดิจิทัลในภาคการเงิน ที่ช่วยประเมินความสามารถทางการเงินของลูกค้าได้อย่างแม่นยำและโปร่งใส หรือระบบแนะนำสินค้าอัจฉริยะในธุรกิจค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ ที่สามารถเสนอสินค้าที่ตรงความต้องการของลูกค้าแบบเรียลไทม์

    นอกจากนี้ บทบาทของ AI ในงานบริการลูกค้าจะขยับจากการเป็นเพียงเครื่องมือ ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหลัก เช่น AI Contact Center และระบบติดตามหนี้อัตโนมัติในภาคการเงิน หรือระบบช่วยเหลือคำสั่งซื้อในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ที่สามารถดูแลลูกค้าตั้งแต่หน้าบ้านถึงหลังบ้านได้อย่างครบวงจร

    พร้อมทั้งพัฒนาไปสู่ระบบ Hyperpersonalization ที่ผสาน Multimodal AI เข้ากับข้อมูลจากระบบหลังบ้าน เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ใกล้เคียงมนุษย์มากที่สุดในทุกจุด


3. ความปลอดภัยทางไซเบอร์

    เมกะเทรนด์ที่สาม คือ “Digital Trust and Resilience” ซึ่งเน้นการสร้างความมั่นคง ปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของระบบ เมื่อ AI ถูกนำมาใช้ในกระบวนการตัดสินใจที่มีความสำคัญต่อธุรกิจและผู้บริโภค องค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลข้อมูล ความโปร่งใสของโมเดล และความเสี่ยงด้านกฎหมายมากขึ้น

    แนวโน้มสำคัญ ได้แก่ การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของ AI อย่างเข้มงวดตามแนวคิด Zero-Trust ตลอดจนการนำ AI มาใช้ตรวจจับและรับมือภัยคุกคามไซเบอร์รูปแบบใหม่ เช่น Deepfake Phishing และการโจมตีทางไซเบอร์อัตโนมัติ

    รวมถึงการพัฒนากรอบกำกับดูแลการใช้ AI เพื่อให้สามารถตรวจสอบและอธิบายการตัดสินใจของระบบได้อย่างโปร่งใส โดยเฉพาะในภาคการเงินและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคโดยตรง

    “การก้าวสู่ Intelligent Enterprise ไม่ได้วัดกันเพียงแค่การนำเทคโนโลยีมาใช้งาน แต่ต้องมุ่งสร้างระบบที่สามารถคิด วิเคราะห์ และเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจได้จริง องค์กรที่สามารถผสานการทำงานระหว่าง AI คน กระบวนการ และข้อมูลเข้าด้วยกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว จะเป็นผู้กำหนดทิศทางการแข่งขันในยุคถัดไป” พชร กล่าว




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Bluebik ตั้งเป้าปี 69 โต 20% รับเทรนด์ AI ในองค์กรโตแรง พร้อมเตรียมดันบริษัทลูก IPO ใน 3-5 ปี

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine