นูทานิคซ์ ประเทศไทย เผยสาระสำคัญไฮบริดคลาวด์ต่อธุรกิจองค์กร - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • IT
  • News >
  • นูทานิคซ์ ประเทศไทย เผยสาระสำคัญไฮบริดคลาวด์ต่อธุรกิจองค์กร

นูทานิคซ์ ประเทศไทย เผยสาระสำคัญไฮบริดคลาวด์ต่อธุรกิจองค์กร

นูทานิคซ์ เผยสาระสำคัญไฮบริดคลาวด์ต่อธุรกิจองค์กรในยุคที่มีข้อมูลเกิดขึ้นมหาศาลจากทุกระดับตั้งแต่ผู้บริโภครายบุคคลไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่

ธุรกิจทั่วโลกต่างยอมรับว่า ปัจจุบันข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ และแน่นอนว่าการบริหารจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลนั้นอย่างเต็มที่ได้คือตัวบ่งชี้ว่าธุรกิจนั้นจะประสบความสำเร็จได้มากน้อยเพียงใด

คลาวด์และโซลูชันด้านการจัดการดาต้าเบส เป็นเทคโนโลยีที่จะทำให้ข้อมูลกลายเป็นขุมทรัพย์อันมีค่ามหาศาลต่อธุรกิจ ทั้งนี้ผลสำรวจล่าสุดของนูทานิคซ์ระบุว่าร้อยละ 43 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าการใช้ไฮบริดคลาวด์มีความสำคัญต่อกลยุทธ์ด้านไอทีขององค์กร แต่ในทางตรงข้าม หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี ข้อมูลนั้นจะเป็นอันตรายต่อธุรกิจได้อย่างมหาศาลเช่นเดียวกัน

ความท้าทายหลักด้านไอที กับ เศรษฐกิจดิจิทัล

ปัจจุบันแผนกไอทีในองค์กรมีความสำคัญในการในการสร้างรายได้และยืนหยัดพร้อมสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจได้ สำหรับ นูทานิกซ์ ปัจจุบันครองสัดส่วนธุรกิจคลาวด์แบบไฮเปอร์คอนเวิร์จ หรือ HCI ที่ 25 เปอร์เซ็นต์ในตลาด

โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด ที่การทำงานแตกต่างไปจากรูปแบบเดิมๆ เนื่องจากองค์กร ต้องสื่อสารและทำงานร่วมกับองค์กรและคู่ค้าได้ด้วยโดยปัจจุบัน องค์กรต้องอาศัยความหยืดหยุ่นซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งความความหยืดหยุ่นในการทำงานต้องมีการวางแผนการทำงานเตรียมธุรกิจและมองภาพอนาคตในสั้น จากเดิมที่มองภาพเป็นรายปี อาจจะต้องปรับตัวเป็นการมองเป็นรายสัปดาห์

โดยเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญที่นักวิเคราะห์ให้ความสำคัญ คือเทคโนโลยีจากคลาวด์นั่นเองที่อยู่เบื้องหลังความสำคัญ อาทิ แอปพลิเคชั่น ดูหนัง Netflix ก็ถือเป็นการนำเสนอบริการจากใช้งานคลาวด์ในรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า consumer cloud

ปัจจุบันมีคลาวด์มีอยู่สองรูปแบบ คือ ไพรเวท คลาวด์ และ พับบลิค คลาวด์ ซึ่งการทำให้คลาวด์ทั้งสองระบบสื่อสารกันได้อย่างเรียบเนียน คือการนำระบบการทำงานของไอบริดคลาวด์เข้ามาใช้ ซึ่งการใช้งานคลาวด์ในปัจจุบันที่ทำให้รับความสนใจจากองค์กรต่างๆ คือปัจจัยสำคัญในด้านความรวดเร็ว ง่ายดาย จ่ายเท่าที่ใช้ และเรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องของความทันสมัย

“ในช่วงโควิด มีการสำรวจในภาคธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูงร้อยละ 76 เห็นด้วยว่าไอทีมีบทบาทมากยิ่งขึ้น มีการพูดถึงไฮบริด คลาวด์ มากขึ้นและเป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับการใช้ในอนาคตมากขึ้นซึ่งไฮบริท คลาวด์ คือการทำงานร่วมกันระหว่างไพรเวท คลาวด์ กับ คลาวด์ในทุกยี่ห้อที่ให้บริการในปัจจุบัน ทั้งนี้ร้อยละ 92 ต้องการใช้ ไฮเปอร์คอนเวิร์จ หรือ HCI ของนูทานิกซ์ ที่เป็นผู้นำตลาดในปัจจุบัน” ทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี ผู้จัดการประจำประเทศไทยของนูทานิคซ์ กล่าว

สำหรับปัจจุบันลูกค้าที่ใช้งานของเราอาทิ INET หรือ บริษัทอินเตอร์เน็ทประเทศไทย ที่ในระบบ HCI คลาวด์ไปใช้งานและยังเป็นให้บริการสำหรับกลุ่มลูกค้าและองค์กรขนาดเล็กอีกด้วย

ลดภาระทีมงานไอที รับมือการจัดการข้อมูล

สมัยก่อนความท้าทายของการพัฒนาระบบไอที เต็มไปด้วยความยุ่งยากและต้องใช้การลงทุนเม็ดเงินซ้ำแล้ว ซ้ำอีก สำหรับผู้ใช้งานหน้าบ้าน สิ่งที่ผู้ใช้งานสนใจแค่การเข้าถึงข้อมูลและการใช้งานของแอปพลิเคชั่นแบบไม่สะดุด

แต่สำหรับไอทีผู้ทำงานหลังบ้าน มีการทำงานที่ยุ่งยากและซับซ้อนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บข้อมูล และการป้องกันการโจมตีด้านความปลอดภัย ซึ่งการนำระบบคลาวด์แบบ HCI มาใช้บริหารจัดการจะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องการบริหารการจัดการข้อมูล ความพร้อมของบุคลากรในองค์กร และการเลือกเก็บข้อมูลและการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้

“เราเปรียบ HCI เหมือนสมาร์ทโฟน ที่มีความเป็นเซิร์ฟเวอร์ในการจัดเก็บระบบ เราสามารถเลือกระบบการทำงานและสามารถใช้งานได้บนระบบคอมพิวเตอร์ในระบบทุกระบบได้  มีฟังก์ชั่นที่ช่วยการทำงานด้วยระบบซอฟต์แวร์ จะเป็นการทำงานที่ได้เปรียบกว่า 7 ปีที่เราอยู่ในตลาดประเทศ มีการใช้งาน 6,800 โนดและมีระบบที่ใช้งาน 92,400 ซิสเต็มส์ และเรายังเป็นเบอร์หนึ่งในระบบคลาวด์แบบ HCI”

ด้าน สุรักษ์ ธรรมรักษ์ วิศวกรระบบ นูทานิคซ์ (ประเทศไทย) เผยมุมมองรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า DBassS  และการทำงานของดาต้าเบสโดยกล่าวว่า ผมเชื่อว่าต้องมีทุกๆ องค์กรมีข้อมูลดาต้าเบสเป็นของตัวเองและดาต้าเบสดังกล่าวจะเป็นโอกาสใหม่ทางธุรกิจ และยังเป็นคีย์สำคัญในการหามูลค่าและหาการวิเคราะห์ขององค์กรในรูปแบบใหม่ๆ

ซึ่งการบริหารจัดการดาต้าขององค์กร เราต้องบริหารจัดการข้อมูลมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะถ้าเรามีดาต้าเบสและจัดการได้ช้าจะเสียเปรียบกับคู่แข่ง  ปัจจุบันการบริหารดาต้าองค์กรยังมีการติดขัดในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้การบริหารดาต้าระบบเก่า ดาต้าเบส

ที่สำคัญ DBassS ดาต้าเบสของทุกๆ องค์กร มักการถูกเรียกการใช้งานจากหลายๆ ฝ่ายๆ ขององค์กร และการทำงานของ DBassS  เองยังต้องบริหารจัดการตัวเองเพื่อให้ข้อมูลขององค์กรเกิดความปลอดภัยและอัปเดทข้อมูลที่เป็นเรียลไทม์ในปัจจุบัน ปราศจากการถูกโจมตีด้านความปลอดภัย

นูทานิคซ์ จึงได้เปิดตัว Nutanix Era มอบฟังก์ชัน DBaaS ที่มาพร้อมการจัดการฐานข้อมูลด้วยคลิกเดียว [จัดเตรียม, โคลน, แพทช์, รีเฟรช และสำรองข้อมูล] โดยใช้เวลาเพียงสองสามนาทีเท่านั้น นักพัฒนาซอฟต์แวร์จำเป็นต้องสร้างและทดสอบเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และต้องพึ่งพาผู้ดูแลระบบและผู้ดูแลระบบฐานข้อมูล (DBAs) จัดสรรสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนการสร้างและทดสอบเทคโนโลยี

นูทานิคซ์สามารถมอบความคล่องตัวที่จำเป็นต้องใช้ให้กับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ให้สามารถใช้ฐานข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและตามแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ในบางกรณี สามารถเร่งความเร็ว ในการใช้งานเพื่อการพัฒนาและการทดสอบสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ถึง 10 เท่า และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับฐานข้อมูลสำคัญได้ถึง 5 เท่า เวลาที่ประหยัดได้นี้ช่วยให้ DBAs หันไปให้ความสำคัญกับโครงการอื่นๆ ที่สอดคล้องกับความคิดริเริ่มทางธุรกิจ มากกว่าต้องมาติดหนึบอยู่กับงานประจำทั่วไป

และยังไม่มีปัญหากับความหลากหลายด้านการจัดการข้อมูลจากระบบจัดการหลายๆ แบรนด์ เนื่องจากปัจจุบันลูกค้าองค์กรไม่มีที่ไหนใช้ระบบบริหารจัดการดาต้าเจ้าเดียวโดยเฉลี่ยจะใช้ระบบจัดการดาต้าราว 3 แบรนด์ อาทิ ออราเคิล, MySQL เป็นต้น

อ่านเพิ่มเติม: “เทนเซ็นต์ คลาวด์” แนะผู้ประกอบการรับมือเทรนด์ ‘ไลฟ์สตรีมมิง’ 


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine 

 

BACK TO TOP