Zhang Yiming มหาเศรษฐีจีนผู้อยู่เบื้องหลังแอพ TikTok - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Global
  • News >
  • Zhang Yiming มหาเศรษฐีจีนผู้อยู่เบื้องหลังแอพ TikTok

Zhang Yiming มหาเศรษฐีจีนผู้อยู่เบื้องหลังแอพ TikTok

กนกวรรณ มากเมฆ

TikTok กลายมาเป็นแอพพลิเคชั่นที่โด่งดังบนอินเทอร์เน็ตตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 2016 แอพนี้เข้าถึงผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 500 ล้านคนต่อเดือน และสามารถดึงดูดความสนใจจากยักษ์เทคโนโลยีอย่าง Facebook และ Google ได้

แต่ Zhang Yiming มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง TikTok รวมถึงบริษัทแม่ที่มีชื่อว่า ByteDance กลับมีชื่อเสียงน้อยกว่าแอพแชร์วิดีโอที่กลายมาเป็นแอพที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดในโลกเสียอีก

Forbes ประมาณการว่า Zhang มีความมั่งคั่งสุทธิอยู่ที่ 1.62 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งให้เขาเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 9 ของจีน ตามการจัดอันดับแบบเรียลไทม์ของ Forbes โดย Zhang ถือครองหุ้นของ ByteDance อยู่ราว 24%

Zhang ผู้ที่ปัจจุบันอายุ 35 ปี ก่อตั้ง ByteDance ขึ้นในปี 2012 ความโดดเด่นทำให้เขาติดอันดับ Forbes 30 Under 30 ของจีนในปี 2013 และนับตั้งแต่ตั้งบริษัทมา บริษัทจาก Beijing รายนี้ระดมทุนไปได้แล้วถึง 7.5 พันล้านเหรียญ โดยนักลงทุนหลายรายประเมินว่า ByteDance น่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ 7.5 หมื่นล้านเหรียญไปแล้ว

Zhang เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ที่จบการศึกษาจาก Nankai University ใน Tianjin ความสำเร็จของเขาเริ่มฉายแววตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2012 ที่บริษัทสามารถระดมทุนรอบซีรีส์ A มูลค่า 5 ล้านเหรียญ จากมหาเศรษฐีนักลงทุนอย่าง Yuri Milner และในปี 2013 สตาร์ทอัพรายนี้สามารถระดมทุนได้อีก 10 ล้านเหรียญจาก Susquehanna Investments

ปีถัดมา ByteDance สามารถระดมทุนในรอบซีรีส์ C ไปได้อีก 100 ล้านเหรียญจาก VC อย่าง Sequoia Capital China แม้ดีลครั้งนั้นส่งผลให้มูลค่าของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 500 ล้านเหรียญ แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ Zhang เท่านั้น

3 ปีต่อมา ในปี 2017 แอพเรือธงอย่าง Toutiao ซึ่งเป็นแอพบริการรวมข่าวที่เป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นจีน ได้กลายมาเป็นแอพข่าวที่ถูกดาวน์โหลดมากที่สุดใน iOS แอพสโตร์ของจีน การระดมทุนในปีนั้นยังเกิดขึ้นอีก 2 ครั้งในเดือนเมษายนและเดือนกรกฎาคม ซึ่งมีนักลงทุนหลักคือ Sequoia Capital China ส่งให้ ByteDance มีขนาดใหญ่ขึ้น คือมีมูลค่าสูงถึง 2 หมื่นล้านเหรียญ และ Zhang ก็ได้เข้าสู่อันดับมหาเศรษฐีโลกโดย Forbes ในเดือนมีนาคม 2018 ด้วยความมั่งคั่งสุทธิ 4 พันล้านเหรียญ

ขณะที่แอพ TikTok นั้น หลังจากเปิดตัวสู่ตลาดสากลในปลายปี 2017 ความป็อปปูลาร์ของแอพนี้ก็พุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ จนมีแอคทีฟยูสเซอร์จากทั่วโลกแตะ 500 ล้านคนได้ในเดือนกรกฎาคม 2018 สามเดือนถัดมา ByteDance ได้รับการระดมทุนเพิ่มขึ้นจนมูลค่าบริษัทพุ่งขึ้นไปถึง 7.5 หมื่นล้านเหรียญ ส่งให้ทรัพย์สินสุทธิของ Zhang เพิ่มขึ้นเป็นสี่เท่า และทำให้ติดอันดับมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในประเทศจีน

อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา New York Times รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ตรวจสอบการเข้าซื้อกิจการ Musical.ly (แอพรูปโฉม TikTok ที่ให้บริการในสหรัฐฯ) ของ ByteDance ในประเด็นความมั่นคงของชาติ เนื่องจากวุฒิสมาชิกของสหรัฐฯ 2 รายกังวลถึงข้อกฎหมายจีนที่อาจบังคับให้บริษัทมอบข้อมูลของผู้ใช้งานสหรัฐฯ ให้แก่รัฐบาลจีน และบริษัทอาจเซ็นเซอร์วิดีโอที่มีการวิพากษ์วิจารณ์จีน

โดยวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ได้นัดไต่สวนเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน และร้องขอให้ตัวแทนจาก ByteDance เข้าร่วม แต่บริษัทได้ปฏิเสธ และยืนยันถึงความไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีน โดยโพสต์ในบล็อกของบริษัทระบุว่า ข้อมูลของผู้ใช้งานสหรัฐฯ นั้นถูกเก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ในสิงคโปร์ และข้อมูลนั้นไม่อยู่ภายใต้กฎหมายของจีน นอกจากนี้ยังระบุอีกว่า บริษัทจะไม่ลบเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศจีนที่อาจมีความเปราะบางด้วย

“เรายังมุ่งมั่นที่ทจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพร่วมกับสภาคองเกรส เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้ชาวอเมริกัน, ปกป้องความเป็นส่วนตัว, ส่งเสริมการแสดงออกอย่างอิสระ, สร้างความมั่นใจในการแข่งขันและเป็นตัวเลือกหนึ่งในหมู่แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต รวมทั้งรักษาผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา” โฆษกของบริษัทกล่าว

แม้ต้องเจอกับมรสุมเล็กน้อย แต่ Zhang ยังเดินหน้าสร้างการเติบโตให้บริษัทต่อเนื่อง หลังมีรายงานว่าเขากำลังจะเปิดบริการสตรีมมิ่งเพลงในเดือนหน้า โดยบริษัทกำลังอยู่ระหว่างการเดินสายเจรจากับเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงระดับโลกอย่าง Warner Music, Universal Music และ Sony Music

โดยบริการสตรีมมิ่งเพลงดังกล่าวจะมีราคาอยู่ที่ 10 เหรียญต่อเดือน ซึ่งถูกกว่าค่าบริการของ Spotify และ Apple Music คาดว่าในระยะแรกจะเริ่มให้บริการในบราซิล, อินโดนีเซีย และอินเดีย อย่างไรก็ตาม ByteDance ปฏิเสธให้ความเห็นต่อกรณีนี้

 

ที่มา

 


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP