ดีล Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งบริษัทอีคอมเมิร์ซระดับโลกอย่าง Amazon เข้าถือหุ้น Liverpool พร้อมกลุ่มนักลงทุนภายใต้ชื่อ 1892 Holdings ไม่ได้สะท้อนเพียงการเข้ามาของมหาเศรษฐีรายใหม่ แต่ยังชี้ให้เห็นกระแสทุนอเมริกันที่หลั่งไหลเข้าสู่วงการลูกหนังเมืองผู้ดี ขณะที่ NFL, NBA, MLB และ NHL ล้วนมีจำนวนทีมจำกัดและเข้าถึงได้ยาก ทำให้ต้นทุนในการเข้าลงทุนสูง ขณะที่พรีเมียร์ลีกกลายเป็นตลาดที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาถือหุ้นได้มากขึ้น
Fenway Sports Group หรือ FSG ได้ขายหุ้นเกือบ 40% ของสโมสร Liverpool ให้กับกลุ่มนักลงทุนที่มี Jeff Bezos มหาเศรษฐีชาวอเมริกันรวมอยู่ด้วย โดยก่อนหน้านี้ข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายระบุว่าสัดส่วนหุ้นที่กลุ่มทุนเข้าซื้ออยู่ที่ประมาณ 30% ถึง 1 ใน 3 ของสโมสร แต่ล่าสุด The Athletic เปิดเผยว่าสัดส่วนที่แท้จริงแล้วใกล้เคียง 40% โดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าวที่รับรู้รายละเอียดของดีล ส่งผลให้มูลค่าสโมสร Liverpool ถูกประเมินไว้สูงถึง 5 พันล้าน ถึง 6 พันล้านปอนด์ หรือราว 2.2 แสนล้าน ถึง 2.69 แสนล้านบาท
กลุ่มผู้ลงทุนดังกล่าวใช้ชื่อว่า 1892 Holdings นำโดย Amit Bhatia อดีตประธานสโมสร Queens Park Rangers และยังประกอบด้วย Lakshmi Mittal มหาเศรษฐีอุตสาหกรรมเหล็กชาวอินเดีย ร่วมด้วยมหาเศรษฐีระดับโลกอย่าง Eduardo Saverin ผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook ผ่าน EE Capital และกลุ่มทุน Mittal Family Trusts รวมถึง K5 Sports ซึ่งมี Bezos เป็นผู้ลงทุนหลัก
โดยหลังการทำธุรกรรม ซึ่งรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล Bhatia จะขึ้นเป็นรองประธานสโมสรและเข้าร่วมบอร์ดบริหาร เช่นเดียวกับ Saverin และ Bryan Baum จาก K5 Sports ขณะที่ Bezos จะไม่มีที่นั่งในบอร์ดบริหาร

สัดส่วนดังกล่าวถือว่ามีนัยสำคัญมากขึ้นเมื่อเทียบกับตัวเลขที่มีการรายงานก่อนหน้านี้ กล่าวคือภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลง 1892 Holdings ยังมีสิทธิ์เลือกซื้อหุ้นเพิ่มเติมจนได้สัดส่วนที่สามารถควบคุมสโมสร Liverpool ได้ภายใน 12 เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตามข้อกำหนดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มไม่ได้ถือเป็นข้อผูกมัดอย่างเป็นทางการ ดังนั้น สิทธิดังกล่าวจึงเป็นเพียง ทางเลือกในการลงทุนเพิ่มเติม ที่กลุ่มทุนสามารถใช้ได้ในอนาคต ไม่ใช่ข้อกำหนดที่บังคับให้ต้องเข้าซื้อหุ้นเพิ่ม
ดีลดังกล่าวสะท้อนการเพิ่มขึ้นอย่างมากของมูลค่า นับตั้งแต่ FSG ของ John Henry นักธุรกิจชาวอเมริกัน ที่เข้าซื้อ Liverpool ในปี 2010 ด้วยเงินประมาณ 300 ล้านปอนด์ หรือ 406 ล้านเหรียญในขณะนั้น หลังสโมสรเผชิญภาระหนี้จำนวนมากภายใต้เจ้าของเดิมอย่าง Tom Hicks และ George Gillett โดย FSG จะยังคงถือหุ้นใหญ่และควบคุมการดำเนินงานของสโมสรต่อไป
หลังจากช่วงผลงานที่ไม่สม่ำเสมอและมีความผันผวนในช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา Liverpool ได้ยกระดับสถานะของสโมสรขึ้นอย่างชัดเจนภายใต้การคุมทีมของ Jürgen Klopp กุนซือชาวเยอรมันที่พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกในฤดูกาล 2019-20 และการก้าวเข้ามาของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ชุดนี้ ซึ่งนำโดยมหาเศรษฐีอย่าง Bezos ที่มีมูลค่าทรัพย์กว่า 2.67 แสนล้านเหรียญ มั่งคั่งเป็นอันดับ 3 ของโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2026) สะท้อนแนวทางการเติบโตระยะใหม่ของสโมสรขณะที่ Forbes จัดให้ Liverpool มีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 4 ของโลกเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ด้วยมูลค่าประเมินกว่า 6.2 พันล้านเหรียญ

เศรษฐีอเมริกันพาเหรดลงทุนฟุตบอลอังกฤษ
การเข้าลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการเข้าสู่การถือครองทีมกีฬาเป็นครั้งแรกของ Bezos โดยก่อนหน้านี้ Bezos เคยถูกเชื่อมโยงกับความเป็นไปได้ในการซื้อทีมอเมริกันฟุตบอล NFL (National Football League) ทั้ง Washington Commanders และ Seattle Seahawks โดยเฉพาะกรณี Commanders ที่เขาเคยพิจารณายื่นข้อเสนอซื้อกิจการ
กระแสทุนอเมริกันที่ไหลทะลักเข้าสู่ฟุตบอลอังกฤษไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่กับลิเวอร์พูลเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมสโมสรพรีเมียร์ลีกถึง 13 จาก 20 สโมสร และ Bezos ไม่ใช่มหาเศรษฐีอเมริกันรายแรกที่เข้ามาถือครองสินทรัพย์กีฬาในสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักธุรกิจและมหาเศรษฐีจากสหรัฐฯ ได้เข้าถือหุ้นในสโมสรฟุตบอลอังกฤษเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็น Mark Walter ซึ่งเป็นเจ้าของ Chelsea ร่วมกับ Todd Boehly และ Clearlake Capital ขณะที่ Woody Johnson ทายาทตระกูลผู้ก่อตั้งบริษัท Johnson & Johnson ถือหุ้นในสโมสร Crystal Palace ร่วมกับ Josh Harris และ David Blitzer ส่วน Bill Foley และนักแสดง Michael B. Jordan ถือหุ้นใน AFC Bournemouth และ Friedkin Group ซึ่งนำโดย Dan Friedkin ถือหุ้นใหญ่ใน Everton ขณะที่ Manchester United อยู่ภายใต้การควบคุมของตระกูล Glazer ร่วมกับ INEOS ของ Sir Jim Ratcliffe และ Arsenal มี Stan Kroenke มหาเศรษฐีชาวอเมริกันเป็นเจ้าของ

ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะฟุตบอลเท่านั้น กลุ่มทุนจากสหรัฐฯ ยังเริ่มให้ความสนใจกีฬาประเภทอื่นในสหราชอาณาจักรด้วย ทั้งรักบี้ คริกเก็ต และมอเตอร์เรซซิ่ง ยกตัวอย่างเช่น Black Knight Sports and Entertainment ซึ่งเป็นเจ้าของ Bournemouth ได้เข้าซื้อสโมสร Exeter Chiefs ในลีก Premiership Rugby เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่ Stonewood Capital Management จาก Pittsburgh กลายเป็นเจ้าของชาวอเมริกันรายแรกของสโมสรรักบี้อังกฤษ หลังเข้าซื้อหุ้น Cornish Pirates ในเดือนพฤษภาคม เป็นต้น
หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้กีฬาอังกฤษดึงดูดเงินทุนจากสหรัฐฯ คือความนิยมของฟุตบอลในสหรัฐฯ กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลการศึกษาของ Nielsen ระบุว่า ในปี 2025 ชาวอเมริกันรับชมฟุตบอลรวมกันเกือบ 8 หมื่นล้านนาที และ 33% ของประชากรสหรัฐฯ คาดว่าความสนใจในฟุตบอลของตัวเองจะเพิ่มขึ้นในช่วง 18 เดือนข้างหน้า
แน่นอนว่าเมื่อสิ่งใดได้รับความนิยมมากขึ้น ย่อมทำให้เกิดความสนใจและมองเห็นโอกาสทางธุรกิจตามมา อย่างไรก็ตาม หากมองว่ากระแสการลงทุนในฟุตบอลเป็นปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็อาจเป็นการมองที่คลาดเคลื่อน เพราะกระแสนี้ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาเป็นเวลาเกือบ 2 ทศวรรษแล้ว

ผลที่ตามมาคือ เมื่อสหรัฐฯ มีจำนวนเศรษฐีและมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เคย หนึ่งในทางเลือกของคนกลุ่มนี้คือการลงทุนในทีมกีฬา และโอกาสที่น่าสนใจกลับอยู่ไกลออกไปนอกประเทศ
Kieran Maguire ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินฟุตบอลกล่าวกับ Sky Sports ว่า หากพิจารณาโอกาสการลงทุนในสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็น NFL, NBA, MLB หรือ NHL ล้วนเป็นลีกที่มีจำนวนแฟรนไชส์จำกัดและมีโครงสร้างการถือครองที่ปิดมากกว่า ทำให้ต้นทุนในการเข้าลงทุนสูง ขณะที่เจ้าของทีมเดิมก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องขายทีมในเร็ววัน การซื้อทีม NFL หนึ่งทีมจึงอาจต้องใช้เงินสูงถึง 5 พันล้านถึง 1 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งทำให้นักลงทุนจำนวนมากต้องถอยออกไป
ในทางกลับกัน นักลงทุนจึงหันมามองตลาดฟุตบอลอังกฤษ โดยจาก 13 สโมสรพรีเมียร์ลีกที่มีผู้ถือหุ้นชาวอเมริกัน มีถึง 11 สโมสรที่นักลงทุนเหล่านี้เข้าถือหุ้นหลังปี 2008 ขณะที่มูลค่าเฉลี่ยของสโมสรพรีเมียร์ลีกยังต่ำกว่ามูลค่าเฉลี่ยของทีมใน 4 ลีกกีฬาหลักของสหรัฐฯ
ตัวอย่างเช่น Newcastle United ซึ่ง Forbes จัดอันดับในปี 2025 ให้เป็นทีมที่มีมูลค่าสูงสุดอันดับ 8 ของพรีเมียร์ลีก และอันดับ 19 ของโลกในวงการฟุตบอล กลับมีมูลค่าต่ำกว่า Columbus Blue Jackets ซึ่งเป็นทีมที่มีมูลค่าต่ำที่สุดในลีก NHL เสียอีก

มากกว่าความชอบ คือเครื่องมือการลงทุน
ขณะที่ดีล Liverpool เกิดขึ้นในช่วงที่มูลค่าของสินทรัพย์กีฬาระดับโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกหนึ่งดีลที่เป็นอีกตัวอย่างสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจกีฬาคือการขาย Los Angeles Lakers โดย Mark Walter ผู้ร่วมก่อตั้ง Guggenheim Partners ตกลงซื้อหุ้นใหญ่ของ Lakers จากตระกูล Buss เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ด้วยมูลค่าประเมินทีมกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญ
แต่ไม่ถึงหนึ่งปีหลังเข้าถือครอง Walter กำลังขายทีมให้ Bob Iger อดีต CEO ของ Disney และ Josh Kushner นักลงทุนร่วมทุน ด้วยมูลค่า 1.25 หมื่นล้านเหรียญ หากได้รับอนุมัติจาก NBA ดีลดังกล่าวจะกลายเป็นราคาสูงสุดที่เคยจ่ายเพื่อซื้อทีมกีฬา และคิดเป็นผลตอบแทนประมาณ 25% ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี
โดย Financial Times ระบุว่า การขาย Lakers สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการถือครองทีมกีฬา เมื่อสโมสรและแฟรนไชส์กีฬาถูกมองมากขึ้นในฐานะ “เครื่องมือการลงทุน” แทนที่จะเป็นเพียงสินทรัพย์ที่มหาเศรษฐีซื้อไว้เพื่อความชื่นชอบส่วนตัว ขณะเดียวกันนักลงทุนระดับมหาเศรษฐีกำลังเข้ามาแทนที่เจ้าของรุ่นก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครอบครัวที่สร้างความมั่งคั่งและผูกพันทีมของตัวเองมาเป็นเวลานาน
ทั้งนี้ อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้กีฬาดึงดูดนักลงทุนคือความเชื่อว่ากีฬาสดและประสบการณ์ในสถานที่จริงมีความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดจาก AI ได้

สำหรับ Liverpool การเข้ามาของผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่เกิดขึ้นในช่วงที่สโมสรกำลังมองหาโอกาสเติบโตในตลาดโลก โดยรายได้ของ Liverpool เพิ่มขึ้นจากประมาณ 184 ล้านปอนด์ในฤดูกาล 2010-2011 เป็นมากกว่า 700 ล้านปอนด์ในฤดูกาล 2024-2025 ภายใต้การบริหารของ FSG
การเติบโตของสโมสรพรีเมียร์ลีกในระยะต่อไปอาจไม่สามารถพึ่งพาตลาดในประเทศเพียงอย่างเดียว เนื่องจากรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดของพรีเมียร์ลีกถูกเจรจาในระดับลีก และรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดจากต่างประเทศมีสัดส่วนสูงกว่าตลาดในประเทศอยู่แล้ว
โดยการขยายฐานของ Liverpool ในสหรัฐฯ ถือเป็นปัจจัยสำคัญ และหลังจบฟุตบอลโลกตลาดอเมริกาเหนือมีแนวโน้มทวีความสำคัญมากขึ้น ขณะที่การขยายตลาดในอินเดียและเอเชียอาจต้องอาศัยเจ้าของที่มีประสบการณ์และโปรไฟล์แตกต่างจาก FSG
ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ของ Liverpool มีลักษณะเป็นกลุ่มนักลงทุนที่มองตลาดในระดับโลก มีเงินทุนสูง และมีประสบการณ์ในภูมิภาคต่างๆ อาทิ Bhatia มีประสบการณ์จาก Queens Park Rangers ขณะที่ Saverin ซึ่งเกิดในบราซิลและอาศัยอยู่ในสิงคโปร์ มีประสบการณ์ด้านโซเชียลมีเดียและธุรกิจ ส่วน Bezos มีประสบการณ์ด้านอีคอมเมิร์ซและการส่งมอบคอนเทนต์
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของเงินทุนและนักลงทุนใหม่ไม่ได้หมายความว่าการขยายธุรกิจในตลาดโลกจะเกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ และยังมีความท้าทายในการรักษาความสัมพันธ์กับแฟนบอลท้องถิ่น โดยเฉพาะหากแนวคิดใหม่ๆ ถูกมองว่าขัดกับวัฒนธรรมและแนวทางดั้งเดิมของสโมสร
ภาพ: AFP และ Liverpool Football Club
แปลและเรียบเรียงจาก
- Why American investors are flocking to English football – the key reasons behind the takeover trend
- What the Lakers’ $12.5bn sale says about sports ownership
- Consortium including Amazon founder Jeff Bezos to buy minority stake in Liverpool
- Jeff Bezos consortium owns close to 40% of Liverpool
- Jeff Bezos consortium owns close to 40% of Liverpool
- Investor Group Including Jeff Bezos Buys Liverpool FC Stake In Multibillion-Dollar Deal
- Tech titan Jeff Bezos eyes Liverpool as more US moguls buy up UK teams
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : มหาเศรษฐี Jeff Bezos เสนอ “คนอเมริกันครึ่งล่างไม่ต้องเสียภาษี” ชี้รัฐไม่ควรเก็บเงินจากคนรายได้น้อย
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


