ของจริงหรือหุ้นมีม? “Allbirds” รีแบรนด์จากรองเท้าสู่ธุรกิจ AI แม้หุ้นพุ่งเกือบ 600% ในวันเดียว แต่นักวิเคราะห์ตั้งคำถาม จะไปต่อได้จริงหรือ

ของจริงหรือหุ้นมีม? “Allbirds” รีแบรนด์จากรองเท้าสู่ธุรกิจ AI แม้หุ้นพุ่งเกือบ 600% ในวันเดียว แต่นักวิเคราะห์ตั้งคำถาม จะไปต่อได้จริงหรือ

ราคาหุ้น Allbirds พุ่งขึ้นเกือบ 600% ในวันเดียว หลังประกาศรีแบรนด์จากธุรกิจรองเท้าสู่บริการคลาวด์ด้าน AI พร้อมดีล 50 ล้านเหรียญ แม้ตลาดจะตอบรับอย่างร้อนแรง แต่นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยยังตั้งคำถามถึงศักยภาพที่แท้จริงของบริษัท ทั้งในแง่ความเชี่ยวชาญ โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ จนเกิดข้อสงสัยว่าการปรับทิศทางครั้งนี้คือการพลิกเกมสู่อนาคต หรือเป็นเพียงอีกหนึ่งกระแส “หุ้นมีม”


    แบรนด์รองเท้า Allbirds ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ใน San Francisco แถลงการณ์ว่าได้บรรลุข้อตกลงมูลค่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อเปลี่ยนทิศทางธุรกิจจากแบรนด์รองเท้าผ้าใบไปสู่บริการคลาวด์สำหรับ AI และจะเปลี่ยนชื่อเป็น NewBird AI

    หลังจากการประกาศดังกล่าวส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นมากกว่า 594% ในวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา แม้ว่ามูลค่าตลาดของบริษัทจะยังคงต่ำกว่าช่วงที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น Nasdaq ครั้งแรกเมื่อปี 2021 กว่า 90% 

    แถลงการณ์ ระบุว่า NewBird AI จะเข้าซื้อ GPU ซึ่งเป็นชิปคอมพิวเตอร์ที่ใช้ขับเคลื่อน AI โดยพบ “ช่องว่างในตลาด” ที่ทำให้หลายธุรกิจมีพลังประมวลผลไม่เพียงพอ เนื่องจากอุตสาหกรรมไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ทัน และแผนระยะยาวของบริษัทคือการให้บริการชิป GPU แบบตามความต้องการ (on-demand) และบริการคลาวด์ที่ถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับ AI

    “การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ผลิตรองเท้าผ้าใบเติบโตต่อไปได้ในอีกหลายปีข้างหน้า” Joe Vernachio ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Allbirds กล่าว

    Allbirds ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 โดยอดีตนักฟุตบอล Tim Brown และนักธุรกิจด้านเทคโนโลยี Joey Zwillinger บริษัทผู้ผลิตรองเท้ารายนี้ได้เปิดสาขาหลายสิบแห่งในสหรัฐฯ และทั่วโลก รวมถึงในสหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ จีน และสิงคโปร์ โดยมุ่งเป้ากลุ่มลูกค้าที่เป็นนักวิ่งเพื่อสุขภาพ พนักงานออฟฟิศ และผู้ที่ชื่นชอบโยคะ

    Allbirds เคยได้รับความนิยมในหมู่พนักงานสายเทคโนโลยีในซิลิคอนวัลเลย์ และครั้งหนึ่งเคยถูกสวมใส่โดยบุคคลมีชื่อเสียงอย่างนักแสดง Ben Affleck และ Barack Obama อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

    อย่างไรก็ตาม บริษัทประสบปัญหาในการทำกำไรนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาด มูลค่าหุ้นเคยร่วงลงจากระดับสูงกว่า 500 เหรียญต่อหุ้น เหลือเพียงประมาณ 2.50 เหรียญ จนกระทั่งเพิ่งขายกิจการไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาในมูลค่า 39 ล้านเหรียญ โดยถูกถือครองโดยกลุ่มแฟชั่น American Exchange Group ซึ่งมีแบรนด์ในเครืออย่าง Ecko Unltd และ Aerosoles


หุ้น Allbirds พุ่งขึ้นเกือบ 600% ได้อย่างไร

    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีบริษัทพยายามเปลี่ยนทิศทางของตัวเองไปสู่ตลาดที่กำลังเป็นกระแสและได้รับความสนใจมากกว่า ย้อนกลับไปในปี 2017 ตัวอย่างเช่น บริษัท Long Island Iced Tea Corp. ได้รีแบรนด์ตัวเองเป็น Long Blockchain Corp. แม้ราคาหุ้นจะพุ่งขึ้นสูงสุดถึง 500% ในช่วงแรก แต่หลังจากนั้นก็เผชิญกับข้อกล่าวหาการซื้อขายโดยใช้ข้อมูลจากวงใน และถูกเพิกถอนออกจากตลาด Nasdaq ในที่สุด

    เช่นเดียวกัน ในกรณีของ Allbirds ก็ยังไม่ชัดเจนว่าบริษัทที่ทำรองเท้าจะสามารถไปแข่งขันในธุรกิจ AI ได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อราคาหุ้นของบริษัทเคยร่วงลงถึง 90% จากจุดสูงสุด อีกทั้งยังขาดทั้งความเชี่ยวชาญด้าน AI ขาดทีมจัดหาชิป GPU และขาดประสบการณ์ด้านศูนย์ข้อมูล ทำให้กลยุทธ์การเติบโตใหม่นี้ถูกมองว่ามีโอกาสประสบความสำเร็จค่อนข้างต่ำ

    อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมของกระแส “หุ้นมีม” (meme stock) การเคลื่อนไหวนี้อาจพออธิบายได้ ปรากฏการณ์หุ้นมีมได้รับความนิยมในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อราคาหุ้นของบางบริษัทพุ่งสูงขึ้นจากความสนใจอย่างมากของนักลงทุนรายย่อย ซึ่งได้รับแรงหนุนจากโซเชียลมีเดีย

    Hitha Herzog นักวิเคราะห์ด้านค้าปลีก กล่าวว่า กระแสความตื่นเต้นต่อ Allbirds นั้น เพียงแค่ใส่คำว่า AI ลงในแถลงการณ์ก็ทำให้มัน “ชัดเจนว่าเป็นหุ้นมีม” พร้อมระบุว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับความคลั่งไคล้ AI อย่างแน่นอน เนื่องจากบริษัทยังไม่มีหลักฐานด้านผลิตภัณฑ์หรือรายได้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจใหม่ของตน

    ขณะที่ Steve Sosnick หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ของ Interactive Brokers กล่าวว่า แรงจูงใจในการปรับธุรกิจอาจพอเข้าใจได้ แต่ปฏิกิริยาของตลาดดูจะเกินจริงไปมาก การที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้น 6 เท่าหรือ 7 เท่า สำหรับบริษัทที่กำลังทิ้งธุรกิจเดิม แล้วไปเริ่มทำสิ่งใหม่ที่ยังไม่มีความเชี่ยวชาญ สะท้อนให้เห็นชัดถึง “ภาวะฟองสบู่ในตลาด และพฤติกรรมของนักลงทุนที่ไล่ตามกระแส”

    หลังแถลงการณ์ของ Allbirds ราคาหุ้นปรับขึ้นจาก 2.49 เหรียญ ไปแตะจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 23 เหรียญ ก่อนจะปิดที่ 14.20 เหรียญในการซื้อขายก่อนเปิดตลาดวันที่ 16 เมษายน โดยมีปริมาณการซื้อขายถึง 275 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยรายวันมากกว่า 50 เท่า ส่งผลให้มูลค่าตลาดของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 148 ล้านเหรียญ และมีการหยุดพักการซื้อขายหลายครั้งตลอดทั้งวัน การที่หุ้นมีปริมาณซื้อขายค่อนข้างเบา ทำให้แรงซื้อเพียงเล็กน้อยถูกขยายผล จนเกิดการแกว่งตัวของราคาที่สูงในเชิงเปอร์เซ็นต์

    ในอีกด้านหนึ่ง โซเชียลมีเดียก็มีบทบาทในการขยายเรื่องราวของบริษัทที่เปรียบเหมือนการ “ฟื้นคืนชีพ” จากธุรกิจรองเท้าที่กำลังถดถอยสู่บริษัท AI โดย Jim Cramer พิธีกรของ CNBC ถึงกับเรียกการเคลื่อนไหวนี้ว่า “ไร้สาระ” และกล่าวว่าผู้บริหารของ Allbirds เป็น “ตัวตลกและนักต้มตุ๋น” พร้อมมองว่านี่คือสัญญาณว่าตลาดกำลังไปไกลเกินไปแล้ว


Allbirds จะสามารถแข่งขันในตลาดคลาวด์ AI ได้จริงหรือ

    แม้ Allbirds จะมุ่งเป้าไปยังตลาดขนาดใหญ่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องเผชิญกับคู่แข่งที่มีประสบการณ์มายาวนาน ครองส่วนแบ่งตลาดสูง และมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ ที่สำคัญคือมีเงินทุนมหาศาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ Allbirds ยังไม่มี และทำให้ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีบริษัทใดมาเลือกใช้บริการผู้แบรนด์รองเท้าที่เคยล้มเหลวรายนี้

    ตลาดโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ทั่วโลกมีรายได้รวมประมาณ 4 แสนล้านเหรียญในปี 2025 เติบโตจากปีก่อนประมาณ 29% ขณะที่บริการคลาวด์สำหรับ Generative AI เติบโตเร็วกว่ามาก อยู่ที่ราว 140-180% ภายในปีเดียว

    โดย 3 ผู้ให้บริการรายใหญ่ระดับโลก ได้แก่ AWS ซึ่งมีรายได้เติบโต 24% อัตรากำไรจากการดำเนินงาน 35% และมีมูลค่างานในมือ 1.95 แสนล้านเหรียญ, Microsoft Azure มีรายได้เพิ่มขึ้น 39% และมีความร่วมมือกับ OpenAI ขณะที่ Google Cloud เติบโต 50% โดยทั้ง 3 รายครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันถึง 63%

    ขณะเดียวกัน Oracle และผู้เล่นกลุ่มใหม่ เช่น CoreWeave ก็กำลังเริ่มขยายบทบาทในตลาด โดยเข้ามาเติมเต็มความต้องการด้านกำลังประมวลผลที่ผู้ให้บริการรายใหญ่ยังตอบสนองได้ไม่ทัน และในหลายกรณีสามารถเสนอราคาชิป GPU ได้ถูกกว่าบริการของ Azure หรือ Google Cloud ถึง 62%

    เมื่อเทียบกันแล้ว เงินลงทุน 50 ล้านเหรียญของ Allbirds คิดเป็นเพียง 0.008% ของมูลค่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกที่สูงถึง 6 แสนล้านเหรียญต่อปี จึงทำให้บริษัทแทบไม่ได้อยู่ในสนามแข่งขันจริงของธุรกิจคลาวด์ AI แต่กลับถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการปรับธุรกิจเชิงเก็งกำไร ซึ่งในอดีตมักจบไม่สวย

    Bill Kleyman ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Apolo.us กล่าวว่า ในอุตสาหกรรมที่กำลังร้อนแรงแบบนี้ ทุกบริษัทอยากเป็นบริษัท AI บางรายมีแผนที่ชัดเจนและเป็นกลยุทธ์จริง แต่บางรายก็แค่ตอบสนองต่อกระแส เพราะธุรกิจเดิมกำลังมีปัญหา AI จึงกลายเป็นเรื่องเล่าใหม่ที่ดึงดูดความสนใจได้ทันที

    อีกมุมหนึ่ง Dylan Carden นักวิเคราะห์จาก William Blair มองว่าโอกาสสำเร็จของ Allbirds ยังห่างไกล “เงินลงทุน 50 ล้านเหรียญเป็นเพียงหยดน้ำในมหาสมุทร” และไม่ว่าจะมองจากมุมไหน นี่คือการเดิมพันครั้งสุดท้ายแบบ “Hail Mary”

    สุดท้ายนี้ ความคิดเห็นต่างๆ จากนักวิเคราะห์ จึงอาจสะท้อนให้เห็นว่าการปรับธุรกิจของ Allbirds สู่ AI แม้จะสร้างกระแสในตลาดได้อย่างมาก แต่ก็ยังเต็มไปด้วยข้อกังขาและอาจทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังมากขึ้น




แปลและเรียบเรีียงจาก Allbirds shares soar 580% after pivot from shoes to AI และ A 600% Stock Spike Can’t Fix Allbirds’ AI Identity Crisis

ภาพ : Allbirds



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เดิมพันของ Michael Intrator ปั้น CoreWeave ล่าขุมทรัพย์ในกระแส AI เฟื่องฟู

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

TAGGED ON