7 ผู้หญิงตัวอย่างขับเคลื่อนพลังสิทธิสตรี - Forbes Thailand
X

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Global
  • News >
  • 7 ผู้หญิงตัวอย่างขับเคลื่อนพลังสิทธิสตรี

7 ผู้หญิงตัวอย่างขับเคลื่อนพลังสิทธิสตรี

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
08 Mar 2017 | 3:17 pm 5136

จะกี่ยุคกี่สมัย พลังของผู้หญิงก็ไม่มีวันหมดไป ด้วยความสามารถและความกล้าหาญของพวกเธอเหล่านั้น ทำให้โลกของเราต้องจดจำเรื่องราวของพวกเธอตลอดไป ซึ่งวันที่ 8 เดือนมีนาคมนี้เป็นวันสตรีสากล (International Women’s Day) เราลองมาดูว่ามีสุภาพสตรีท่านไหนที่เป็นบุคคลตัวอย่างสำหรับคุณบ้าง


ไปรยา ลุนด์เบิร์ก

นักแสดง และนางแบบลูกครึ่งไทย-สวีเดน ที่เข้าวงการมาจากการชักชวนของนักปั้นมือทองอย่าง เอ ศุภชัย เธอมีโอกาสมาโลดแล่นในเส้นทางสายบันเทิงจนประสบความสำเร็จและได้รับการยกย่อง รวมทั้งได้รับรางวัลอีกมากมาย

วัยเด็ก เธอเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนนานาชาตินิสท์ NIST International School และจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย Oxford Brookes ประเทศอังกฤษ สาขาปรัชญา ธุรกิจ และการเมือง

ล่าสุดเธอได้รับตำแหน่งทูตสันถวไมตรี UNHCR (United Nations High Commissioner for Refugees) หรือ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ซึ่งถือเป็นทูตสันถวไมตรีคนแรกของประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย โดยมีบทบาทและหน้าที่ที่สำคัญ คือ ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ลี้ภัยและบุคคลในความห่วงใย เป็นการดำเนินงานผ่านทางโครงการต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่า ผู้ลี้ภัยในค่ายพักพิงชั่วคราวมีความเป็นอยู่ที่ปลอดภัย

ปัจจุบัน มีผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ในประเทศไทยจำนวน 102,607 คน ซึ่งอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยทั้งหมด 9 ค่ายที่ตั้งอยู่ใน 4 จังหวัดตามแนวชายแดนฝั่งตะวันตก ได้แก่ ราชบุรี, กาญจนบุรี, แม่ฮ่องสอน และตาก ภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาลไทยและความช่วยเหลือจากองค์กรเอกชนต่าง ๆ (NGOs) ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงและกะเหรี่ยงแดงจากประเทศเมียนมาร์ประกอบด้วยผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก และคนชรา


Emma Charlotte Duerre Watson

เกิด 15 เมษายน 2533 เป็นนักแสดงหญิง นางแบบ และนักกิจกรรมหญิงชาวอังกฤษ เกิดในปารีสและเติบโตในอ๊อกซฟอร์ดไชร์ ประเทศอังกฤษ Emma เข้าเรียนในโรงเรียนดรากอนสกูลขณะเป็นเด็ก และเรียนการแสดงที่โรงเรียนสเตจโคชเธียเตอร์อาตส์ สาขาอ๊อกซฟอร์ด

เธอเป็นที่จดจำจากการแสดงบทบาทเฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์ ในภาพยนตร์ชุด Harry Potter โดยได้ปรากฏตัวในภาพยนตร์ Harry Potter ถึง 8 ภาค ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544-2554 ซึ่งก่อนหน้านั้นเธอเคยแสดงเฉพาะละครในชั้นเรียนเท่านั้น

แฮร์รี พอตเตอร์ ทำให้ Emma มีชื่อเสียงไปทั่วโลก และทำให้มีรายได้มากกว่า 10 ล้านปอนด์ เธอยังคงรับงานแสดงอยู่เรื่อยๆ นอกจากภาพยนตร์ Harry Potter แล้ว ยังมีภาพยนตร์อีกหลากหลายเรื่องที่เธอได้สร้างชื่อเสียงเอาไว้

ตั้งแต่ พ.ศ. 2554 ถึง 2557 Emma แบ่งเวลางานแสดงภาพยนตร์ให้กับการศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยบราวน์และวิทยาลัยวูสเตอร์ อ็อกซฟอร์ด จนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยบราวน์ ในสาขาวรรณกรรมอังกฤษเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

นอกจากนี้เธอยังทำงานเป็นนางแบบในโครงการรณรงค์ของบริษัท Burberry และ Lancôme รวมทั้งช่วยออกแบบเสื้อผ้าในนามของที่ปรึกษาด้านแฟชั่นให้กับ People Tree ด้วย

ในปี 2557 เธอได้รับเกียรติจากรางวัลแบฟตา ให้เป็นผู้ชนะรางวัลสาขาศิลปินบริติชแห่งปี ในปีเดียวกันนั้น เธอได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตสันถวไมตรีขององค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ และช่วยริเริ่มโครงการรณรงค์ฮีฟอร์ชี (HeForShe) ที่รณรงค์ให้ผู้ชายสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศอีกด้วย


Angela Merkel

ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเยอรมนี อยู่ในอันดับสูงสุดของรายชื่อผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกซึ่งจัดอันดับโดย Forbes magazine โดยติดอันดับสูงสุดมาแล้ว 6 ครั้งในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา

Angela Merkel เกิดเมื่อปี 1954 ในเมืองHamburg มีคุณพ่อเป็นนักบวชศาสนาคริสต์นิกาย โปรเตสแตนท์ คุณแม่เป็นครู หลังจากเกิดได้ไม่นานคุณพ่อคุณแม่ของเธอได้อพยพไปยังเยอรมนีตะวันออก Merkel จบดอกเตอร์ด้านฟิสิกส์ ทำงานวิจัยเกี่ยวกับทฤษฏีควอนตัม พูดคล่องทั้งภาษาเยอรมัน อังกฤษ และรัสเซีย

Merkel ใช้เวลาอยู่กับงานวิจัยของเธอเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งในปลายทศวรรษ 80 เธอเริ่มหันมาสนใจการเมือง โดยได้สมัครเป็นสมาชิกกลุ่ม Democratic Renewal ต่อต้านรัฐบาลเยอรมนีตะวันออก

ในแง่ของการทำงาน นักการเมืองที่ได้ร่วมงานกับเธอต่างก็เห็นตรงกันว่า Merkel เป็นคนพูดน้อย เยือกเย็น ไม่โอ้อวด สุภาพและตรงประเด็น เธอเป็นนักฟังที่ดี แม้เธอจะไม่เห็นด้วย แต่ก็จะรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น

บางคนบอกว่ามันน่ารำคาญที่เธอไม่ยอมบอกว่าเธอคิดเห็นอย่างไร ไม่ตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ แต่ Merkel บอกว่าเคล็ดลับสู่ความสำเร็จของเธอ ก็คือการไม่เร่งรีบหาข้อสรุป “ฉันชอบที่จะค่อย ๆ มองปัญหาอย่างระมัดระวังเพื่อที่จะตรวจสอบว่ามันจะมีกับดักอยู่ที่ไหนบ้าง” ซึ่งถือได้ว่าเป็นนิสัยของนักวิทยาศาสตร์โดยแท้


Sheryl Sandberg

เธอคนนี้ลาออกมาจาก Google ด้วยการชักชวนของ Mark Zuckerberg ในปี 2008 เพื่อดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของ Facebook ในช่วงที่ Facebook อยู่ในระยะของการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แต่นอกเหนือจากนั้น เธอยังเป็นที่รู้จักจากบทบาทต่างๆ ในวงการอื่นด้วย อย่างเช่น การเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาของอดีตประธานาธิบดีโอบามา, วอลท์ดิสนีย์ และบริษัท Starbucks Coffee เธอเป็นผู้นำทางความคิดแบบก้าวหน้า และ Sheryl ยังใช้ความสามารถของเธอพิสูจน์ให้คนทั้งโลกที่จะเห็นถึงความเป็น “Smart & Hard” ในคนเดียวกัน

ในปี 2001 เธอยังเป็นคนแรกในหมู่พนักงานของ Google ที่ช่วยออกแบบธุรกิจรูปแบบใหม่ให้กับ Google โดยเป็นผู้ริเริ่มการออกแบบการประมูล Keyword เพื่อให้เจ้าจองเว็บไซต์สามารถลำดับเว็บไซต์ของตนเองบน Google ได้ ระบบนี้จะเรียกอย่างเป็นทางการว่า “Google Adword”


Oprah Winfrey

ผู้หญิงคนนี้ถึงแม้จะเกิดมาจากครอบครัวที่ยากจนและแตกแยก แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับเธอแต่อย่างใด ทุกอย่างในชีวิตที่ได้มาล้วนแต่ผ่านการต่อสู้เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย เป็นผู้หญิงที่มีอาชีพทางด้านสื่อมานานเกือบ 30 ปี รายการในแต่ละวันของเธอสามารถดึงดูดผู้ชมได้มากถึง 14 ล้านคน

และเธอยังคงเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็นคนผิวดำที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของโลกในศตวรรษที่ 20 อีกทั้งยังเป็นหญิงผิวดำที่ใจบุญและยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา รวมถึงถูกจัดให้เป็นมหาเศรษฐีผิวดำคนเดียวในโลกอีกด้วย

เธอได้รับรางวัลมากมายจากรายการโทรทัศน์และเป็นผู้หญิงผิวสีเพียงคนเดียวที่อุทิศตนให้กับการฟื้นฟูโลก รายการที่เธอจัดนั้นล้วนแต่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยเป็นรายการแบบทอล์กโชว์ที่มีเรตติ้งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในประเทศสหรัฐอเมริกา และเธอก็ยังได้รับการลงคะแนนเสียงให้เป็นผู้หญิงที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลกด้วย

เธอไม่ได้เป็นเพียงแค่เจ้าแม่วงการสื่อเท่านั้น แต่ยังเป็นนักแสดง ผู้อำนวยการสร้าง โฆษก เป็นเจ้าของหนังสือนิตยสารอีกหลายเล่มด้วยกัน เป็นนักจัดรายการวิทยุ

รวมทั้งยังเป็นนักบุญผู้หาทุนช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้ยากไร้ด้วย โดยเธอและเพื่อนสนิทลงทุนบินไปสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เพื่อทำรายการ Oprah Christmas Kindness เป็นรายการพิเศษเพื่อการกุศลเพื่อเผยแพร่ความยากจนในหมู่คนผิวสีในแอฟริกา รายการดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมบริจาคมากมาย และได้รับเงินบริจาคจากผู้ชมทั่วโลกกว่า 7 ล้านเหรียญสหรัฐด้วยกัน


Anna Wintour

Anna Wintour เกิดเมื่อ 3 พฤศจิกายน 1949 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่เธอนั้นไม่ได้หลงใหลในแฟชั่นเมืองผู้ดีเลยแม้แต่น้อย เธอกลับให้ความสนอกสนใจในแฟชั่นของสาวอเมริกันเป็นพิเศษ แม้อายุจะไม่น้อยแล้ว อีกทั้งกาลเวลายังสร้างริ้วรอยแห่งวัยให้มาปรากฏอยู่บ้าง แต่เธอก็ยังถูกจัดให้เป็นผู้ที่ทรงอิทธิพล และได้รับฉายาว่า ‘มาเฟียแห่งวงการแฟชั่น’ เลยทีเดียว นางแบบหรือดีไซเนอร์คนไหนกล้างัดข้อกับแอนนาเป็นอันต้องต้องตกอับทุกคนไป

ตัว Anna นั้นมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมแฟชั่นในอเมริกาและการขับเคลื่อนธุรกิจในแวดวงแฟชั่นเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นวงการที่มีเงินไหลเวียนมูลค่าไม่ต่ำกว่าสามแสนล้านดอลลาร์

สาวๆ ที่ชื่นชอบแฟชั่นคงไม่มีใครพลาดเรื่อง The devil wears Prada ปี ค.ศ.2006 ที่คนไทยรู้จักในชื่อเรื่อง “นางมารร้ายสวมปราด้า” ซึ่งแอนนาเองคือต้นแบบมิแรนด้าในภาพยนตร์ โดยผู้เขียนคือผู้ช่วยส่วนตัวของเธอเองที่ชื่อ Lauren Weisberger

คนนอกวงการอาจมองว่าแฟชั่นเป็นเรื่องของความสวยงาม สาระบางเบา แต่ความจริงในแง่ของเศรษฐศาสตร์มันคือธุรกิจจริงจังที่มีเม็ดเงินเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมหาศาล และต้องการผู้นำอย่างแอนนาซึ่งมีวิสัยทัศน์ มีความทะเยอทะยาน เฉียบขาดในการอ่านเกม มองภาพรวมได้แบบเด็ดขาดและทรงอิทธิพล อันเป็นอิทธิพลที่ได้มาจากการสร้างเครือข่ายพันธมิตรวงการแฟชั่น

เธอมักจะเลือกแต่สิ่งที่ดีที่สุดที่เธอคิดว่าใช่สำหรับเธอ ซึ่งนั่นก็คือแฟชั่นในแบบฉบับของเธอเอง โดยเธอมักจะสวมแว่นตาดำขนาดใหญ่อยู่บ่อยครั้ง ว่ากันว่าช่วงแฟชั่นวีค หรือโชว์เด่น ๆ จากห้องเสื้อชั้นนำจะเริ่มไม่ได้ถ้าเธอผู้นี้ยังมาไม่ถึงงาน และแน่นอนว่าในทุก ๆ โชว์เธอจะต้องนั่งที่ Front Row เท่านั้น

สำหรับดีไซเนอร์หน้าใหม่นั้น Anna เปรียบเสมือนผู้มีพระคุณเลยทีเดียว เพราะมีดีไซเนอร์หน้าใหม่หลายคนที่มีผลงานโดดเด่นเข้าตาของเธอจนเธอผลักดันให้เขาคนนั้นสามารถก้าวเท้าเข้ามาสู่โลกแฟชั่นได้อย่างสวยงาม


Malala Yousafzai

นักต่อสู้เพื่อสิทธิทางการศึกษาของเด็กผู้หญิงในปากีสถาน เธอคือเด็กผู้หญิงชาวปากีสถานที่รณรงค์เรียกร้องให้เด็กผู้หญิงได้รับการศึกษาในปากีสถาน เนื่องจากในประเทศมุสลิมบางประเทศ มีการออกกฎไม่ให้เด็กผู้หญิงเรียนหนังสือ ในเดือนตุลาคม ปี 2012 กลุ่มนักรบตาลีบัน บุกขึ้นไปบนรถโรงเรียน และถามหาเด็กที่ชื่อ Malala เมื่อเธอยืนขึ้นเพื่อแสดงตัวก็ถูกจ่อยิงที่ศีรษะ Malala ไม่ตาย และถูกส่งไปรักษาตัวในประเทศอังกฤษ

โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นสะเทือนใจผู้คนไปทั่วโลก เมื่อเด็กผู้หญิงอายุเพียง 15 ปีที่รู้จักปกป้องสิทธิของตัวเอง แต่กลับถูกทำร้ายโดยผู้ก่อการร้าย ทำให้คนทั่วโลกหันมามองสิทธิของเด็กในการได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น

หลังจากที่เธอหายดี Malala ก็เริ่มต้นการรณรงค์เรียกร้องสิทธิเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กผู้หญิงทั่วโลก เธอเดินทางไปกล่าวบรรยายทั่วโลกถึงความสำคัญของการเข้าถึงการศึกษา และในโอกาสที่เธอมีอายุครบ 16 ปี เธอได้กล่าวคำเรียกร้องต่อสหประชาชาติให้มีการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม สหประชาชาติ เรียกวันนั้นว่า “Malala Day” และเลขาธิการสหประชาชาติ บัน คี มูน ถึงกับเรียกเธอว่า “Our Hero” รวมไปถึงได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพอีกด้วย

ผู้เขียน
สุนิษา ค๊าสตารี
เรื่องและภาพโดย iPriceThailand

BACK TO TOP