เปิดเหตุผล ทำไมเกือบ 1 ใน 4 ของ "มหาเศรษฐีอเมริกา" จึงอาศัยอยู่ใน California - Forbes Thailand
X

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Global
  • News >
  • เปิดเหตุผล ทำไมเกือบ 1 ใน 4 ของ “มหาเศรษฐีอเมริกา” จึงอาศัยอยู่ใน California

เปิดเหตุผล ทำไมเกือบ 1 ใน 4 ของ “มหาเศรษฐีอเมริกา” จึงอาศัยอยู่ใน California

กนกวรรณ มากเมฆ

อาจไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจนักที่รัฐที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา ยังเป็นบ้านของคนส่วนใหญ่ที่ติดอันดับ มหาเศรษฐีอเมริกา ที่ร่ำรวยที่สุด 400 คนโดย Forbes หรือ Forbes 400 (คลิกอ่านการจัดอันดับได้ที่นี่)

โดยจำนวน มหาเศรษฐีอเมริกา จากการจัดอันดับ Forbes 400 ในปีนี้ เป็นบุคคลจากรัฐ California ถึง 99 คน และมีสินทรัพย์รวมกันมูลค่าสูงถึง 6.909 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ทุบสถิติเดิมที่ปีก่อนมีสินทรัพย์รวมกัน 6.24 แสนล้านเหรียญจากมหาเศรษฐี 92 คน ไม่เพียงเท่านั้น California ยังเป็นรัฐที่ครองจำนวนเศรษฐีมากที่สุดจากการจัดอันดับมาตั้งแต่ปี 2000 เลยทีเดียว

เทคโนโลยียังถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ California ซึ่งเปิดทางให้ผู้ก่อตั้ง Roku อย่าง Anthony Wood และผู้ร่วมก่อตั้ง Workday อย่าง Aneel Bhusri เข้ามาอยู่ในการจัดอันดับเป็นครั้งแรก

นอกจากนี้ การเปิดกว้างเรื่องการเข้าเมือง, รัฐที่ใหญ่ และการเป็นแหล่งรวมของบริษัทนวัตกรรม สถาบันการศึกษา และนักลงทุนในฮับเทคโนโลยีอย่าง Silicon Valley หรือใน Los Angeles ก็สามารถอธิบายได้อย่างชัดแจ้งว่าทำไมความมั่งคั่งมากมายถึงเกิดขึ้นที่นี่ สาเหตุดังกล่าวนำไปสู่การที่จำนวนสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ Google ในยุค 1990s จนถึง WhatsApp ในยุค 2000s ซึ่งทั้งคู่ต่างก็มีผู้ร่วมก่อตั้งเป็นผู้อพยพ ได้แก่ Sergey Brin และ Jan Koum

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ Silicon Valley เป็นเมืองหลวงของนวัตกรรมคือการที่คนที่มีทาเลนต์ยังคงเดินทางมาที่นี่เพื่อทำสิ่งต่างๆReid Hoffman ผู้ร่วมก่อตั้ง LinkedIn กล่าวในบทสนทนาระหว่างเขาและ Peter Thiel มหาเศรษฐีอีกคน ในงาน ความลับเบื้องหลังความสำเร็จของ Silicon Valley เมื่อปี 2012 ผู้ประกอบการที่ดีจะย้ายตัวเองไปในที่ที่เขาต้องไป

Silicon Valley แหล่งรวมสตาร์ทอัพและนักลงทุนของโลก (ภาพจาก pixabay)

เศรษฐกิจของโกลเด้นสเตทหรือรัฐ California ยังใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ อีกด้วย โดยปีที่ 2018 ที่ผ่านมา California มีจีดีพีอยู่ที่ 2.97 ล้านล้านเหรียญ ขณะที่รัฐใกล้เคียงที่เป็นคู่แข่งอย่าง Texas มีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 60% ของ California เท่านั้น ดังนั้น การผสมผสานระหว่างแรงงานทักษะสูง, มหาวิทยาลัยระดับเวิลด์คลาส และนักลงทุนกระเป๋าหนัก ซึ่งทั้งหมดนั้นอยู่ใกล้กัน ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งดึงดูดให้ผู้ประกอบการนับไม่ถ้วนจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางมา California

การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยหรือระดับวิชาชีพขั้นสูงเป็นสิ่งสำคัญมาก และสถาบันต่างๆ ก็สามารถดึงทาเลนต์ของคนรุ่นใหม่ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมStephen Levy ผู้อำนวยการแห่ง Center for Continuing Study ของ California Economy ใน Palo Alto กล่าวเรายินดีต้อนรับผู้อพยพจากทุกที่ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากใน Silicon Valley ก่อตั้งขึ้นโดยผู้อพยพ

ทั้งนี้ ศูนย์รวมด้านเทคโนโลยีอย่าง Silicon Valley เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของ California เติบโตอย่างสวยงาม และยังมีความสามารถในการรักษาระดับความสามารถของมหาเศรษฐีได้อีกด้วย โดยเทคโนโลยียังเป็นอุตสาหกรรมอันดับต้นๆ ของมหาเศรษฐี California ในปีนี้ที่มาจากอุตสาหกรรมดังกล่าวถึง 44 คน รองลงมาคือเป็นมหาเศรษฐีจากอุตสาหกรรมการเงินและการลงทุน 18 คน และด้านอสังหาริมทรัพย์ 9 คน

ในจำนวนผู้ติดอันดับ Forbes 400 ครั้งแรก 19 คนในปีนี้ เป็นผู้อาศัยอยู่ใน California 7 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ก่อตั้งหรือร่วมก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งรวมถึง Peter Gassner ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัทซอฟต์แวร์สุขภาพ Veeva Systems และ Jay Chaudhry ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ Zscaler ซึ่งเขาอพยพจากอินเดียมาสหรัฐฯ ในปี 1980 และศึกษาที่ University of Cincinnati

เห็นได้ชัดว่าเศรษฐกิจของ California แข็งแกร่งมาก และ Silicon Valley ก็เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐนี้ซึ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยPhil Mahoney รองประธานบริหารบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ Newmark Knight Frank ใน San Jose กล่าว โดย Mahoney เคยเป็นโบรกเกอร์ที่ทำงานกับ Jay Paul มหาเศรษฐีอันดับ 239 ในลิสต์ผู้เป็นเจ้าของดีลอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งใน Silicon Valley

ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์และรับความเสี่ยงได้มากพอ จะได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการขยายตัวของภาคธุรกิจที่ยาวนานหลายทศวรรษ และเราก็เคยได้รับประโยชน์นั้นมาแล้ว” Mahoney ระบุ

 

วิกฤตที่ต้องเจอ “ราคาบ้าน”

อย่างไรก็ตาม แม้ภูมิอากาศอันสดใสตลอดทั้งปีและความหลากหลายของภาคอุตสาหกรรมจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐ แต่ผู้อยู่อาศัยจำนวนมากต้องดิ้นรนกับค่าครองชีพที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราคาที่อยู่อาศัย

สำหรับบางคน ปัญหานี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้เกิดธุรกิจอย่าง Airbnb ที่เกิดจาก Brian Chesky, Nathan Blecharczyk และ Joe Gebbia ต้องการหาเงินสดมาจ่ายค่าเช่าอะพาร์ตเมนต์ใน Chesky และ Gebbia ใน San Francisco โดยขณะที่พวกเขาเปิดตัว Airbnb ในปี 2008 ค่าเช่าอะพาร์ตเมนต์ใน San Francisco เฉลี่ยอยู่ที่ 2,368 เหรียญ/เดือน ส่วนปัจจุบันอัตราค่าเช่าเฉลี่ยพุ่งทะยานไปมาก โดยเพิ่มขึ้น 86% จากขณะนั้นมาอยู่ที่ 4,404 เหรียญ/เดือนเลยทีเดียว

พนักงานที่ได้รับเลือกให้มาอยู่ที่นี่จะระทมทุกข์จากการขาดแคลนที่อยู่อาศัยที่ราคาไม่แพงJohn A. Sobrato ประธานกิตติคุณของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ Sobrato Organization ผู้อยู่อันดับ 85 ในลิสต์ Forbes 400 กล่าว และว่านโยบายภาษีของ Trump ทำให้ต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น และการประท้วงจากกลุ่ม NIMBYs* ที่ไม่ยอมให้มีการพัฒนาโครงการในพื้นที่ใกล้เคียงที่อยู่อาศัยของตนก็เป็นสิ่งจำกัดซัพพลายที่อยู่อาศัยใหม่

(* NIMBYs ย่อมาจาก Not in my Backyard! ซึ่งหมายถึงประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ผู้คัดค้านไม่ยอมให้รัฐเข้ามาทำโครงการพัฒนาใดๆ ในพื้นที่อาศัยหรือ “หลังบ้าน” ของตน เนื่องจากหวาดระแวงผลกระทบเชิงลบ แต่ไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวในกรณีที่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ)

เมือง Los Angeles (ภาพจาก pixabay)

สำหรับพลเมืองผู้มั่งคั่งในรัฐ California การขาดแคลนที่อยู่อาศัยราคาไม่แพงอาจไม่ใช่ปัญหา เพราะวิกฤตนี้ไม่ได้กระทบต่อความสามารถของเศรษฐีในการซื้อหรือสร้างอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ ที่อยู่อาศัย, ร้านอาหาร หรือสิ่งอำนวยความสะดวกระดับไฮเอนด์ใน California ก็ยังดึงดูดมหาเศรษฐีของรัฐนี้ได้ ขณะที่พนักงานศักยภาพสูงก็อาจไม่ตื่นเต้นเกี่ยวกับการจ่ายภาษีที่สูงขึ้นหรือค่าเช่าที่พักที่ทะลุถึงดวงดาวด้วยเช่นกัน

นี่คือรัฐที่มีค่าใช้จ่ายสูง และค่าจ้างก็สูงด้วย Levy กล่าวท้ายที่สุด หากเราไม่แก้ปัญหาซัพพลายที่อยู่อาศัยและราคาที่เหมาะสม ก็เป็นการยากที่จะเห็นเรารักษาอัตราการเติบโตนี้ได้

อย่างไรก็ตาม ไม่น่าเป็นไปได้ที่รัฐที่เป็นที่อยู่อาศัยของประชากร 1 ใน 10 ของสหรัฐฯ และมีเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องอย่าง California จะหลุดจากตำแหน่งรัฐที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเร็วๆ นี้ เพราะยังอีกไกลที่คู่แข่งสำคัญอย่าง New york, Texas และ Florida (วัดจากจำนวนมหาเศรษฐีในลิสต์) จะเพิ่มจำนวนมหาเศรษฐีให้เท่ากับ California ได้

แม้สิ่งที่หลงทางไปบ้างจะเป็นเรื่องต้นทุนที่อยู่อาศัยและอื่นๆ แต่ California ก็ได้แซงหน้าชาติไปแล้วในเรื่องงานและการเติบโตของรายได้” Levy กล่าวนักลงทุนและผู้นำในธุรกิจต่างก็อยู่ที่นี่ เพราะทาเลนต์ที่พวกเขาต้องการอยู่ที่นี่นั่นเอง

 

อ่านเพิ่มเติม

 

แปลและเรียบเรียงจาก Nearly A Quarter Of America’s Richest People Live In California. Here’s Why.


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP