การแสดงในรอบ Quarterfinals และการคว้า Live Golden Buzzer บนเวที America’s Got Talent อาจเกิดขึ้นในเวลาไม่กี่นาที แต่เบื้องหลังช่วงเวลานั้นคือการฝึกฝนเกือบทั้งชีวิตของ “เนเน่ รอยัล” เด็กสาววัย 16 ปีจากภูเก็ต
สำหรับ เนเน่ รอยัล (รัตติกานต์ อำลอย) การได้ขึ้นเวที America’s Got Talent (AGT) อาจดูเหมือนโอกาสครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนชีวิตเด็กสาววัย 16 ปีจากภูเก็ตในเวลาไม่กี่เดือน แต่เบื้องหลังช่วงเวลาที่ผู้ชมทั่วโลกเห็น คือการฝึกฝนที่สะสมมาตั้งแต่วัยเด็ก รวมถึงครอบครัวที่คอยสนับสนุน และการเรียนรู้จากเวทีเล็กๆ ก่อนจะก้าวสู่การแข่งขันระดับโลก
อย่างที่ทุกคนทราบกัน ล่าสุดเนเน่ได้คว้า Live Golden Buzzer จาก Mel B ในรอบ Quarterfinals ของ America’s Got Talent Season 21 หลังแสดงเพลง “Black Hole Sun” ของ Soundgarden ส่งให้เธอผ่านเข้าสู่รอบ final โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้เสียงโหวตจากผู้ชมและไม่ต้องแข่งขันในรอบ semifinals
เบื้องหลังภาพของเด็กสาวที่ยืนอยู่กลางเวทีพร้อมกีตาร์ คือเรื่องราวที่เริ่มต้นขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจนัก เธอเคยให้สัมภาษณ์ว่า เมื่ออายุประมาณ 7 ขวบ ตั้งใจจะเข้าชมรมคอมพิวเตอร์ที่โรงเรียนแต่ดันเต็มเสียก่อน จึงเลือกชมรมดนตรีแทน และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ครูยื่นกีตาร์ให้เธอเป็นครั้งแรก และ “ทันทีที่เริ่มเล่น บางอย่างก็คลิก”
จากจุดนั้น เนเน่เริ่มเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่าน YouTube ศึกษานักดนตรีและศิลปินที่ชื่นชอบ และฝึกซ้อมหลายชั่วโมงในแต่ละวัน หนึ่งในศิลปินที่เธอยกให้เป็นไอดอลคือ Angus Young แห่ง AC/DC ขณะที่แนวดนตรีร็อกค่อยๆ กลายเป็นพื้นที่ที่เธอค้นพบตัวเอง
เส้นทางของเนเน่ยังมีอีกส่วนที่เกิดขึ้นนอกห้องซ้อมดนตรี นั่นคือ “ครอบครัว” ณรงค์ อำลอย ผู้เป็นพ่อคอยดูแลและสนับสนุนความสนใจของลูกสาว ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการศึกษาด้วย โดยให้เธอเรียนที่โรงเรียนเทศบาลบ้านบางเหนียว ในโปรแกรมห้องเรียนภาษา และปัจจุบันศึกษาอยู่ที่โรงเรียนขจรเกียรตินานาชาติ ภูเก็ต (KIS) ทำให้เธอคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็ก
เมื่อมองย้อนกลับไป ภาษาอังกฤษอาจไม่ได้ทำให้เนเน่เล่นกีตาร์เก่งขึ้น แต่เป็นอีกหนึ่งทักษะที่ช่วยให้เด็กสาวจากภูเก็ตมีความพร้อมเมื่อเส้นทางของเธอนั้นกำลังเติบโตไปไกลกว่าระดับประเทศ
ก่อนที่ชื่อของเนเน่จะปรากฏบนเวที AGT เธอผ่านเวทีเล็กๆ มาแล้วหลายแห่ง ทั้งการเล่นดนตรีตามตลาดต่างๆ ในภูเก็ต กระทั่งได้ไปแสดงความสามารถในรายการ Super 10 ก่อนจะเดินเข้าสู่สนามการแข่งขันจริง โดยคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จาก Overdrive Guitar Contest 2023 และรางวัล Outstanding Player จาก THE POWER BAND โดย คิง เพาเวอร์

ความสำเร็จเหล่านี้อาจไม่ได้มีผู้ชมหลายล้านคนเหมือน AGT แต่สำหรับเนเน่แต่ละเวทีทำหน้าที่เป็นอีกหนึ่งสนามให้เธอทดสอบตัวเอง เพราะการฝึกอยู่คนเดียวกับกีตาร์ กับการต้องเล่นต่อหน้าผู้ชมจริงๆ เป็นคนละเรื่องกัน และแม้ YouTube จะเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ศึกษานักดนตรี และนักแสดงที่ชื่นชอบก่อนนำมาฝึกด้วยตัวเอง แต่เวลาไปแสดงจริงเธอไม่ได้พยายามเลียนแบบต้นฉบับทั้งหมด
ในรอบ Audition ของ AGT เธอหยิบเพลง “Zombie” ของ The Cranberries มาเล่นด้วยกีตาร์และเทคนิค two-hand tapping จนกรรมการทั้งสี่คนโหวต Yes และนั่นทำให้เธอโด่งดังไปทั่วโลกแบบชั่วข้ามคืน
จากนั้นเนเน่เลือก “Hysteria” ของ Muse ในรอบ Judges’ Callbacks และกลับมาอีกครั้งด้วย “Black Hole Sun” ในรอบ Quarterfinals แม้เพลงทั้งสามมาจากคนละยุค แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ เนเน่ใช้เพลงเหล่านั้นเป็นพื้นที่แสดง “ตัวตนของตัวเอง” พร้อมกับความสามารถในการดึงผู้ชมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง ซึ่งเป็นอีกทักษะที่เนเน่ได้พัฒนานอกเหนือจากการเล่นดนตรีให้เก่ง
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากเส้นทางของเนเน่จึงอาจไม่ใช่แค่ Golden Buzzer แต่คือการฝึกฝนเกือบทั้งชีวิตของเธอก่อนหน้านั้น เมื่อขึ้นเวที AGT สิ่งที่เห็นจึงไม่ใช่เพียง “พรสวรรค์” แต่คือทักษะที่ถูกฝึกจนสามารถนำออกมาใช้ได้ต่อหน้าผู้ชมจำนวนมหาศาล
โอกาสอาจเกิดขึ้นในวันเดียว แต่ความพร้อมไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว โดยเธอเคยให้สัมภาษณ์ว่า เธอหวังว่าเส้นทางของตัวเองจะทำให้คนหนุ่มสาวในประเทศไทยเห็นว่าการฝันให้ใหญ่เป็นเรื่องที่ทำได้
จากกีตาร์ตัวแรก กลายเป็นเพลงแรก จากเพลงแรก กลายเป็นเวทีแรก และกลายเป็นการแข่งขันในประเทศ สู่ระดับโลก วันนี้เนเน่เดินทางมาถึงรอบ final และเรื่องราวที่น่าจดจำอาจไม่ใช่เพียงว่าเด็กสาววัย 16 ปีจากภูเก็ตจะคว้าแชมป์ได้หรือไม่ แต่สะท้อนว่าแม้พรสวรรค์เป็นสิ่งที่ทำให้เริ่มต้นได้เร็ว แต่การฝึกฝนอย่างต่อเนื่องต่างหากที่ทำให้เธอไปได้ไกลเมื่อโอกาสมาถึง
ภาพ : Nene Royal และ America's Got Talent
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง” ความสำเร็จต้องใช้เวลา ความพ่ายแพ้คือส่วนหนึ่งของการพัฒนา
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


