เปิดแผนพลิกประเทศสู่รายได้สูงปี 80 รัฐ-เอกชนผนึกกำลังรื้อโครงสร้างทุน 24 เดือนชี้ชะตาดันจีดีพีโต 5.4% ชูบิ๊กคอร์ปอุ้ม SME ฝ่าวิกฤตโลก

เปิดแผนพลิกประเทศสู่รายได้สูงปี 80 รัฐ-เอกชนผนึกกำลังรื้อโครงสร้างทุน 24 เดือนชี้ชะตาดันจีดีพีโต 5.4% ชูบิ๊กคอร์ปอุ้ม SME ฝ่าวิกฤตโลก

เปิดโรดแมปพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่ "ประเทศรายได้สูง" ภายในปี 2580 รัฐ-เอกชนผนึกกำลังรื้อโครงสร้างการเงินขนานใหญ่ ตั้งเป้าดันจีดีพีโตกระโดด 5.4% ต่อปี พร้อมกางแผน 24 เดือนชี้ชะตา ดึงเม็ดเงินต่างชาติเข้า 7 อุตสาหกรรมใหม่ ชูโมเดลบิ๊กคอร์ปอุ้มเอสเอ็มอี พาธุรกิจไทยทุกระดับรอดพ้นความผันผวนของโลก


    ประเทศไทยกำลังมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ทางเศรษฐกิจ เมื่อโมเดลการเติบโตแบบเดิมที่พึ่งพาการผลิตต้นทุนต่ำกำลังจะหมดความหมาย รัฐบาลและภาคเอกชนจึงตั้งเป้าหมายใหญ่ในการผลักดันไทยสู่การเป็น “ประเทศรายได้สูง” ภายในปี 2580 โดยมุ่งเป้าไปที่เศรษฐกิจซึ่งขับเคลื่อนด้วยการลงทุนและสินค้ามูลค่าสูง

    เวที The Bangkok Business Summit 2026 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความเร่งด่วนในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจแบบบูรณาการ เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างความแข็งแกร่ง ก่อนที่ไทยจะก้าวขึ้นเป็นประธานอาเซียนในปี 2571


รักษาจุดยืน “เป็นกลาง” ดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ

    ท่ามกลางการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานของโลกใหม่ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยได้กำหนดท่าทีที่ชัดเจนในการรักษา “ความเป็นกลาง” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่บริษัทข้ามชาติ

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันนักลงทุนทั่วโลกไม่ได้มองแค่เรื่องผลกำไร แต่ให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ควบคู่ไปกับประสิทธิภาพ

    ซึ่งไทยมีศักยภาพและเสถียรภาพมากพอที่จะเป็นฐานการลงทุนที่ปลอดภัย โดยเม็ดเงินลงทุนระลอกใหม่นี้ ไม่เพียงแต่จะกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่จะเป็นการยกระดับขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว

​

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ


โจทย์ท้าทายดัน GDP โตทะลุ 5.4% ต่อปี

    อย่างไรก็ตาม การจะก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไม่ใช่เรื่องง่าย Carlos Felipe Jaramillo รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ธนาคารโลก (World Bank) ระบุตัวเลขที่ท้าทายว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งเครื่องการเติบโตของ GDP เฉลี่ยต่อประชากร จากระดับ 2.2% ช่วงหลังโควิด-19 ให้ก้าวกระโดดขึ้นไปถึง 5.4% ต่อปี ตลอดทศวรรษหน้า

    เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว เม็ดเงินลงทุนจะต้องถูกจัดสรรอย่างแม่นยำไปยัง 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ อาทิ การผลิตขั้นสูง (อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์), ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และบริการทางดิจิทัล


24 เดือนชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย

    เพื่อให้ทิศทางดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ข้อหารือทั้งหมดจากเวทีสัมมนาจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ทฤษฎี แต่ถูกนำมาต่อยอดเป็น “Bangkok Business Summit White Paper” หรือสมุดปกขาวที่ร่วมจัดทำกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่าง PwC เพื่อสร้างแผนปฏิบัติการที่จับต้องได้

    โดยสมุดปกขาวฉบับนี้กำหนดให้กรอบเวลา 24 เดือน (พ.ศ. 2569 - 2571) เป็นช่วงเวลา "ชี้ชะตา" ในการวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาว โดยเน้นการจัดสรรทรัพยากรไปยังอุตสาหกรรมศักยภาพสูง ลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง สร้างกลไกที่วัดผลได้จริง และต้องมั่นใจว่าการลงทุนใหม่ ๆ จะเปิดช่องให้กลุ่มธุรกิจ SME ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานโลกได้

​

​

ถึงเวลา “รื้อ” โครงสร้างการเงิน

    อย่างไรก็ตาม การจะอุ้ม SME เข้าสู่เวทีโลกได้สำเร็จ โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินต้องพร้อมเสียก่อน ในมุมมองของภาคธุรกิจ ผยง ศรีวณิช ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริงว่า ปัจจุบันความพร้อมในการปฏิรูปโครงสร้างของไทยยังอยู่แค่ระดับ 5 จาก 10 เท่านั้น

    ด้วยเหตุนี้ภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำทันทีคือการ “โยกย้ายสภาพคล่อง” ในระบบธนาคารพาณิชย์ ที่กระจุกตัวอยู่ในภาคเศรษฐกิจเก่าซึ่งเติบโตต่ำ ให้ไหลเข้าไปหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งอนาคต 

    และเพื่อป้องกันไม่ให้การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ยิ่งถ่างช่องว่างความเหลื่อมล้ำให้กว้างขึ้น ผยงได้เสนอแนวคิด “Brotherhood” ซึ่งสอดรับกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยกำหนดให้องค์กรขนาดใหญ่ระดับหัวหอกของประเทศ ต้องลงมาช่วยยกระดับทักษะ (upskill & reskill) ให้กับ SME ทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เพื่อให้ธุรกิจรายย่อยสามารถอยู่รอดและเชื่อมโอกาสจากตลาดโลกได้จริง

​

ผยง ศรีวณิช


อัปเกรดมาตรฐานประเทศ ปิดความเสี่ยงไซเบอร์-สิ่งแวดล้อม

    ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างภายใน อีกหนึ่งบททดสอบสำคัญคือการยกระดับมาตรฐานประเทศในสายตาประชาคมโลก โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในกรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ทำให้ไทยต้องเร่งยกเครื่องประเทศใน 2 ประเด็นหลัก

    ประเด็นแรกคือ การผลักดัน “bangkok blueprint” เพื่อกวาดล้างอาชญากรรมทางไซเบอร์และสกัดกั้นกระแสเงินทุนผิดกฎหมายอย่างจริงจัง

    ประเด็นที่สอง ซึ่งธนาคารโลกเน้นย้ำอย่างหนัก คือ “ความเปราะบางด้านสิ่งแวดล้อม” รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

    ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยระดับสูง และเป็นหัวใจสำคัญที่อุ้มชู GDP ของประเทศเอาไว้ถึง 66% ควบคู่ไปกับการเร่งสัดส่วนพลังงานสะอาดและโซลาร์เซลล์ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิล

    ทั้งหมดนี้คือโรดแมปเชิงปฏิบัติที่รอการพิสูจน์ หากไทยสามารถปลดล็อกโครงสร้างการเงิน อุ้มชู SME ให้พร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ และปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมได้สำเร็จ

    นี่จะไม่ใช่เพียงการเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 แต่คือการตอกเสาเข็มเพื่อนำพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้อย่างแท้จริง


ภาพ : The Bangkok Business Summit 2026




​​​​​​​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ทองคำฮอตบน Dime! วอลุ่มซื้อขายทะลุ 5 แสนล้าน โต 95% ในปีเดียว จับมือ MTS-YLG เปิดถอนทองจริง

​​​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine​