การลงทุนในทองคำเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน และมีบทบาทสำคัญในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven asset) โดยที่ผ่านมาราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลก กระแสเงินลงทุนผ่านกองทุน ETF ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
ณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม่ทองสุกเซ็นทรัล จำกัด กลุ่มบริษัทในเครือ เอ็มทีเอส โกลด์ (แม่ทองสุก) กล่าวถึงราคาทองคำช่วงครึ่งปีหลังปีนี้ว่า เอ็มทีเอส โกลด์ ประเมินโอกาสผ่านจุดต่ำสุดของรอบการปรับฐาน หลังจากเคลื่อนไหวในช่วงปรับฐานต่อเนื่องนานกว่า 5 เดือน และกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญของแนวโน้มราคา
โดยแรงกดดันหลักช่วงก่อนหน้ามาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงานและเพิ่มความกังวลด้านเงินเฟ้อ จนกระทั่งตลาดกลับมาให้น้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed อาจจะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นหรือกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่เป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อราคาทองคำ
อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งของตลาดยังมีแรงสนับสนุนเชิงโครงสร้างจากอุปสงค์จริง (real demand) โดยเฉพาะแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังคงสะสมทองคำเข้าสู่ทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ธนาคารกลางทั่วโลกมียอดซื้อทองคำสำรองสุทธิรวมสูงถึง 289 ตัน เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก
ขณะที่จีนยังคงเป็นหนึ่งในผู้ซื่อรายสำคัญ โดยมีการสะสมทองคำต่อเนื่องมาแล้วกว่า 21 เดือน ซึ่งสะท้อนถึงความผันผวนของราคาทองคำในระยะสั้น และความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองระยะยาวยังคงแข็งแกร่ง
นอกจากนี้ เอ็มทีเอส โกลด์ วิเคราะห์ว่าแรงซื้อจากธนาคารกลางจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างฐานรองรับให้กับราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่ปัจจัยชี้ขาดต่อทิศทางรอบใหม่ยังคงอยู่ที่แนวโน้มเงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ในช่วงที่เหลือของปีนี้ หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลายและความกังวลต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยลดลงจะช่วยจำกัดแรงกดดันด้านลบ และเปิดโอกาสให้เงินลงทุนกลับเข้าสู่ตลาดทองคำอีกครั้ง
ดังนั้น ภาพรวมครึ่งปีหลังของปีนี้จึงถือเป็นช่วงสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากรอบการปรับฐานไปสู่การสร้างฐานและขาขึ้นรอบใหม่ ซึ่งเป็นจังหวะที่น่าสนใจสำหรับการทยอยสะสมทองคำเพื่อโอกาสการฟื้นตัวในระยะถัดไป

โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ Fed ที่อาจเปลี่ยนแปลงทิศทางดอกเบี้ย การแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐฯ หรือบอนด์ยิลด์ ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาและ Gold ETF โดยกระแสเงินทุนเป็นตัวสะท้อนความต้องการลงทุนของตลาด พร้อมทั้งธนาคารกลางและเอเชียยังเป็นฐานความต้องการทองคำที่สำคัญ ตลอดจนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อความผันผวนของราคาทองคำในระยะสั้น
ทองคำจึงมีบทบาทในพอร์ตการลงทุนมากขึ้น อาทิ สามารถนำมาออกแบบโครงสร้างการลงทุนที่นำธุรกิจค้าทองคำแท่งแปลงเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน โดยสร้างการลงทุนรูปแบบใหม่ที่สามารถผูกกับธุรกิจจริง และโอกาสรับผลตอบแทน ที่อ้างอิงราคาสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเองอย่างทองคำ เช่น Gold Investment Token โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนในธุรกิจ ค้าทองคำ ซึ่งเป็นนวัตกรรมและทางเลือกใหม่ของการลงทุนในธุรกิจค้าทองคำ
Gold Investment Token คือโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนที่เชื่อมโยงกับทองคำ โดยอาจมีทองคำจริงเป็นสินทรัพย์อ้างอิงหรือนำเงินลงทุนไปใช้ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทองคำ นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนตามโครงสร้างและเงื่อนไขของแต่ละโครงการแนวคิดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ Asset Tokenization ซึ่งพบได้ในหลายประเทศเช่น สหรัฐฯ สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ และ ญี่ปุ่น
ในประเทศไทย MTS Gold Investment Token นับเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนในธุรกิจค้าทองคำแท่งรายแรก ณัฐพงศ์กล่าวถึงโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนในธุรกิจค้าทองคำในไทยว่าเป็นการลงทุนแบบถือครองจนครบกำหนด 3 ปี โดยมีสิทธิได้รับผลตอบแทนคงที่ในอัตรา 3% ต่อปีเป็นพื้นฐานตลอดอายุของโครงการที่จ่ายผลตอบแทนปีละ 1 ครั้ง
และโอกาสรับผลตอบแทนพิเศษเป็นส่วนต่างจากราคาทองคำตามสัดส่วนทองคำโทเคนที่ถือครอง โดยหากราคาขายทองคำเฉลี่ยเพื่อปิดโครงการสูงกว่าราคาซื้อทองคำถัวเฉลี่ยเพื่อเริ่มโครงการ และเมื่อครบอายุโครงการ 3 ปี ผู้ถือโทเคนดิจิทัลมีสิทธิได้รับเงินลงทุนเริ่มต้นคืนเต็มจำนวน
การลงทุนในทองคำแต่ละรูปแบบมีโครงสร้างและความเสี่ยงแตกต่างกัน การลงทุนในทองคำจริงเป็นการถือครองสินทรัพย์โดยตรง ซึ่งผู้ลงทุนต้องคำนึงถึงการจัดเก็บและความปลอดภัย ในขณะที่ Gold Futures เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีการใช้ leverage และการวางหลักประกัน (margin) จึงอาจเกิดทั้งกำไรและขาดทุนในระดับสูง และจำเป็นต้องติดตามสถานะการลงทุนอย่างใกล้ชิด
ส่วน MTS Gold Investment Token เป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนที่มีระยะเวลาโครงการ 3 ปี และไม่มีตลาดรอง โดยมีโครงสร้างผลตอบแทนพื้นฐานตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ที่ 3% ต่อปี รวมถึงผลตอบแทนเพิ่มเติมที่อาจเกิดขึ้นตามเงื่อนไขส่วนต่างราคาทองคำเมื่อครบกำหนด ทั้งนี้ผลตอบแทนและเงินลงทุนมีความเสี่ยงตามเงื่อนไขของโครงการ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล หนังสือชี้ชวนเงื่อนไข และความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน
"อย่ามองเฉพาะผลตอบแทน แต่ควรพิจารณาระยะเวลาการลงทุน สภาพคล่องและความเสี่ยงควบคู่กัน แม้ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับทองคำจะไม่มีความเสี่ยง ซึ่งการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ของเราเกิดจากความต้องการและความพร้อมของธุรกิจ ถ้า MTS Gold Investment Token ได้รับการตอบรับที่ดีและธุรกิจเติบโตตามแผน
ในอนาคตอาจจะพิจารณาเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้ลงทุน มีธุรกิจรองรับ และอยู่ภายใต้กรอบของหน่วยงานกำกับดูแล โดยเราเชื่อว่าอนาคตของทองคำไม่ได้มีเพียงการซื้อขาย แต่คือการสร้างทางเลือกใหม่ให้ผู้ลงทุนเข้าถึงโอกาสจากทองคำได้หลากหลายขึ้น”
กระแส Tokenized Gold กำลังขยายตัวตามเทรนด์ Asset Tokenization ที่นำสินทรัพย์จริงเข้าสู่โครงสร้างการลงทุน ดิจิทัล โดยข้อมูลจาก World Gold Council ระบุว่า มูลค่าตลาดรวมของโทเคนทองคำทั่วโลกเพิ่มจากราว 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็น 4.4 พันล้านเหรียญภายในสิ้นปี 2025 สะท้อนความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อการเชื่อมโยงทองคำกับเทคโนโลยีดิจิทัล
ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในหลายตลาดสำคัญ อาทิ สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ท่ามกลางราคาทองคำที่ผันผวนตามภูมิรัฐศาสตร์โลกนี้ นักลงทุนจึงต้องวางแผนอย่างรอบคอบ เข้าใจความเสี่ยง และเลือกเครื่องมือให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนของตนเอง
ภาพ : iStock, ภาพแจกสื่อจากบริษัทของผู้บริหาร
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ITC ทุ่ม 160 ล้านเหรียญซื้อกิจการขนมสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ Phelps Pet Products หวังดันรายได้แตะ 1.5 พันล้านเหรียญในปี 2573


