เมย์แบงก์ เปิดมุมมอง Private Fund เมื่อเป้าหมายการลงทุนไม่ใช่แค่ผลตอบแทน แต่คือการบริหารความมั่งคั่งระยะยาว

เมย์แบงก์ เปิดมุมมอง Private Fund เมื่อเป้าหมายการลงทุนไม่ใช่แค่ผลตอบแทน แต่คือการบริหารความมั่งคั่งระยะยาว

    ในวันที่นักลงทุนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้มากกว่าที่เคย คำถามสำคัญสำหรับผู้มีความมั่งคั่งสูงอาจไม่ใช่ “ควรลงทุนอะไร” อีกต่อไป แต่คือ “ควรบริหารความมั่งคั่งอย่างไร” ให้เติบโต ก้าวผ่านความผันผวน และตอบโจทย์เป้าหมายระยะยาวได้

    การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังทำให้ความหมายของ Wealth Management ขยับไปไกลกว่าการเลือกผลิตภัณฑ์ลงทุนที่หลากหลาย เพราะเมื่อทางเลือกในการลงทุนไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การวางพอร์ตให้สอดคล้องกับเป้าหมายของเจ้าของเงิน ทั้งในด้านผลตอบแทน ความเสี่ยง สภาพคล่อง และระยะเวลาการลงทุน

    สำหรับเมย์แบงก์ นี่คือจุดเปลี่ยนจากการให้บริการด้านการลงทุน ไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ในฐานะพาร์ตเนอร์ที่ช่วยบริหารความมั่งคั่งระยะยาว และเป็นที่มาของการนำ Private Fund มาเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของ Wealth Management ยุคใหม่

    หลายปีที่ผ่านมา คำว่า Wealth Management ถูกใช้กว้างขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในธุรกิจธนาคาร หลักทรัพย์ และประกัน ขณะเดียวกัน โลกการลงทุนก็เปิดกว้างจนผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงหุ้น กองทุน ตราสารหนี้ Structured Products หรือสินทรัพย์ต่างประเทศได้แทบไม่จำกัด

    แต่การมีทางเลือกมากขึ้น อาจไม่ใช่คำตอบเดียวของการบริหารความมั่งคั่ง เพราะเมื่อมูลค่าความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น ความซับซ้อนก็เพิ่มขึ้นตาม จากเดิมที่คำถามอาจเป็นเพียงว่าจะซื้อหุ้นหรือกองทุนตัวไหน กลายเป็นเรื่องของการจัดสรรเงินระหว่างหลายสินทรัพย์ หลายตลาด หลายช่วงเวลา และที่สำคัญคือการกำหนดว่า Wealth ก้อนนั้นมีไว้เพื่ออะไร เป้าหมายอาจไกลกว่าผลตอบแทนในปีใดปีหนึ่ง แต่เป็นการรักษาความมั่งคั่ง การสร้างกระแสเงินสด หรือการส่งต่อ Wealth ไปยังคนรุ่นถัดไป

    นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เมย์แบงก์มองเห็นในตลาด Wealth Management ไทย จากเดิมที่การแข่งขันอยู่ที่ว่าใครมีผลิตภัณฑ์และทางเลือกให้ลูกค้ามากกว่า ไปสู่การให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ที่ช่วยให้ลูกค้าจัดการความมั่งคั่งได้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของตัวเองมากขึ้น

​

 อารภัฏ สังขรัตน์ 
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย)

    อารภัฏ สังขรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) มองว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังทำให้บทบาทของผู้ให้บริการด้านการลงทุนต้องขยับตามไปด้วย จากเดิมที่เน้นการเปิดทางให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์และโอกาสการลงทุน ไปสู่การเป็นผู้ให้คำปรึกษาที่สามารถมองความมั่งคั่งของลูกค้าในภาพรวม และช่วยวางแนวทางการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว

    “วันนี้สิ่งที่ลูกค้าต้องการไม่ใช่แค่ Product ที่มากขึ้น แต่คือคำแนะนำว่าเงินของเขาควรถูกบริหารอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ สำหรับเรา Wealth Management ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเข้าถึงการลงทุน แต่คือการเข้าใจ Outcome ที่ลูกค้าต้องการ แล้วจึงย้อนกลับมาว่า Portfolio ควรถูกสร้างและบริหารอย่างไร”

    แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก Transaction-led การแนะนำการลงทุนเป็นรายผลิตภัณฑ์ ไปสู่ Investment-led โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในฐานะพาร์ตเนอร์ที่ช่วยดูแลความมั่งคั่งในระยะยาว และเมื่อการบริหาร Wealth ต้องมองทั้งผลตอบแทน ความเสี่ยง และเป้าหมายระยะยาวไปพร้อมกัน ความยืดหยุ่นในการบริหาร Portfolio จึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญ และเป็นเหตุผลที่ Private Fund เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

​Private Fund เครื่องมือของการบริหารความมั่งคั่งระยะยาว

    สำหรับ Private Fund ของเมย์แบงก์ คือกองทุนส่วนบุคคลภายใต้ Investment Mandate ที่กำหนดไว้ ลูกค้าที่เลือกกลยุทธ์เดียวกัน จะได้รับการบริหารภายใต้แนวทางเดียวกัน ความแตกต่างสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ความ “เฉพาะบุคคล” แต่อยู่ที่ “ความยืดหยุ่น” ที่ Fund Manager สามารถใช้ในการบริหาร Portfolio

    ขณะที่กองทุนรวม (Mutual Fund) ผู้จัดการกองทุนต้องบริหารภายใต้ข้อกำหนดด้านสัดส่วนการลงทุนของกองทุน แต่โครงสร้าง Private Fund เปิดพื้นที่ให้สามารถปรับ Portfolio ได้คล่องตัวกว่า ทั้งในด้านน้ำหนักการลงทุนและสัดส่วนเงินสด แต่ความยืดหยุ่นที่มากขึ้น ไม่ได้หมายความว่า Private Fund จะสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าโดยอัตโนมัติ เพราะในท้ายที่สุด โครงสร้างเป็นเพียงเครื่องมือ สิ่งที่กำหนดคุณภาพของการลงทุนคือ กระบวนการลงทุน การบริหารจัดการความเสี่ยง และความสามารถของทีมบริหารพอร์ตที่นำความยืดหยุ่นนั้นมาใช้  เมย์แบงก์จึงพัฒนา Private Fund ที่ไม่ได้เริ่มจากเพียงแค่สร้างผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น แต่เริ่มจากการสร้างกระบวนการลงทุนที่สามารถทำซ้ำได้อย่างมีวินัย ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่ชัดเจน

สิ่งที่สร้างความแตกต่างให้ Private Fund คือ Investment Process

​

​กันชนะพล วัน คอมเพอร์นอล์เลอ 
กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกองทุนส่วนบุคคล บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย)

    กันชนะพล วัน คอมเพอร์นอล์เลอ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกองทุนส่วนบุคคล บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) อธิบายว่า แนวคิดการลงทุนของเมย์แบงก์ตั้งอยู่บน 3 หลักสำคัญคือ บริหารการลงทุนเชิงรุก คัดสรรบริษัทที่เชื่อมั่นสูง และปรับตัวตามสภาวะตลาด (Active Management, High Conviction, Flexibility) แต่ละกลยุทธ์จะคัดเลือกหลักทรัพย์ประมาณ 15–30 ตัว สามารถปรับน้ำหนักการลงทุน เพิ่มหรือลดเงินสดในพอร์ตได้ตามระดับความเสี่ยงและโอกาสในแต่ละช่วงเวลา

    “ทุกคนชอบพูดถึงผลตอบแทน เพราะเป็นสิ่งที่เห็นได้ง่าย แต่สิ่งที่เรามองว่าสำคัญกว่าคือกระบวนการในการลงทุนและการบริหารความเสี่ยง หากต้องการสร้างผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว เราไม่สามารถพึ่งเพียงการลงทุนที่ดีในบางช่วงได้ สิ่งที่ต้องมีคือวินัยในการลงทุน ตั้งแต่กระบวนการวิเคราะห์ การกำหนด Position Sizing การคำนวณ Risk-Reward Ratio ไปจนถึงวิธีการจัดการพอร์ตเมื่อสิ่งที่เราคาดไว้ไม่เกิดขึ้น”

    ความยืดหยุ่นของ Private Fund จึงทำงานควบคู่กับกรอบควบคุมความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านน้ำหนักการลงทุนในหุ้นรายตัว การกระจายความเสี่ยงระหว่างประเทศและ Sector รวมถึงกลไก Soft Limit และ Hard Limit ซึ่งทั้งหมดถูกออกแบบเพื่อป้องกันไม่ให้ความเชื่อมั่นในการลงทุนแบบใดแบบหนึ่งกลายเป็นความเสี่ยงที่มากเกินไป

    อีกหนึ่งหลักการสำคัญของเมย์แบงก์คือ One Dedicated Team, One Dedicated Strategy โดยแต่ละกลยุทธ์จะมีทีมเฉพาะที่รับผิดชอบโดยตรง แทนการให้ทีมเดียวดูแลหลายกลยุทธ์พร้อมกัน เพื่อทำให้ทีมสามารถทุ่มเทกับการศึกษากลุ่มหลักทรัพย์ได้อย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การวิเคราะห์ธุรกิจ การพบผู้บริหาร ไปจนถึงการตรวจสอบสมมติฐานก่อนตัดสินใจลงทุน โครงสร้างเช่นนี้ช่วยให้กระบวนการลงทุนไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้จัดการกองทุนเพียงคนเดียว แต่มีกระบวนการลงทุนและการทำงานเป็นทีมที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการลงทุนระยะยาว และช่วยให้ทีมสามารถบริหารพอร์ตได้อย่างมีวินัยทั้งในช่วงตลาดขาขึ้นและขาลง

ASEAN Edge จาก Network สู่ Investment Insights

    จุดแข็งสำคัญของเมย์แบงก์คือเครือข่ายในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใกล้ตัวที่นักลงทุนจำนวนไม่น้อยมองข้าม ทั้งที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน ซึ่งใหญ่กว่าทั้งสหภาพยุโรปและทวีปอเมริกาเหนือ และเมื่อรวมขนาดเศรษฐกิจของทั้ง 10 ประเทศ จะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าประเทศญี่ปุ่น ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก และยังมีบริษัทจดทะเบียนกว่า 5,281 บริษัท

    ความได้เปรียบจากฐานธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนช่วยให้ทีมลงทุนเข้าถึง Local Insights และเข้าใจตลาดในแต่ละประเทศได้อย่างลึกซึ้ง เพื่อเปรียบเทียบบริษัทและเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อหาโอกาสการลงทุนที่ดีที่สุดจากทั่วภูมิภาค

    กันชนะพล เล่าว่า “ข้อได้เปรียบของการมีเครือข่ายในอาเซียน ไม่ได้อยู่ที่การเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น แต่อยู่ที่ความสามารถในการเชื่อมข้อมูลระหว่างตลาด เมื่อเราเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในประเทศหนึ่ง เราสามารถตรวจสอบต่อได้ว่าใครในอีกประเทศหรือใน Supply Chain จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ทำให้เราเห็น Investment Opportunity ก่อนที่ทั้งตลาดจะมองเห็น”

​


​    จากความได้เปรียบดังกล่าว เมย์แบงก์จึงพัฒนา Private Fund ภายใต้ 3 กรอบการลงทุนหลัก ได้แก่ Thai Equity, ASEAN Equity และ Global Equity โดยแต่ละกองทุนมีบทบาทและจุดเด่นแตกต่างกัน ตั้งแต่การใช้ความเข้าใจเชิงลึก เพื่อค้นหาโอกาสการลงทุนในตลาดไทย การมองหาบริษัทผู้นำในระดับภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง  ผ่านการลงทุนในตลาดอาเซียน ไปจนถึงการคว้าโอกาสในการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจโลก ผ่านเครือข่ายพันธมิตรชั้นนำทั่วโลก นอกจากนี้ เมย์แบงก์ยังเป็นสถาบันการเงินแห่งแรกในประเทศไทยที่นำเสนอกองทุนส่วนบุคคลนโยบายหุ้นอาเซียนโดยเฉพาะ

​ไม่จำเป็นต้องใหญ่ที่สุด เป้าหมายคือบริหารได้ดีที่สุด

    เมย์แบงก์ไม่ได้มองขนาด AUM เป็นเป้าหมายสูงสุด เพราะสำหรับ Active Portfolio ขนาดของกองทุนที่ใหญ่ขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะบริหารได้ง่ายขึ้นเสมอไป โดยเฉพาะในตลาดที่ Liquidity มีข้อจำกัด เพราะเมื่อเงินใน Portfolio เพิ่มขึ้น ความสามารถในการเข้าลงทุนในหุ้นบางตัวหรือปรับ Position ได้อย่างคล่องตัวอาจลดลงตาม

​


​    เมย์แบงก์จึงมีแนวคิดกำหนด Capacity ของแต่ละกองทุนเพื่อรักษาความสามารถในการบริหารพอร์ต แม้ในเชิงธุรกิจจะหมายถึงการจำกัดการรับเงินเมื่อกองทุนนั้นๆเติบโตถึงระดับหนึ่งก็ตาม หลักคิดดังกล่าวสะท้อนว่าเมย์แบงก์ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ลูกค้าจะได้รับจากการลงทุนเป็นอันดับแรก มากกว่าการมุ่งเพิ่มขนาดสินทรัพย์ภายใต้การบริหารเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน โครงสร้างค่าธรรมเนียมยังถูกออกแบบให้ผลประโยชน์ของผู้จัดการกองทุนและลูกค้าไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่เหมาะสมให้กับลูกค้าในระยะยาว

    เมย์แบงก์กำหนดเงินลงทุนเริ่มต้นของ Private Fund ไว้ที่ 5 ล้านบาท เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถจัดสรรเงินในหลายกองทุนได้มากขึ้น

    อารภัฏ กล่าวทิ้งท้ายว่า “สำหรับเรา เป้าหมายของ Wealth Management คือการช่วยให้ลูกค้าบริหารความมั่งคั่งได้อย่างมีทิศทางและสอดคล้องกับเป้าหมายของตัวเองในระยะยาว โดยมี Private Fund เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้เราทำหน้าที่นั้นได้ดีขึ้น”