พลิกกลยุทธ์คัดสินทรัพย์ เขย่าพอร์ตฝ่ามรสุมครึ่งปีหลัง

พลิกกลยุทธ์คัดสินทรัพย์ เขย่าพอร์ตฝ่ามรสุมครึ่งปีหลัง

ในช่วงครึ่งปีแรกที่ราคาหุ้นทั่วโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นส่งผลให้การลงทุนครึ่งปีหลังมีความท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะแรงกดดันเงินเฟ้อ ที่เร่งตัวจากแนวโน้มการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน เนื่องจากสต็อกน้ำมันที่ลดลงและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องจากนโยบายการเงินที่ยังตึงตัวของหลายประเทศ และอาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มในปีนี้


    “ความเสี่ยงของตลาดครึ่งปีหลังยังไม่หมด ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อที่หลายประเทศเริ่มเร่งตัวกลับขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ประเทศไทย โดยยังมีประเด็นเรื่องราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้การลงทุนครึ่งปีหลังเราอาจจะต้องเริ่มเปลี่ยนโฟกัสและปรับพอร์ตกระจายความเสี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อ"

    "และธีมธุรกิจที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจและสามารถเติบโตระยะยาว รวมถึงธีมการป้องกันความผันผวนของพอร์ตและสร้างกระแสเงินสดได้ดี”

    ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงภาพรวมการลงทุนช่วงครึ่งปีหลังที่ยังต้องจับตาสัญญาณความเสี่ยงหากแรงกดดันเงินเฟ้อยืดเยื้ออาจส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกคงดอกเบี้ยระดับสูงนานกว่าการคาดการณ์ และบอนด์ยีลด์ทรงตัวสูง 

    ซึ่งจำกัดโอกาสในการปรับขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงความเสี่ยงเงินเฟ้อจากพลังงานที่ไม่ได้กระทบเพียงต้นทุนน้ำมัน แต่ยังส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจ

    ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนควรปรับโฟกัสจากผลตอบแทนเป็นการคัดเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสม พร้อมสร้างสมดุลพอร์ตการลงทุนด้านผลตอบแทนและความเสี่ยง ประกอบด้วยสินทรัพย์ช่วยรับมือเงินเฟ้อจากพลังงาน ได้แก่ น้ำมันและทองคำ หลักทรัพย์ธีมเมกะเทรนด์ที่สามารถเติบโตในระยะยาว เช่น หุ้นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI (AI infrastructure) และหุ้นเฮลธ์แคร์ รวมถึงสินทรัพย์สร้างกระแสเงินสดและต้านทานความผันผวนของตลาดได้

    “เรามองว่าสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับราคาพลังงานและทองคำน่าจะยังเป็นพระเอกช่วงครึ่งปีหลัง เพราะช่วงสงครามแต่ละประเทศนำน้ำมันสำรองมาใช้และยังเติมกลับไปไม่ทัน ทำให้สต็อกลดลงเรื่อยๆ ขณะที่ดีมานด์การใช้น้ำมันตั้งแต่เกิดสงครามแทบไม่ลดลง"

    "ซึ่งถ้าการขนส่งน้ำมันยังไม่กลับเป็นปกติก็อาจทำให้ราคาน้ำมันดีดกลับขึ้นมา และช่วยสร้างผลตอบแทนครึ่งปีหลัง รวมถึงป้องกันเงินเฟ้อที่อาจจะพุ่งแรงด้วย เช่นเดียวกับทองคำที่เรามองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะช่วงที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง”

    สำหรับน้ำมันถือเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยรับมือกับแรงกดดันจากราคาพลังงาน ส่วนทองคำช่วยรับมือกับความไม่แน่นอนที่ตามจากเงินเฟ้อและความเสี่ยงในตลาดการเงิน โดยศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้หรือ TISCO ESU ประเมินราคาน้ำมันช่วงที่เหลือของปีมีโอกาสทะลุ 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลอีกครั้ง 

    เพราะความเสี่ยงด้านอุปทานยังไม่หายไป ทั้งความยืดเยื้อของสงคราม และความต้องการนำเข้าน้ำมันดิบในระดับสูงเพื่อชดเชยคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve)

​

ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์


    ขณะที่ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงช่วงที่ตลาดกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย สงคราม และเสถียรภาพทางการคลังของประเทศใหญ่ๆ ซึ่งข้อมูลจาก World Gold Council ระบุถึงผลตอบแทนทองคำในอดีตที่มักสูงขึ้นตามเงินเฟ้อ (CPI) สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในช่วงที่เงินเฟ้อเกิน 5% ปีต่อปี (YoY) ทองคำมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยแบบ real return ประมาณ 14% ต่อปี

    “ธีมถัดมาเป็นธุรกิจที่แทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจหรือการปรับตัวของราคาสินค้า เพราะมีความต้องการใช้งานทั่วโลก เช่น ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่าง Data Center ซึ่งใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น และเป็นเทรนด์ที่เชื่อว่าสามารถเติบโตในระยะยาว"

    "โดยกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ยังมีรายได้จากการขายไฟ การลงทุนขยายตัว และเงินปันผลสม่ำเสมอ ส่วนกลุ่มเฮลธ์แคร์เป็นกลุ่มที่เราเห็นเทรนด์ ทั้งสังคมผู้สูงอายุยังดำเนินต่อเนื่อง ตัวเลขค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพที่ไม่เคยลดลง และยารุ่นใหม่ๆ ยังได้ประโยชน์จาก AI เข้ามาวิจัยหรือคิดค้นยาใหม่มากขึ้น”

    ณัฐกฤติกล่าวถึงทางเลือกอื่นๆ เช่น การลงทุนหลักทรัพย์ในธุรกิจที่สามารถเติบโตจากความต้องการสินค้าและบริการตามเมกะเทรนด์ระยะยาว ได้แก่ หุ้นธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะหุ้นซอฟต์แวร์หรือเซมิคอนดักเตอร์เท่านั้น เพราะการใช้ AI ยังต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก 

    ไม่ว่าจะเป็น Data Center, คลาวด์, เซมิคอนดักเตอร์, ระบบไฟฟ้า และระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเบื้องหลังการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลก รวมถึงบริษัทกลุ่ม Hyperscalers เช่น AWS, Google, Meta, Microsoft และ Oracle ยังมีแนวโน้มเพิ่มงบลงทุนใน AI อย่างต่อเนื่อง

    ส่วนหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์มีจุดเด่นด้านความต้องการสินค้าและบริการด้านสุขภาพไม่เคยลดลงตามภาวะเศรษฐกิจและโอกาสสร้างรายได้ต่อเนื่อง ด้วยแรงขับเคลื่อนระยะยาวหลายปัจจัย ได้แก่ สังคมสูงวัย ค่าใช้จ่ายสุขภาพที่เพิ่มขึ้น นวัตกรรมยาเฉพาะทาง เทคโนโลยีการแพทย์ การนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัย การรักษา และการบริหารต้นทุนของระบบสุขภาพ

    ขณะเดียวกันยังวิเคราะห์ถึงสินทรัพย์ที่ต้านทานความผันผวนของตลาดและสามารถสร้างกระแสเงินสดระหว่างทาง ได้แก่ หุ้นปันผล โดยลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแรงและนโยบายการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ เช่น ดัชนีหุ้นไทย SET High Dividend ที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลย้อนหลังเฉลี่ย 3 ปี สูงถึงปีละ 5.58% 

    รวมถึงกองทุนผสม เนื่องจากกระจายการลงทุนหลายสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ สินทรัพย์ทางเลือก เงินสด ซึ่งผู้จัดการกองทุนมีความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตตามภาวะตลาด ทำให้นักลงทุนไม่ต้องจับจังหวะตลาดหรือเลือกสินทรัพย์ด้วยตัวเอง โดยมีหลายกองทุนที่กำหนดเป้าหมายการสร้างผลตอบแทนควบคู่กับการควบคุมความผันผวนของพอร์ตในระดับที่เหมาะสม

    “หลังจากการลงทุนเก็บกำไรในตลาดครึ่งปีแรก คำถามต่อมาคือ การลงทุนที่ช่วยลดความผันผวนและลดความเสี่ยงของพอร์ตลงได้ ซึ่งคอนเซ็ปต์แรกเป็นการผสมผสานหลายสินทรัพย์และมีกระแสเงินสดสม่ำเสมออย่างกลุ่มหุ้นปันผล โดยหุ้นไทยถือเป็นหุ้นที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ค่อนข้างสูง"

    "รวมถึงเราต้องการเน้นเรื่องการกระจายความเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลังที่ความผันผวนของตลาดอาจจะเริ่มสูงขึ้น ทำให้การจัดพอร์ตเลือกสินทรัพย์ที่ผสมผสานกันเป็นเรื่องสำคัญ เช่น จากเดิมเน้นการลงทุนเฉพาะตลาดหุ้นและตราสารหนี้ เราสามารถผสมหุ้น ตราสารหนี้และ commodity ช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้น”




​​​​​​​​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : เปิดแผนพลิกประเทศสู่รายได้สูงปี 80 รัฐ-เอกชนผนึกกำลังรื้อโครงสร้างทุน 24 เดือนชี้ชะตาดันจีดีพีโต 5.4% ชูบิ๊กคอร์ปอุ้ม SME ฝ่าวิกฤตโลก

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกันยายน 2569 ในรูปแบบ e-magazine

Forbes Thailand September 2026