กสิกรไทยเดินหน้าต่อยอดธุรกิจหลักผ่านยุทธศาสตร์ 3+1 & P มุ่งรักษาความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลแบงก์กิ้ง ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง และบริการชำระเงิน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่เริ่มฟื้นตัว แต่ยังเป็นการเติบโตแบบ K-shaped โดยมีบางอุตสาหกรรมได้รับประโยชน์จากการลงทุนรอบใหม่ ขณะที่บางธุรกิจยังเผชิญแรงกดดัน พร้อมชี้โอกาสจากเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานสะอาด เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป
ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตและความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแต่ละครั้งมีรูปแบบแตกต่างกัน ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวและคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้า โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว แต่ยังเป็นการฟื้นตัวแบบ K-shaped ที่มีทั้งอุตสาหกรรมได้รับประโยชน์และธุรกิจที่ยังเผชิญแรงกดดัน
ปัจจัยบวกสำคัญมาจากการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) รวมถึงการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (data center) และกระแส green transition ที่เปิดโอกาสให้ประเทศไทย โดยเฉพาะพลังงานสะอาดซึ่งมีแนวโน้มเติบโตตามทิศทางของโลก อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญคือการต่อยอดโอกาสเหล่านี้ให้กลายเป็นขีดความสามารถใหม่ในการแข่งขันของประเทศ
ทั้งนี้ ทิศทางการพัฒนาประเทศภายใต้แนวคิด “Reigniting Thailand” และ “7 Priority Sectors” ไม่ควรมองเป็นเพียงอุตสาหกรรมรายสาขา แต่เป็นการพัฒนาทั้งซัพพลายเชน ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ไปจนถึง SME เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ไปจนถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งธนาคารมีบทบาทในการจัดสรรเงินทุนและสินเชื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ

ขณะเดียวกัน การเติบโตอย่างยั่งยืนต้องครอบคลุมทั้งธุรกิจขนาดใหญ่และ SME เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้ธุรกิจทุกขนาดเติบโตไปด้วยกัน ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมผ่าน green finance และการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
สำหรับทิศทางธนาคารกสิกรไทยในช่วงที่ผ่านมา ขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ 3+1 & P ประกอบด้วย การยกระดับคุณภาพสินเชื่อ, การขยายรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจ, wealth management และ payment การเสริมความแข็งแกร่งของช่องทางให้บริการ การสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในระยะกลางและระยะยาว รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (productivity)
ในด้านสินเชื่อ ธนาคารยังคงเน้นการบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง โดย 99% ของสินเชื่อใหม่ที่ได้รับอนุมัติเป็นลูกค้าปัจจุบันของธนาคาร ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความสัมพันธ์กับธนาคารและมีข้อมูลในการประเมินความเสี่ยง ขณะที่การขยายสินเชื่อไปยังกลุ่มธุรกิจใหม่ยังใช้วิธีทดลองปล่อยสินเชื่อในวงจำกัด เพื่อเรียนรู้และประเมินความเสี่ยงเป็นรายช่วงเวลา
ส่วนการเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียม ธนาคารมุ่งขยายธุรกิจ wealth Management และ payment โดยธุรกิจบริหารความมั่งคั่งยังมีโอกาสเติบโตจากความสนใจด้านการลงทุนของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น พร้อมพัฒนาบทบาทจากผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ไปสู่การเป็น trusted advisor ที่ให้คำแนะนำสอดคล้องกับเป้าหมายและจังหวะการลงทุนของลูกค้าแต่ละราย
ด้านช่องทางบริการ ธนาคารใช้แนวทาง omnichannel ผสานช่องทางดิจิทัลกับการให้บริการโดยพนักงาน โดยธุรกรรมทั่วไปจะผลักดันให้ลูกค้าใช้ช่องทางดิจิทัลมากขึ้น ส่วนธุรกรรมที่ซับซ้อนหรือต้องการคำแนะนำ โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงจากมิจฉาชีพ ยังมีพนักงานคอยให้ความช่วยเหลือ
ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การแข่งขันในธุรกิจบริหารความมั่งคั่งปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ แต่ครอบคลุมถึงความเข้าใจลูกค้า คุณภาพของคำแนะนำ และการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว ตั้งแต่การสะสมความมั่งคั่ง การส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไป ไปจนถึงการดูแลสินทรัพย์ในระยะยาว
ธนาคารจึงมุ่งพัฒนาการเป็น trusted advisor ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรและการยกระดับช่องทางดิจิทัล เพื่อให้ลูกค้าสามารถติดตามพอร์ตการลงทุนและรับคำแนะนำได้สะดวกขึ้น โดยธุรกิจ wealth management มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 20-22% และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

ขณะที่ธุรกิจ payment ยังเผชิญแรงกดดันจากการปรับลดค่าธรรมเนียม แต่ธนาคารจะเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าและผู้ประกอบการ ทั้ง SME และธุรกิจขนาดใหญ่ ผ่านการพัฒนาระบบชำระเงินในประเทศและข้ามประเทศ โดยปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดดิจิทัลเพย์เมนต์ประมาณ 30%
สำหรับ K PLUS มีผู้ใช้งานกว่า 24 ล้านราย ธนาคารยังเดินหน้าพัฒนาประสบการณ์การใช้งานให้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะการปรับรูปแบบแอปพลิเคชันใหม่ให้จัดหมวดหมู่ฟีเจอร์ชัดเจนและค้นหาบริการได้ง่ายขึ้น หลังได้รับเสียงสะท้อนจากลูกค้าว่าฟีเจอร์ที่มีจำนวนมากทำให้การใช้งานบางส่วนซับซ้อน
ด้านสินเชื่อธุรกิจ จงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า สินเชื่อธุรกิจลูกค้าบรรษัทเติบโตประมาณ 7% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการรายใหญ่ ทั้งการขยายตลาดต่างประเทศและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด
นอกจากนี้ ธุรกิจรายใหญ่ยังมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการเติบโตไปยัง SME และธุรกิจค้าปลีก ผ่านซัพพลายเชน หากธุรกิจขนาดใหญ่สามารถขยายตัวได้ดี ก็จะส่งผลต่อรายได้และโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการรายย่อยที่เกี่ยวข้องด้วย
ธนาคารจึงมุ่งสนับสนุนสินเชื่อและโซลูชันทางการเงินให้กับธุรกิจที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน และธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการลงทุนรอบใหม่ ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณการเติบโตที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ การลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในธุรกิจดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานสะอาด จะเป็นโอกาสสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยดาต้าเซ็นเตอร์ยังสร้างโอกาสต่อเนื่องไปยังธุรกิจใน ecosystem ทั้งนิคมอุตสาหกรรม ก่อสร้าง อุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และ network connectivity
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและคุณภาพสินทรัพย์ ควบคู่กับการคัดเลือกสินเชื่อที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงและผลตอบแทน เพื่อให้การเติบโตของพอร์ตสินเชื่อมีคุณภาพในระยะยาว
ด้านการดำเนินธุรกิจ ธนาคารยังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่ม productivity ทั้งการประยุกต์ใช้ AI และ generative AI รวมถึงการพัฒนาบริการดิจิทัลและ digital asset ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่คาดว่าจะเห็นผลในระยะกลางถึงระยะยาว
ขณะที่การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญของยุทธศาสตร์ โดยธนาคารมุ่งใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดขั้นตอนการทำงานและเพิ่มผลิตภาพของบุคลากร เพื่อให้สามารถส่งมอบบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยยังมุ่งรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจหลัก โดยมีส่วนแบ่งตลาดการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัลประมาณ 30% มีลูกค้า wealth เพิ่มขึ้น 16% และมีส่วนแบ่งตลาดสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการกองทุนรวม (Mutual Fund AUM) อยู่ที่ 22.6% รวมถึงครองอันดับ 1 ด้านยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ด้วยส่วนแบ่งตลาด 19% พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการเติบโตของลูกค้าทุกกลุ่ม เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว
รุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ท่ามกลางการแข่งขันในภาคการเงินที่เข้มข้นต่อเนื่อง และการเกิดขึ้นของ virtual bank ซึ่งเพิ่มทางเลือกและยกระดับประสบการณ์ทางการเงินให้แก่ลูกค้า ธนาคารกสิกรไทยมุ่งสร้างความแตกต่างด้วยความเข้าใจความต้องการของกลุ่มลูกค้าบุคคลอย่างลึกซึ้ง และการนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ทุกช่วงชีวิตอย่างเหมาะสม พร้อมยกระดับการดูแลลูกค้าผ่านบริการที่เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ ผสานความแข็งแกร่งด้านดิจิทัลเข้ากับประสบการณ์การให้บริการที่ราบรื่นและตรงใจ
ธนาคารมุ่งเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของลูกค้า พร้อมกับการตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินของลูกค้าในระยะยาว สนับสนุนลูกค้าในช่วงสำคัญของชีวิตด้วยโซลูชันทางการเงินที่รองรับทุกช่วงวัย ด้วยบริการที่ช่วยให้การทำธุรกรรมและการใช้จ่ายเป็นเรื่องง่าย พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่สอดคล้องไลฟ์สไตล์และความต้องการเฉพาะบุคคล
ตลอดจนการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและมีคุณภาพ รักษาและต่อยอดความสัมพันธ์กับลูกค้าปัจจุบันที่มีศักยภาพ และปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ อาทิ การพัฒนาบัตรเครดิตให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายตรงจุดยิ่งขึ้น คัดสรรสิทธิประโยชน์และวางแผนการตลาดให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม เน้นการใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน

โดยสามารถรักษาความเป็นผู้นำในตลาดบัตรเดรดิตอันดับ 1 ด้านยอดใช้จ่ายผ่านบัตร ด้วยส่วนแบ่งตลาด 19% การเติบโตสินเชื่อบ้านในกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการขายและบริการ รวมถึงสามารถแจ้งความประสงค์ขอสินเชื่อบ้านผ่านช่องทาง K PLUS ที่สะดวกและรวดเร็ว และหากมีบัญชีเงินเดือนกับธนาคารจะสามารถทราบผลสินเชื่อบ้านเบื้องต้นภายใน 15 นาที
การขยายโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อผ่าน LINE BK เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินสามารถเข้าถึงสินเชื่อที่เหมาะสมกับความต้องการและความสามารถในการชำระหนี้ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างตรงจุดตามแนวทางมาตรการภาครัฐและธนาคาร โดยคำนึงถึงประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ
ภาพ: ธนาคารกสิกรไทย
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Amity ปิดดีลทุนใหม่จากกรุงศรี ต่อยอดระดมทุน Series D มูลค่ารวมกว่า 100 ล้านเหรียญ เดินหน้าสู่แผน IPO ในอนาคต
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


