ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและตลาดทุนที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากสงครามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้นักลงทุนจำเป็นต้องปรับพอร์ตถือเงินสด และเลือกลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งในระยะยาวการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตตามเทรนด์อนาคตยังคงมีความน่าสนใจและใช้เป็นจังหวะการลงทุนคว้าโอกาสตามกระแสความเปลี่ยนแปลงโลก
“ปีนี้โลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุเต็มรูปแบบ ทำให้กลุ่มการแพทย์และสุขภาพ หรือ healthcare ไม่ได้เป็นแค่ sector หลบพายุ แต่เป็น defensive growth ที่ทนต่อภาวะเศรษฐกิจ และยังเติบโตได้แรงในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่ม biotech ที่เป็น sub sector กลุ่ม healthcare ซึ่งวงการลงทุนมองกลุ่ม healthcare เป็น defensive รายได้มั่นคง ไม่แปรผันตามวงจรเศรษฐกิจ
“แต่เนื่องจาก healthcare มีหลาย sub sector เช่น pharmaceuticals ผลิตยา healthcare services พวกกลุ่มโรงพยาบาลอย่างตลาดหุ้นไทยส่วนใหญ่เป็น healthcare services แต่กลุ่ม biotechnology ด้วยคาแร็กเตอร์การรับรู้รายได้เกิดจากความสำเร็จของการวิจัยและทดลองยาจึงอยู่ในกลุ่ม growth รวมถึงการได้รับการอนุมัติจาก FDA หรือการ takeover ทำให้รายได้มีการเติบโตสูงมาก” ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของผู้สูงวัยทั่วโลก ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างอุปสงค์ด้านสุขภาพอย่างถาวร
ด้วยตัวเลขจากองค์กรอนามัยโลก (WHO) ที่คาดการณ์จำนวนประชากรโลกอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนถึง 1 ใน 6 หรือเพิ่มขึ้นเป็น 1.4 พันล้านคนในปี 2573 และแนวโน้มเพิ่มขึ้น 2 เท่าเป็น 2.1 พันล้านคนในปี 2593 ส่วนกลุ่มประชากรอายุ 80 ปีขึ้นไปคาดการณ์เพิ่มขึ้น 3 เท่าจากปี 2563 สู่ระดับ 426 ล้านคนในปี 2593
ขณะที่สถาบัน Willis Towers Watson (WTW) คาดการณ์การเติบโตของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพรวมทั่วโลกเพิ่มขึ้น 10% ในปีนี้ ทำให้หุ้นกลุ่ม healthcare มีความน่าสนใจมากกว่าหุ้นปลอดภัย (defensive) สำหรับหลบความผันผวนในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ยังมีศักยภาพการเติบโตระยะยาวจากนวัตกรรมทางการแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ และรูปแบบการดูแลสุขภาพยุคใหม่ที่มี AI เข้ามาช่วยให้กระบวนการค้นคว้ายาใหม่ๆ ซึ่งมีอัตราความสำเร็จสูงกว่าวิธีดั้งเดิม
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม healthcare สามารถแบ่งเป็น 4 กลุ่มย่อย ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตยาขนาดใหญ่ (pharmaceuticals) ซึ่งเน้นการวิจัยพัฒนา ผลิตและจัดจำหน่ายยา โดยรายได้หลักมาจากการขายยาผ่านโรงพยาบาล ร้านขายยา และระบบประกันของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ ดังนั้น บริษัทในกลุ่มนี้มักมีรายได้ที่มั่นคง กระแสเงินสดสูง และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ รวมถึงสามารถต้านทานต่อสภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้สูง เช่น บริษัท Pfizer, Merck, Johnson & Johnson, AstraZeneca
ส่วนกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology) เป็นธุรกิจที่เน้นการวิจัยนวัตกรรมผ่านการนำกระบวนการทางชีวภาพหรือชีวโมเลกุลของสิ่งมีชีวิตประยุกต์ใช้สร้างผลิตภัณฑ์ ยารักษาโรค วัคซีน และอื่นๆ โดยหัวใจของธุรกิจอยู่ที่การวิจัยและทดลองทางคลินิก (clinical trials) และการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับ ซึ่งรายได้และราคาหุ้นสามารถปลดล็อกได้เพียงชั่วข้ามคืน เช่น BridgeBio Pharma หลังได้รับการอนุมัติยารักษาโรคหัวใจชนิดหายาก (ATTR-CM) จาก FDA ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 178%
นอกจากนั้น การทำดีล M&A ยังเป็นปัจจัยหนุนสำคัญให้ราคาหุ้นทะยานขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เช่น การซื้อกิจการบริษัท Revolution Medicines จากผลการทดลองยารักษามะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจายที่ดื้อยา โดยใช้วิธีการรักษาแบบเจาะจงเป้าหมาย (targeted therapy) ทำให้ราคาหุ้นดีดตัวกว่า 120% ตั้งแต่ปี 2568 ถึงมกราคม ปี 2569 ซึ่งบริษัทที่โดดเด่นในกลุ่มไบโอเทคโนโลยี ได้แก่ Regeneron Pharmaceuticals, Argenx
“ความน่าสนใจของ biotech อย่างแรกในระยะยาวเป็นเมกะเทรนด์เรื่อง aging society ผู้สูงอายุต้องการบริการ healthcare ยา และกลุ่ม biotech ได้รับการสนับสนุนการเติบโตด้วย โดยยังมีเทคโนโลยีเป็นอีกเมกะเทรนด์ที่บรรจบกับ healthcare ช่วยให้การทดลองยาเร็วขึ้นและประสบความสำเร็จ สร้างรายได้กลับมาเร็ว
“รวมถึงเรื่อง patent cliff สิทธิบัตรยาต่างๆ ที่กำลังจะหมดอายุ 4-5 ปีข้างหน้า ซึ่งประเมินมูลค่าประมาณ 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้บริษัทยาอื่นสามารถผลิตยาตัวเดียวกันในราคาที่ถูกลงได้ ส่งผลให้บริษัทยายักษ์ใหญ่เจ้าของสิทธิบัตรเดิมต้องพยายามสรรหายาที่จะเป็น blockbuster ใหม่ และกระตุ้นให้เกิดการ takeover หรือ M&A บริษัทที่ทดลองยาสำเร็จ โดยยังมีปัจจัยเรื่องเทรนด์ดอกเบี้ยที่ลดลงช่วยให้บริษัทสามารถวิจัยและทดลองยาได้ด้วยต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลง”

ขณะเดียวกันยังแนะนำหุ้นในกลุ่มเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ (medical devices & equipment หรือ MedTech) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ออกแบบ ผลิต และจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้ในการวินิจฉัย รักษา เฝ้าติดตาม และช่วยฟื้นฟูผู้ป่วย เช่น เครื่องตรวจเลือด, เครื่องวิเคราะห์แล็บ, เอ็กซเรย์, CT scan, MRI, อัลตราซาวด์, หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด, ข้อเข่า สะโพกเทียม รวมถึงวัสดุสิ้นเปลือง เช่น ชุดตรวจ เข็ม สายสวน ชุดผ่าตัด และน้ำยาต่างๆ
สำหรับบริษัทที่โดดเด่น ได้แก่ บริษัท Abbott Laboratories ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเครื่องมือแพทย์ และ Intuitive Surgical ผู้ผลิตและพัฒนาหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบ da Vinci โดยมุ่งเน้นการผ่าตัดแผลเล็กที่แม่นยำ ซึ่งกลุ่มธุรกิจดังกล่าวมีแนวโน้มเติบโตพร้อมกับสังคมผู้สูงอายุและสร้างรายได้ที่มั่นคงสม่ำเสมอ ทำให้เหมาะกับนักลงทุนที่สนใจหุ้นเติบโตยั่งยืนหรือ quality growth
สุดท้ายกลุ่มธุรกิจผู้ให้บริการรักษาพยาบาลและประกันสุขภาพ (healthcare services & providers) เช่น โรงพยาบาล ศูนย์ผ่าตัดเฉพาะทาง ศูนย์วินิจฉัย ห้องแล็บ รังสีวินิจฉัย บริการฉุกเฉินรถพยาบาล ผู้ให้บริการด้านทันตกรรม สายตา กายภาพบำบัด โดยรายได้หลักมาจากค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าหัตถการ และค่าดูแลต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่จะผูกพันกับนโยบายรัฐบาลและโครงสร้างประชากร ทำให้สามารถใช้เป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพเศรษฐกิจของประเทศได้ โดยหุ้นในกลุ่มนี้ เช่น UnitedHealth Group ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านสุขภาพทั้งในสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ รวมถึง CVS Health ผู้นำร้านค้าปลีกขายยาที่มีสาขามากที่สุดในสหรัฐอเมริกา
“แนวโน้มการเติบโตแต่ละกลุ่มธุรกิจใน healthcare ปีนี้พบว่า อัตราการเติบโตกำไรต่อหุ้นของกลุ่ม biotechnology มีความโดดเด่นมาก โดยคาดการณ์การขยายตัวสูงถึง 19.5% และแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง 14% ในปีหน้าสอดคล้องกับลักษณะกลุ่มธุรกิจ biotechnology ที่มีอัตราการเติบโตสูง โดยเฉพาะช่วงปีนี้ที่คาดว่าจะมีการควบรวมและซื้อกิจการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังได้รับแรงสนับสนุนจากประเด็นหน้าผาสิทธิบัตร (patent cliff) และแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง”
ณัฐกฤติปิดท้ายคำแนะนำกลยุทธ์การลงทุนปีนี้เน้นการเพิ่มน้ำหนักกลุ่มไบโอเทคโนโลยีซึ่งมีแนวโน้ม EPS Growth โดดเด่นที่สุดในปี 2569 ประมาณ 19.5% สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจที่เติบโตสูง รองลงมาเป็นกลุ่มเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่คาดการณ์ EPS เติบโตราว 6% จากการประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของเครื่องมือและกระบวนการรักษา รวมถึงดอกเบี้ยขาลงช่วยลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ซื้อไม่แพง แต่ซื้อง่าย และบ่อยขึ้น! ธุรกรรมอีคอมเมิร์ซ KTC โต 25% โปรโมชั่น-คอนเทนต์ เร่งสปีดการใช้จ่าย “ดู-เชื่อ-ซื้อ” พฤติกรรมใหม่ผู้บริโภคไทย



