กลุ่มดุสิตธานี เผยตัวเลขไตรมาส 2 ปี 69 มีรายได้รวม 3.63 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 113.8% พลิกผลประกอบการที่เคยขาดทุนกลับมามีกำไรสุทธิ 97 ล้านบาท ชี้ปัจจัยหนุนมาจากธุรกิจหลักอย่างโรงแรม และการรับรู้รายได้จากโครงการห้องชุดสุดหรู "เดอะ เรสซิเดนเซส แอท ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค"
บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เผยผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 2 และงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 โดยในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ บริษัทฯ มีรายได้รวม 3.63 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 113.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิ 97 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 291 ล้านบาทในไตรมาส 2 ของปีก่อน และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) 761 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 550.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ด้านผลประกอบการช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 6.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 347 ล้านบาท เมื่อเทียบกับผลขาดทุนสุทธิ 243 ล้านบาทใน 6 เดือนแรกของปี 2568 และ EBITDA อยู่ที่ 1.62 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 156.1%
ชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี เผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 และช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของธุรกิจ ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเผชิญแรงกดดันจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวในช่วงครึ่งปีแรก แต่กลุ่มดุสิตธานียังสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้จากการบริหารพอร์ตธุรกิจอย่างสมดุล การกระจายฐานลูกค้า และการเติบโตของธุรกิจโรงแรมและธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
"การเติบโตของรายได้ในไตรมาส 2 ของปีนี้ มีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการรับรู้รายได้ของการส่งมอบห้องชุดโครงการที่พักอาศัยระดับอัลตราลักชัวรี่ "เดอะ เรสซิเดนเซส แอท ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค" ควบคู่กับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะโรงแรมที่บริษัทฯ ลงทุนเอง ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) เพิ่มขึ้น 21.5% จากทั้งอัตราการเข้าพักและราคาห้องพักเฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโต"

ทั้งนี้ แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางตั้งแต่ปลายไตรมาสแรกจะส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของโรงแรมในมัลดีฟส์ และโรงแรมภายใต้สัญญารับจ้างบริหารในภูมิภาคตะวันออกกลางทำให้รายได้ในส่วนนี้ปรับตัวลดลง แต่ชนินทธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า "ผลการดำเนินงานของพอร์ตโรงแรมในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงแข็งแกร่งเพียงพอที่จะชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้ในระดับหนึ่ง สะท้อนถึงประสิทธิภาพของการกระจายพอร์ตธุรกิจและความสามารถในการบริหารรายได้ของบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดี ประกอบการกับบริหารต้นทุนคงที่และค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ"
นอกจากนี้ ในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทยังขยายธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรมไปสู่ตลาดใหม่ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้กลุ่มดุสิตธานีมีโรงแรมและวิลล่าภายใต้การบริหารจัดการรวม 290 แห่ง ใน 19 ประเทศ ขณะที่ Bonjour Bakery มีสาขารวม 118 แห่ง หลังเปิดเพิ่มสุทธิ 7 สาขา ด้านโครงการ เดอะ เรสซิเดนเซส แอท ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ซึ่งประกอบด้วยอาคารที่พักอาศัย "ดุสิต เรสซิเดนเซส” และ “ดุสิต พาร์คไซด์" มีความคืบหน้าการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายแล้วประมาณ 97% ของพื้นที่ขาย และทยอยส่งมอบห้องพักอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งบริษัทยังประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2569 มูลค่า 1.5 พันล้านบาท โดยได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อบริษัทและศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยบริษัทนำเงินที่ได้รับไปใช้ในการชำระคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด
อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทฯ ได้ประมาณการอัตราการเติบโตของรายได้รวม (ไม่รวมรายได้จากการส่งมอบ โครงการ เดอะ เรสซิเดนเซส แอท ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค) ไว้ที่ระดับ 5-8% และอัตรา EBITDA ที่ 18-20% ของรายได้รวม โดยยังคงประมาณการรายได้และอัตรา EBITDA ในส่วนของธุรกิจโรงแรม อาหาร และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไว้เท่าเดิม แต่ปรับลดเป้าหมายการเติบโตของรายได้ธุรกิจการศึกษาลงมาอยู่ที่ 5-7% และอัตรา EBITDA อยู่ที่ประมาณ 8-10% จากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น หลังจากภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังขยายตัวในระดับต่ำและความต้องการด้านการศึกษาชะลอตัวลง
ภาพ : กลุ่มดุสิตธานี
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ฮ่องกงชูจุดแข็ง Family Office บริหารสินทรัพย์แบบครบวงจร ดึงดูดครอบครัวมหาเศรษฐีไทยใช้เป็นฐานลงทุน พร้อมส่งต่อ Legacy สู่ทายาท
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


