Recession อาจทำ Bear Market อยู่ต่ออีก 2 ปี - Forbes Thailand

Recession อาจทำ Bear Market อยู่ต่ออีก 2 ปี

FORBES THAILAND / ADMIN
21 Jul 2022 | 12:00 PM
READ 885

นักลงทุนรายใหญ่บางท่านเชื่อว่าขณะนี้เหล่าเทรดเดอร์อาจต้องเผชิญกับ Bear Market อีกสักพักใหญ่ เนื่องด้วยสภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ตลอดช่วงเวลาสามเดือนที่ผ่านมานี้ และความเป็นไปได้ที่จะเกิด Recession

เป็นที่ทราบกันในวงการว่าตลาดคริปโตเคอร์เรนซีมีความผันผวนสูงในด้านราคา ทำให้บรรดาผู้เทรดเหรียญต้องผ่านมรสุมร้อนหนาวมาหลายครั้ง ช่วงขาลงล่าสุดนั้นได้ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ต้นปี 2018 และยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึงสองปีครึ่ง อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจกับ Recession อาจช่วยทำให้มองภาพรวมของ ​"Bear Market" หรือที่เรียกกันว่า "ตลาดหมี" ซึ่งเป็นช่วงขาลงของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

Recession คืออะไร​?

จากบทความของ investing.com "Recession" หรือ "ภาวะเศรษฐกิจถดถอย" โดยหลักแล้ว หมายถึงสภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนในระยะเวลาที่มากกว่าไตรมาสหนึ่งของปีงบประมาณหรืออาจยาวกว่านั้น โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละประเทศ สัญญาณของ Recession อาจปรากฏให้เห็นเมื่อ GDP หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศร่วงลงอย่างต่อเนื่องภายในสองไตรมาสของปีงบประมาณ ปัจจัยที่ทำให้เกิดสถาวะถดถอยทางเศรษฐกิจมีหลายประการด้วยกัน แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นให้เห็นบ่อยๆ คือสภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงที่ทำให้บริการและสินค้าอุปโภคมีราคาแพง ทำให้ผู้คนเลือกที่จะเก็บเงินมากกว่าจับจ่ายใช้สอยในสถานการณ์เงินเฟ้อปัจจุบัน สื่อหลายสำนักอย่างเช่น CNBC หรือ The New York Times ได้ออกมารายงานถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิด Recession ภายในปี 2023

 

Recession กับ ตลาดคริปโตเคอร์เรนซี

เมื่อเกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย  บรรดาเหล่านักลงทุนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล มักใช้โอกาสดังกล่าวในการพยายามคืนทุนจากการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง และในมุมมองของนักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มบุคคลธรรมดา คริปโตเคอร์เรนซีนั้นถือเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่จัดว่ามีความเสี่ยงสูง ทำให้มีโอกาสที่นักลงทุนรายใหญ่จะถอนตัวจากการลงทุนในช่วง Recession การถอนตัวดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้ผู้ลงทุนรายย่อยเทขายเหรียญตาม หรือที่เรียกว่า "Panic Sell" มูลค่าและราคาของเหรียญดิจิทัลต่างๆ ในตลาดจึงลดฮวบลงอย่างมีนัยยะสำคัญ กรณีนี้ จึงจะเห็นได้ว่า คริปโตเคอร์เรนซีย่อมได้รับผลกระทบจาก Recession เหมือนกับตลาดทั่วไปอย่างไม่มีข้อยกเว้น

ในช่วงสองปีข้างหน้าจะเป็นเวลาที่พิสูจน์ความสามารถจริงๆAvichal Garg หุ้นส่วนผู้จัดการของ Electric Capital ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการลงทุนคริปโตที่มีจำนวนสินทรัพย์มากกว่า 1 พันล้านเหรียญ กล่าว  Garg ยังคงยึดมั่นในมุมมองของเขาเกี่ยวกับโอกาสในอุตสาหกรรมคริปโต “ตอนนี้ นักพัฒนาซอฟต์แวร์รายใหม่กำลังทยอยเข้ามา เราเห็นผู้ก่อตั้งที่มีโปรไฟล์สูงปรากฏตัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะพวกกลุ่มผู้บริหาร Web2 จาก Facebook และ Google”  

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้ลงทุนกังวลเป็นพิเศษคือ ปรากฏการณ์ครั้งแรกที่ตลาดคริปโต และ Web3 อยู่ในสภาวะขาลงในขณะที่มีแนวโน้มว่ากำลังจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปีหน้า Garg กล่าว (บิทคอยน์ถูกสร้างขึ้นในต้นปี 2009 ซึ่งเป็นเวลาไม่นานก่อนวิกฤตการณ์ทางการเงินจะสิ้นสุดลง)

ด้านหุ้นส่วนผู้จัดการของ Hack VC ซึ่งเป็นกองทุนร่วมลงทุนคริปโตมีมูลค่าสินทรัพย์ที่ 200 ล้านเหรียญ Alex Pack เห็นด้วยว่าช่วงขาลงจะอยู่ประมาณ 1-2 ปี ตัวเขาได้บอก portfolio companies ของตัวเองว่าให้เตรียมเผื่อเงินไว้เลยในเวลา 2 ปีนี้

นอกเหนือจากความกังวลด้านเศรษฐกิจและการล่มสลายของเหรียญที่มีเสถียรภาพสูงอย่าง TerraUSD เมื่อเร็วๆ นี้แล้ว ได้เกิดความไม่ไว้วางใจต่อแพลตฟอร์มค้าขายสกุลเงินดิจิทัลอย่าง “Celsiusหลังจากที่เพิ่งระงับการถอนเงิน และหลายคนกำลังสงสัยถึงความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท

ให้ตั้งคำถามอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าตลาดจะอยู่ในช่วงขาขึ้น เมื่อไหร่ก็ตามที่แพลตฟอร์มเหล่านี้สัญญาว่าจะคืนดอกเบี้ยให้ในอัตราสูง จงเชื่อไว้ก่อนเลยว่ามันอาจเกินกว่าความเป็นจริง เพราะเบื้องหลังเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่Linda Xie ผู้ก่อตั้งร่วมของกองทุนคริปโต Scalar Capital กล่าว 

แม้ว่าจะมีเหตุหลายประการที่นำมาสู่ความหวาดระแวง แต่ทัศนคติของนักลงทุนคริปโตเหมือนจะดีขึ้นกว่าตอนที่อยู่ในช่วงขาลงครั้งสุดท้ายตั้งแต่ปี 2018 ถึง 2019 Pack เล่าย้อนให้ฟังถึงความกังวลในหมู่นักลงทุน ตอนนั้น หลายคนเชื่อว่าราคาเหรียญดิจิทัลจะไม่ขึ้นอีกแล้ว หลังจากแตะจุดสูงสุดในปี 2017

ทว่า ความกังวลดังกล่าวนั้นได้หมดไป เมื่อราคาบิทคอยน์ดีดขึ้นไปอีก 20,000 เหรียญในเดือนธันวาคมของปี 2020 Pack และ Xie คิดว่าอุตสาหกรรมนี้แข็งแกร่งขึ้นแล้ว เนื่องจากมีปริมาณการใช้งานและผู้ใช้สกุลเงินดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น ดูจากกรณีของ Digital Art NFTs ซึ่งได้ดึงดูดผู้ซื้อจำนวนหลายล้านราย อีกทั้งยังมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องของแอปพลิเคชันแบบ Peer-to-Peer แม้ว่าจะมีบางแอปที่ปิดตัวลงและออกจากวงการไปได้อย่างรวดเร็วมากก็ตาม

 

คำถามคือจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้ราคาดีดกลับขึ้นมา?

นักลงทุนบางท่านให้คำตอบว่าสิ่งสำคัญนั้นอยู่ที่ตลาดหุ้น ซึ่งจำเป็นต้องมีการฟื้นตัวเสียก่อน Joshua Lim กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายอนุพันธ์ของ Genesis ซึ่งเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์คริปโตรายใหญ่ ให้ความเห็นว่า "เราจำเป็นต้องเห็นการปรับตัวของหุ้นก่อนที่เงินทุนจริงจะสามารถไหลกลับคืนสู่บิทคอยน์ได้

ในส่วนของ Tarun Chitra นักลงทุนด้านสินทรัพย์ดิจิทัลและ CEO ของ Gauntlet ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านการสร้างแบบจำลองความเสี่ยงด้านคริปโต ได้ให้ความเห็นที่คล้ายกัน โดยกล่าวว่า สภาวะของตลาดคริปโตจะยังคงมีความเกี่ยวเนื่องกันกับหุ้นเติบโตในเวลา 12 ถึง 18 เดือนข้างหน้านี้

 

แปลและเรียบเรียงโดย สิรินนรี อ๋องสกุล จากบทความ The Crypto Bear Market Could Last Two Years, Top Investors Say เผยแพร่บน Forbes.com

อ่านเพิ่มเติม: ถอดบทเรียน “เหรียญ Luna” สะท้อนพฤติกรรมนักเก็งกำไรไทย


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine