“บ้านปู” เดินหน้าปรับโครงสร้าง ควบรวม “บ้านปู เพาเวอร์” เล็ง NewCo เข้าตลาดหุ้นไตรมาส 3 ปี 2569 พร้อมดัน 4 แกนหลักธุรกิจพลังงาน “เหมืองยุคใหม่-ก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ-ไฟฟ้า-เทคโนโลยีอนาคต” ตั้งเป้า EBITDA โต 1.5 เท่าภายในปี 73
บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) แถลงผลการดำเนินงานปี 2568 และทิศทางการเติบโตปี 2569-2573 ภายใต้แนวคิด “Powering the Intelligence Era” หลังวางแผนเปลี่ยนผ่านธุรกิจพลังงานภายใต้แผน “Energy Symphonics”
โดยมีแผนปรับโครงสร้างโดยควบบริษัทระหว่างบ้านปู กับ “บ้านปู เพาเวอร์” เป็นบริษัทมหาชนจำกัดใหม่ภายใต้ชื่อ “BANPU (NewCo)” และจะนำบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569
สินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บ้านปูได้เข้าสู่ระยะที่ 3 ของแผน ซึ่งเป็นช่วงสร้างมูลค่าและการเติบโตใหม่ โดยตั้งเป้าหมายภายในปี 2573 ให้ EBITDA เติบโตมากกว่า 1.5 เท่า และมากกว่า 50% ของ EBITDA ต้องมาจากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับถ่านหิน
พร้อมทั้งตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 20% ภายในปี 2573 ขณะที่ปี 2569 บริษัทตั้งงบลงทุนรวม 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับ 5 ปีข้างหน้า (2569-2573)
“ในยุคที่ AI และ Data Center กำลังขยายตัวต่อเนื่องและต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้น บ้านปูพร้อมตอบรับโอกาสดังกล่าวด้วยพอร์ตพลังงานที่ครบวงจรและสะอาดยิ่งขึ้น”

สำหรับโครงสร้างธุรกิจใหม่จะประกอบด้วย 4 กลุ่มหลัก เพื่อรองรับการเติบโตและการลงทุนในอนาคต ได้แก่
1. เหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) มุ่งมั่นสร้างคุณค่าจากทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ เน้นเพิ่มประสิทธิภาพในธุรกิจด้วยเทคโนโลยี AI
2. ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐอเมริกา (U.S. Closed-Loop Gas) เติบโตด้วยสูตรสำเร็จ (Winning Formula) ที่ผสานธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCUS) เพื่อส่งมอบพลังงานที่มีคาร์บอนต่ำ
3. ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) เป็นแพลตฟอร์มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรที่ดำเนินธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจาก AI และ Data Center
4. เทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยการเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลและเมกะเทรนด์ใหม่ ๆ ควบคู่กับการนำเสนอโซลูชันพลังงานสำหรับลูกค้ารายย่อย

ด้านผลการดำเนินงานปี 2568 บ้านปูมีรายได้จากการขายรวม 5,278 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 1,191 ล้านเหรียญฯ และมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (ND/E) เฉลี่ย 0.98 เท่า โดยสามารถแบ่งตามธุรกิจได้ดังนี้
1. เหมืองยุคใหม่ บ้านปูได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เหมืองถ่านหินในมองโกเลียอย่างเป็นทางการในปีแรก และรายงานปริมาณการขาย 1.62 ล้านตัน
ส่วนเหมืองในอินโดนีเซียได้จัดตั้ง Transformation Office เพื่อดำเนินโครงการลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้ 75 ล้านเหรียญฯ ขณะที่เหมืองในออสเตรเลียสามารถลดต้นทุนเงินสดได้ 75 ล้านเหรียญออสเตรเลีย
พร้อมทั้งได้เริ่มลงทุนในธุรกิจนิกเกิลในอินโดนีเซีย เพื่อเข้าถึงแหล่งนิกเกิลคุณภาพสูงระดับต้นน้ำ เป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่อุตสาหกรรมแร่แห่งอนาคต
ทั้งนี้ บ้านปูมีรายได้จากธุรกิจถ่านหินอินโดนีเซีย 1,879 ล้านเหรียญฯ, ธุรกิจถ่านหินออสเตรเลีย 712 ล้านเหรียญฯ และธุรกิจถ่านหินมองโกเลีย 179 ล้านเหรียญฯ
สำหรับปี 2569 ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตในออสเตรเลียให้ถึง 8.3 ล้านตัน มองโกเลีย 2.3 ล้านตัน ขณะที่เหมืองในจีนตั้งเป้า 10.5 ล้านตัน ลดลงจากปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 11.1 ล้านตัน
2. ก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ ได้ลงทุนในแหล่ง Bedrock และรับรู้ผลประกอบการหลังทำธุรกรรมสำเร็จในเดือนกันยายน 2568 ทำให้มีปริมาณการขายก๊าซรวม 305 พันล้านลูกบาศก์ฟุต (Bcf) เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับปีก่อน และดำเนินแผนปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจ โดยรวมสินทรัพย์โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ 75% ไว้ภายใต้บริษัทย่อย BKV ทั้งนี้ บ้านปูมีรายได้จากธุรกิจก๊าซรวม 913 ล้านเหรียญฯ
ด้านธุรกิจ CCUS มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (JV) ร่วมกับกองทุน CI Energy Transition Fund I ภายใต้การบริหารของ Copenhagen Infrastructure Partners (CIP) ประเทศเดนมาร์ก เพื่อผลักดันการเติบโตของธุรกิจนี้
สำหรับโครงการ Barnett Zero รายงานปริมาณการกักเก็บคาร์บอนจำนวน 138,280 ตันในปี 2568 และมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการ Cotton Cove ที่มีความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน 32,000 ตันต่อปี ในครึ่งปีแรกของปี 2569
3. ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง บ้านปูมีรายได้จากธุรกิจไฟฟ้ารวม 888 ล้านเหรียญฯ โดยเริ่มพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Jinhu Qianfeng ในจีน ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569
ขณะที่ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการ Iwate Tono ขนาด 58 เมกะวัตต์ชั่วโมง ในญี่ปุ่น
รวมถึงลงทุนและเริ่มพัฒนาโครงการ BESS ทั้งในออสเตรเลีย (โครงการ Wooreen และ Kerang) และสหรัฐฯ (โครงการ Megamouth) ทำให้ในปัจจุบันธุรกิจ BESS มีกำลังการผลิตรวม 2,100 เมกะวัตต์ชั่วโมง
สำหรับธุรกิจการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) ในญี่ปุ่น มียอดจำหน่ายไฟฟ้ารวม 6,593 กิกะวัตต์ชั่วโมง
4. เทคโนโลยีแห่งอนาคต บ้านปูได้พัฒนาโครงการโซลาร์บนหลังคา กำลังการผลิตรวม 227 เมกะวัตต์ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะในประเทศเวียดนาม 2 แห่ง
ขณะที่ธุรกิจแบตเตอรี่มีกำลังการผลิตในปัจจุบันรวม 3.2 กิกะวัตต์ชั่วโมง และธุรกิจยานยานต์ไฟฟ้าบริหารจัดการยานยนต์ไฟฟ้ารวม 876 คัน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังลงทุนผ่านหน่วยงาน Corporate Venture Capital จำนวน 2 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ บ้านปูมีรายได้จากธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน 699 ล้านเหรียญฯ และธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่อยู่ใน 4 ประเภทข้างต้นอีก 8 ล้านเหรียญฯ

สำหรับการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ในส่วนของธุรกิจอื่นๆ เพิ่มขึ้น 34% ธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานเพิ่มขึ้น 100% ธุรกิจไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 14% ธุรกิจก๊าซเพิ่มขึ้น 26% ธุรกิจถ่านหินมองโกเลียเพิ่มขึ้น 118% ขณะที่ธุรกิจถ่านหินออสเตรเลียลดลง 22% และธุรกิจถ่านหินอินโดนีเซียลดลง 18% โดย EBITDA รวมปี 2568 อยู่ที่ 1,191 ล้านเหรียญฯ ลดลง 10%
โดยบ้านปู ระบุว่า ผลการดำเนินงานได้รับแรงหนุนจากธุรกิจก๊าซ ธุรกิจไฟฟ้า และธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน ขณะที่ EBITDA ได้แรงขับเคลื่อนจากผลการดำเนินงานของธุรกิจไฟฟ้าและก๊าซ รวมถึงความต้องการตามฤดูกาล โดยบริษัทฯ ยังคงรักษาระดับอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนเพื่อให้โครงสร้างเงินทุนมีความสมดุลและมีความยืดหยุ่นทางการเงิน
“บ้านปูเรามีจุดแข็งคือธุรกิจที่หลากหลาย ปี 2025 ถือเป็นปีที่ดี แม้ว่าราคาถ่านหินจะดร็อปลงมาจากปี 2024 แต่ก็ถือว่าทำได้ดี การมีธุรกิจพลังงานที่หลากหลายทำให้เรายืดหยุ่นได้มากขึ้นเมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆ” สินนท์ กล่าว
ภาพ : บ้านปู
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : OR ยังไม่ขึ้นราคาน้ำมัน แม้ราคาตลาดโลกแพงขึ้น ยืนยันมีเพียงพอกับความต้องการผู้บริโภค
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

