ทิสโก้แนะซื้อหุ้นเชิงคุณค่า-ปันผลครึ่งปีแรก - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Finance & Investment
  • News >
  • ทิสโก้แนะซื้อหุ้นเชิงคุณค่า-ปันผลครึ่งปีแรก

ทิสโก้แนะซื้อหุ้นเชิงคุณค่า-ปันผลครึ่งปีแรก

บล.ทิสโก้ชี้หุ้นไทยครึ่งปีแรกเผชิญ 3 ปัจจัยกดดัน ทั้งโควิดระบาด เงินเฟ้อพุ่งท่ามกลางนโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่เข้มงวด และเงินกองทุนรวมระยะยาว (LTF) จ่อไหลออก แนะซื้อหุ้นเชิงคุณค่า – ปันผลหลบภัย รอดัชนีปรับขึ้นครึ่งปีหลัง มองเป้าหมายหุ้นไทยปี 2565 ที่ 1,720 จุด

อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า ปี 2564 ที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ดีของการลงทุนในตลาดหุ้น เพราะผลตอบแทนของตลาดหุ้นโลก (MSCI World Index) อยู่ที่ร้อยละ 17 โดยมีตลาดหุ้นถึง 21 ประเทศ จากตลาดหุ้นทั้งหมด 48 ประเทศที่อยู่ใน MSCI World Index ขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลังมีการฉีดวัคซีนเป็นวงกว้าง รวมทั้งการใช้นโยบายการเงินและการคลังจำนวนมหาศาลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

สำหรับตลาดหุ้นไทยปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนที่ร้อยละ 14 ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นโลกที่ร้อยละ 17 และอยู่ในอันดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเชีย อย่างไรก็ตาม หากเทียบผลตอบแทนตั้งแต่ปี 2563 ถึงปี 2564 ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเพียงร้อยละ 5 เทียบกับตลาดหุ้นโลกที่ให้ผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 34 เพราะเป็นผลจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยช่วง 2 ปีที่ผ่านมาฟื้นตัวช้าและยังไม่กลับไปสู่ระดับก่อนช่วงเกิดวิกฤตโควิด-19 เนื่องจากปัจจัยหลักในภาคการท่องเที่ยวยังได้รับผลกระทบหนัก

ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2565 บล.ทิสโก้มีมุมมอง “เชิงบวกอย่างระมัดระวัง” โดยในช่วงครึ่งปีแรกคาดว่าดัชนีหุ้นไทย (SET Index) จะแกว่งไซด์เวย์ในกรอบ 1,550-1,700 จุด ก่อนที่จะปรับขึ้นทะลุระดับ 1,700 จุดในช่วงครึ่งปีหลัง โดยให้เป้าหมาย SET Index ที่เหมาะสมสำหรับสิ้นปี 2565 ที่ 1,720 จุด

นอกจากนั้น บล.ทิสโก้ ยังประเมินว่าหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีแรกจะเผชิญความท้าทายและมีโอกาสเกิดความผันผวนได้ง่ายจาก 3 ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ระบาดโอไมครอน โดยคาดว่ามีโอกาสที่ผู้ติดเชื้อจะเร่งตัวขึ้นหลังจากผ่านพ้นช่วงฤดูกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ไปแล้ว หากผู้ติดเชื้อกลับมาเพิ่มขึ้นไม่หยุดจนสร้างภาวะตึงตัวแก่ระบบสาธารณสุข หรือ ลามเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม อาจนำไปสู่การใช้มาตรการควบคุมที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านแนวโน้มเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นอยู่และนโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่เข้มงวดขึ้น โดยตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ล่าสุดเดือน พฤศจิกายนร้อยละ 6.8 สูงสุดในรอบกว่า 40 ปี ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นอีกในระยะสั้น ซึ่งคาดว่าจะสร้างความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการเงินของสหรัฐฯ อาจเข้มงวดเร็วกว่าคาด ทั้งการเร่งขึ้นดอกเบี้ยและการเร่งปรับลดขนาดงบดุลลง (Quantitative Tightening : QT)

ด้านปัจจัยเสี่ยงสุดท้ายจะเป็นแรงกดดันจากเงินกองทุนรวมระยะยาว (LTF) ครบกำหนด 7 ปี โดยปกติเงินส่วนนี้มักไหลออกในช่วงไตรมาสที่ 1 ของทุกปี จากการประเมินของบล.ทิสโก้ คาดว่าเงินก้อนนี้จะสามารถไหลออกได้มากถึง 5 หมื่นล้านบาท แต่เชื่อว่าจะมีเม็ดเงิน LTF บางส่วนไหลกลับไปลงทุนกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) อีกครั้งเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่งผลให้เงิน LTF ที่จะไหลออกสุทธิน่าจะไม่เกิน 3 หมื่นล้านบาท

อภิชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะมี 3 ปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องจับตาและทำให้ตลาดหุ้นผันผวนได้ แต่บล.ทิสโก้มองว่าหากหุ้นย่อตัวลงอาจเป็นจังหวะในการเข้าลงทุน เพราะในช่วงครึ่งปีหลังดัชนีหุ้นไทยน่าจะค่อยๆ ปรับตัวขึ้นมาแตะระดับ 1,750-1,800 จุด หลัก ๆ จากการกระจายวัคซีนเข็มกระตุ้นจะครอบคลุมมากขึ้น

นอกจากนั้น แนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจจะเริ่มอ่อนตัวลงในช่วงเวลาดังกล่าว ส่งผลให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนในตลาด ขณะที่เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลัง คาดจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาสที่ 4 ปี 2565 และมีโอกาสที่เงินทุนต่างประเทศจะไหลเข้าจากการแข็งค่าของเงินบาทหลังกลับมาเกินดุลบัญชีเดินสะพัด รวมทั้งโอกาสเกิดการเลือกตั้งในปี 2565 ซึ่งตลาดหุ้นไทยมักตอบสนองในทางบวก

ดังนั้น โดยสรุป บล.ทิสโก้มองตลาดหุ้นไทยปี 2565 ยังน่าลงทุน แต่ต้องรอนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาก้าวกระโดดในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะฉะนั้น ตลาดครึ่งปีแรกจึงน่าจะมีโอกาสปรับขึ้น (Upside) จำกัด และมีโอกาสเกิดความผันผวนได้ง่าย จึงเน้นการลงทุนหุ้นเชิงคุณค่า (Value Stock) และหุ้นปันผลดีสม่ำเสมอฟันฝ่าช่วงเวลานี้ หุ้นแนะนำสำหรับการลงทุนช่วงครึ่งปีแรก คือ ADVANC , BDMS , DTAC , EGCO , KKP , SCB , SPALI และ WHA

สำหรับเดือน มกราคมแนะนำหุ้นที่ราคาพักฐานลงมาแล้วก่อนหน้านี้และมีการจ่ายปันผลดี คือ BEC , DCC , KKP และ TVO และหุ้นที่คาดมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวหนุน แนะนำ BJC และ TPIPL ส่งผลให้หุ้นเด่นในเดือน มกราคม คือ BEC , BJC , DCC , KKP , TPIPL และ TVO  ด้านแนวรับสำคัญของเดือนนี้อยู่ที่ 1,620 จุด และแนวรับต่อไปที่ 1,590-1,600 จุด ขณะที่แนวต้านสำคัญของเดือนนี้อยู่ที่ 1,680-1,690 จุด และแนวต้านต่อไปที่ 1,700 จุด ตามลำดับ

อ่านเพิ่มเติม: ตลาดทุนไทย ปีขาล คึกรับศึกเลือกตั้ง


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP