ตลาดทุนไทย ปีขาล คึกรับศึกเลือกตั้ง - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

ตลาดทุนไทย ปีขาล คึกรับศึกเลือกตั้ง

สภาธุรกิจตลาดทุนไทย คาดตลาดหุ้นไทยคึกคัก เตรียมรับเลือกตั้งปลายปีนี้ หรือปีหน้า ชี้ไทยยังมีโอกาสเติบโตสูง จากเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวในปีนี้ พร้อมเห็นสัญญาณเงินทุนไหลเข้าตั้งแต่ต้นปี อย่างน้อยปีนี้ 1.2 แสนล้านบาท ระบุเฟดขึ้นดอกเบี้ยไม่กระทบ สภาพคล่องยังสูง

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย มองแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปีนี้มีโอกาสเติบโตอย่างน้อยร้อยละ 10 จากปีที่ผ่านมา เนื่องจากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจโลก ซึ่งปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตร้อยละ 14 ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกเติบโตร้อยละ 20 แต่มีอัตราการขยายตัวดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ที่ลดลงร้อยละ 3 ขณะที่เอเชียลดลงร้อยละ 6  ผลจากการระบาดของโควิด 19 ดังนั้นปีนี้จึงมีโอกาสขยายตัวได้อีก

นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่การเลือกตั้ง อย่างเร็ว คืออาจจะมีการยุบสภาช่วงปลายปีเพื่อเตรียมจัดการเลือกตั้ง หรือหากรัฐบาลอยู่ครบเทอมจะมีการเลือกตั้งในปี 2566 ซึ่งจากสถิติ 39 ปีที่ผ่านมา มีการเลือกตั้ง 14 ครั้ง ก่อนและหลังการเลือกตั้ง ตลาดหุ้นจะคึกคัก จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และนโยบายต่างๆ ที่จะออกมา โดยก่อนการเลือกตั้งตลาดหุ้นจะขยายตัวร้อยละ 3–4 หลังเลือกตั้งจะขยายตัวร้อยละ 6–7

“เชื่อว่าการระบาดรอบนี้ของสายพันธุ์โอไมครอนจะกระทบน้อย และเราสามารถผ่านพ้นไปได้ เมื่อกลับมาเปิดประเทศสถานการณ์ต่างๆ จะดีขึ้น แต่ประเด็นสำคัญคือนักท่องเทียวจะกลับมาแค่ไหน จากสถานการณ์โควิด ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยขยายตัวร้อยละ 5 ตลาดหุ้นโลกขยายตัวร้อยละ 30 เรายังอันเดอร์ เพอร์ฟอร์มค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นที่สนใจ หลังจากการที่นักลงทุนจัดพอร์ตใหม่ในรอบนี้” ไพบูลย์กล่าว

เฟดขึ้นดอกเบี้ยไม่กระทบ

ไพบูลย์ กล่าวว่า สิ่งที่นักลงทุนกังวลอีกเรื่อง คือเฟดประกาศขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ ซึ่งคาดว่าจะเป็นเดือนมี.ค.นี้ รวมทั้งจะทยอยปรับลด QE หรืออาจจะทำ QT คือการลดสภาพคล่องในตลาดลง ซึ่งในกรณีที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยจาก 4 ครั้งที่ผ่านมา ในช่วง 3 เดือนแรกตลาดหุ้นสหรัฐจะลดลงเฉลี่ยร้อยละ 3-4 แต่ถ้าประเมินทั้งปี หรือ 12 เดือน ตลาดหุ้นจะขยายตัวร้อยละ 6-7 และตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาส จากการฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่น

ขณะที่หากมีการทำ QT หรือลดสภาพคล่องในตลาด เชื่อว่ายังมีสภาพคล่องเหลือ เพราะก่อนหน้านี้สหรัฐมีการทำ QE รวมประมาณ 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มเท่าตัวจากสภาพคล่องที่มีอยู่ 4 ล้านล้านเหรียญ เชื่อว่ายังมีสภาพคล่องที่จะไหลมาตลาดหุ้นไทย เพราะโอกาสที่ธนาคารแห่งประเทศไทย จะปรับขึ้นดอกเบี้ยแทบไม่มี เงินเฟ้อยังต่ำ ดังนั้นเชื่อว่าเงินทุนยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นไทย

“เพียงช่วง 2–3 วันที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลเข้ามาแล้วประมาณหมื่นล้านบาท เดือนธ.ค.เข้ามาประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยตัวเลขกลมๆ หากมีเงินทุนไหลเข้าเดือนละ 1 หมื่นล้านบาท ทั้งปีจะมีเงินไหลเข้าอย่างน้อย 1.2 แสนล้านบาท ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามคาด ปีนี้ภาพรวมตลาดทุนไทยจะอยู่ในทิศทางขาขึ้น ดัชนีอยู่ที่ 1800 จุด ตามที่เคยคาดการณ์ไว้” ไพบูลย์ระบุ

ดัชนีหุ้นไทยอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง

ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ในเดือนธันวาคม 2564 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 129.53 ยังคงอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” แม้จะปรับตัวลดลงร้อยละ 4.2 จากเดือนก่อนหน้า โดยนักลงทุนคาดหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศเป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด  รองลงมาคือการไหลเข้าของเงินทุน และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ความกังวลต่อสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน รองลงมาคือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและผลการประชุมอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

ด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม กลุ่มนักลงทุนบุคคล กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในระดับ “ร้อนแรง” ส่วนกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ อยู่ในระดับ  “ทรงตัว”

สำหรับหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุดสำหรับนักลงทุน ได้แก่ หมวดธนาคาร (BANK) หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM)

ไพบูลย์ กล่าวว่า การที่กระทรวงการคลังประกาศทบทวนการจัดเก็บภาษีจากธุรกรรมการขายหุ้น​ หรือ​ Financial Transaction ​Tax ในอัตราร้อยละ 0.1 สำหรับมูลค่าธุรกรรมฝั่งขาย ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ของนักลงทุนไม่เห็นด้วย โดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทยจะมีการประชุมรายละเอียดอีกครั้งในสัปดาห์หน้า และทำหนังสือถึงรัฐบาลถึงรายละเอียดและผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นหากรัฐบาลมีการเก็บภาษีจากการขายหุ้น

“มุมมองส่วนตัวการเก็บภาษีขายหุ้นในช่วงนี้ไม่เหมาะสมเท่าไหร่ เพราะจะกระทบสภาพคล่องของตลาดทุน อยากให้รัฐบาลมองในระยะยาว ตลาดทุนคือแหล่งระดมทุนที่สำคัญที่สุดในระบบเศรษฐกิจของประเทศ หากมีการเก็บภาษีจะทำให้สภาพคล่องลดลง ถือเป็นการลดประสิทธิภาพของตลาดทุน” ไพบูลย์กล่าว

อ่านเพิ่มเติม: บล.ไทยพาณิชย์ เปิด 5 คำทำนายเศรษฐกิจ พร้อมแนะ 10 หุ้นเด่นเติบโตดีรับปีเสือ


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP