จับตาวิกฤตเพดานหนี้สาธารณะสหรัฐ-เงินบาทแข็งค่า - Forbes Thailand

จับตาวิกฤตเพดานหนี้สาธารณะสหรัฐ-เงินบาทแข็งค่า

สถานการณ์วิกฤตในสหรัฐยังปะทุไม่หยุด หลังเกิดวิกฤตสถาบันการเงิน ภาคอสังหาริมทรัพย์ และล่าสุดความกังวลเรื่องการขยายเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐ เป็นประเด็นที่ต้องจับตาผลการหารือระหว่างพรรครีพับลิกันและเดโมแครต ก่อนจะถึงเส้นตายในวันที่ 1 มิถุนายน 2566 และนักลงทุนทั่วโลกต้องจับตา


    วิจัยกรุงศรี เผยแพร่ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์นี้ ระบุว่า ความเสี่ยงในภาคการเงินและวิกฤตเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐมีแนวโน้มกดดันเศรษฐกิจโลกในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้านี้ โดยประเด็นความเสี่ยงเรื่องวิกฤตเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐจะเข้ามามีน้ำหนักต่อมุมมองเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งในกรณีที่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงขยายเพดานหนี้ได้และนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจ ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ
จีดีพีของสหรัฐอยู่ที่ 130%

    สำหรับความเสี่ยงในภาคธนาคารยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะปัญหาของธนาคารในระดับภูมิภาค (Reginal Banks) ยังคงกดดันภาคการเงินในสหรัฐ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เฟดต้องเข้มงวดนโยบายการเงินต่อไป


ปัญหาเพดานหนี้สหรัฐซ้ำเติมวิกฤตมากขึ้น


    ปัญหาเพดานหนี้สหรัฐจะซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐให้หนักหน่วงมากยิ่งขึ้น หลังจากก่อนนี้มีปัญหาภาคการเงิน อสังหาริมทรัพย์ ทำให้ตัวเลขจีดีพี ไตรมาส 1/ 2566 ของสหรัฐขยายตัว 1.1% ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้อย่างมาก ขณะที่ตัวเลขเปิดรับสมัครงานเดือนมี.ค.ในสหรัฐลดลงต่ำสุดในรอบ 2 ปี

    ก่อนหน้านี้ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ว่า หากสหรัฐไม่สามารถขยายเพดานหนี้ได้จะทำให้ประชาชนตกงานราว 6 ล้านคน และส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างรุนแรง วิกฤตเพดานหนี้ของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นใกล้แตะระดับสูงสุด ซึ่งเป็นผลจากการที่รัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่การจัดเก็บภาษีของรัฐบาลไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

    เอเอฟพี รายงานว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐอเมริกา จะพบกับเควิน แมคคาร์ธี ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกันและผู้นำคนอื่นๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นหนี้สาธารณะในวันอังคาร (9 พ.ค.) นี้ ซึ่งหากไม่สามารถขยายเพดานหนี้ได้ตามกำหนดในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ เจเน็ต เยลเลน รมว.คลังสหรัฐ ได้เตรียมแผนฉุกเฉินเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว

    เบอร์นาร์ด ยารอส นักเศรษฐศาสตร์จากมูดี้ส์ คาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นหากรัฐบาลสหรัฐไม่สามารถขยายเพดานหนี้ได้ จะทำให้อัตราดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้นในระยะยาว โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนของกระทรวงการคลังและอัตราการจำนอง นำไปสู่ต้นทุนการกู้ยืมเงินที่สูงขึ้นสำหรับผู้บริโภคและองค์กรต่างๆ

    อย่างไรก็ตาม ในบทวิเคราะห์ “What is the US debt ceiling and what will happen if it is not raised?” จากสำนักข่าวเดอะการ์เดียน (The Guardian) ของอังกฤษ ระบุว่า แม้จะมีความกังวลมากมายต่อข่าวการผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐในช่วงนี้ แต่จากสถิติที่ผ่านมาในอดีตเหตุการณ์เหล่านั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง



เงินบาทแข็งค่าในรอบ 3 สัปดาห์


    ขณะที่ความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ (8-12 พ.ค. 2566) ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.80 – 34.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาไปแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 3 สัปดาห์ที่ 33.99 บาทต่อเหรียญ ก่อนผลการประชุมเฟด เนื่องจากเงินดอลลาร์เผชิญแรงขายตามการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์สหรัฐ หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาไม่ดี

    นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินบาท ยังสอดคล้องกับสถานะซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ และสถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลก ที่กลับขึ้นไปยืนเหนือแนว 2,000 เหรียญ/ออนซ์ได้อีกครั้ง

    ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ วิกฤตสถาบันการเงิน และปัญหาเพดานหนี้ของสหรัฐฯ ทิศทางเงินทุนต่างชาติและการเคลื่อนไหวของสกุลเงินในภูมิภาค ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนเม.ย. ดัชนีความเชื่อมั่น และตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อในมุมมองของผู้บริโภคเดือนพ.ค. (เบื้องต้น) ตลอดจนจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ รวมถึงผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และตัวเลขเศรษฐกิจเดือนเม.ย.ของจีน

    ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สรุปมูลค่าซื้อขายหลักทรัพย์สะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 3 พฤษภาคม 2566 พบว่า นักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 8,655.39 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ขายสุทธิ 4,356.50 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 65,170.63 ล้านบาท นักลงทุนในประเทศ (รายย่อย) ซื้อสุทธิ 60,871.64 ล้านบาท
ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงไปแตะที่ระดับ 1,507.22 จุด ซึ่งต่ำสุดในรอบ 2 ปี ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาปิดที่ระดับ 1,533.30 จุด เพิ่มขึ้น 0.27% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 47,481.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.43%


อ่านเพิ่มเติม: “สิริน ฉัตรวิชัย” นักธุรกิจโคมไฟ ส่องทาง Deep Tech


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine