จับชีพจรลงทุนครึ่งปีหลังซื้อหุ้นไทยไม่ตกขบวน - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Finance & Investment
  • News >
  • จับชีพจรลงทุนครึ่งปีหลังซื้อหุ้นไทยไม่ตกขบวน

จับชีพจรลงทุนครึ่งปีหลังซื้อหุ้นไทยไม่ตกขบวน

พรพรรณ ปัญญาภิรมย์

กูรูการลงทุนฟันธงหุ้นเด่นครึ่งปีหลัง ชี้กลุ่มก่อสร้างรับอานิสงส์เมกะโปรเจกต์ กลุ่มท่องเที่ยวและพลังงานเติบโตแข็งแกร่ง พร้อมคาดการณ์กำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนรวมแตะ 8 แสนล้านในไตรมาสแรกปีหน้า ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนยังผันผวน ขุนพลในธุรกิจกองทุนรวมเล็งเห็นโอกาสบริหารผล-ตอบแทน พร้อมผนึกกำลังก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนแห่งแรกที่ไม่ได้อยู่ในเครือของสถาบันการเงินใดๆ นำโดย โชติกา สวนานนท์ ประธานกรรมการ ฉัตรพี ตันติเฉลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ประภาส ตันภิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทาลิส จำกัด

หลังจากเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการและประกาศเป้าหมายทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหาร 5,000 ล้านบาทในสิ้นปีแล้ว ประภาส ตันภิบูลย์ศักดิ์ ให้มุมมองการลงทุนและแนวทางการสร้างผลตอบแทนพิเศษกับ Forbes Thailand โดยเฉพาะการลงทุนในช่วงปีนี้ถึงไตรมาสแรกของปี 2560

ตราสารหนี้ผลตอบแทนต่ำ

ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลดีต่อการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงสุทธิของประเทศลดลงเหลือประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา (ราคาปัจจุบันที่ 40-50 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ประภาสคาดการณ์ราคาคงระดับเดิมถึงไตรมาสแรกปีหน้า โดยมีจำนวนการนำเข้าน้ำมันประมาณ 2.5-3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2559 นอกจากนั้น ในช่วงเวลาเดียวกันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็วจาก 24.8 ล้านคนต่อปีในปี 2557 เป็น 29.8 ล้านคนในปี 2558 และน่าจะเพิ่มจำนวนเป็น 33 ล้านคนในปีนี้ ซึ่งรายได้ในภาคบริการหรือการท่องเที่ยวในประเทศจำนวนมากได้ส่งผลต่อเนื่องให้ดุลบัญชีเดินสะพัดที่อยู่ที่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2558 น่าจะขยับมาที่ 3.5 – 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

“เมื่อประเทศนำเข้าน้อยลง และรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น และเพิ่มขึ้นในอัตราที่ค่อนข้างเร็ว”

บลจ.ทาลิสคาดการณ์ตัวเลขเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจะปรับตัวขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ โดยจะเพิ่มจำนวนมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในสิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้า “เรามองแนวโน้มเงินบาทแข็งค่าในระยะ 12 เดือนข้างหน้า หากนักลงทุนต้องการลงทุนต่างประเทศควรป้องกันการขาดทุนจากค่าเงิน ด้วยการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินควบคู่การลงทุน”

จากแนวโน้มเงินบาทแข็งค่า และน่าจะไหลเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก เพื่อเก็งกำไรค่าเงิน และรับผลตอบแทนดอกเบี้ยแท้จริงหลังหักเงินเฟ้อที่เป็นบวก ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เงินบาทแข็งค่าเร็วขึ้น ประภาสมองเห็นแนวโน้มที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะแทรกแซงค่าเงินบาทอย่างมากอีกครั้งโดยสถานะการทำ forward อาจจะสูงขึ้นจาก 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อสิ้นปี2558 เป็น 2-3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้

นอกจากนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะใช้เครื่องมือในการรรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท ได้แก่ การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากปัจจุบันที่ระดับ 1.50% มีแนวโน้มลดลง 0.25% ในระยะ 12 เดือนข้างหน้า ทำให้โอกาสได้รับผลตอบแทนสูงจากการลงทุนในตราสารหนี้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่น เช่น หุ้นต่างประเทศชะลอตัว ขณะที่มุมมองการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศยังไม่น่าดึงดูดใจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาที่ดัชนีดาวน์โจนส์ได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตอบรับความคาดหวังของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไปแล้ว ในช่วงเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว และอัตราการว่างงานลดลง โดยปัจจุบันดัชนีได้ทะยานขึ้นเข้าใกล้ระดับสูงสุดที่ 18,312 จุดที่เคยทำไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2558 ทำให้อัพไซต์ยังเหลือไม่มาก ส่วนฝั่งยุโรปและญี่ปุ่นในปัจจุบันได้ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ได้แก่ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ และภาวะเงินฝืด โดยทั้ง 2 ประเทศได้มีการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย แม้จะมีกระบวนการอัดฉีดเงินแตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือ ต้องการให้เกิดเงินเฟ้อ เพื่อช่วยการเติบโตทางเศรษฐกิจ

“สิ่งที่ตามมาคือ ทั้งค่าเงินเยนและยูโรอ่อนค่ามากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา และยังแกว่งตัวผันผวนทำให้มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมากขณะที่ตลาดหุ้นทั้ง 2 ภูมิภาคได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องบนความคาดหวังผลสำเร็จของนโยบายการเงิน ดังนั้น ตลาดหุ้นทั้งสองจึงมีโอกาสปรับตัวลงมากหากทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจออกมาไม่ดีตามที่คาด”

Asset Allocation ตลาดหุ้น 100% แม้ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดทุนไทยจะให้ผลตอบแทนไม่ดีนักเมื่อเทียบกับตลาดอื่น แต่ในปีนี้จนถึงไตรมาสแรกปีหน้า บลจ.ทาลิสมีมุมมองว่า ตลาดหุ้นไทยจะเป็นตลาดที่น่าสนใจที่สุดในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น หุ้นกลุ่มที่จะได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการประมูลงานของรัฐบาล ได้แก่ หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีแนวโน้มผลการดำเนินงานดีขึ้นในอนาคต เนื่องจากรัฐบาลมีโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็น รถไฟฟ้า รถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟทางคู่ หรือมอเตอร์เวย์ ด้วยมูลค่ารวมทั้งหมด 1.77 ล้านล้านบาท จากการเบิกจ่ายงบประมาณที่ผ่านมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะทำให้เงินเหล่านี้ทยอยไหลเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดการบริโภคและการจ้างงานเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

นอกจากนั้น บลจ.ทาลิสยังแนะนำหุ้นกลุ่มที่มีแนวโน้มผลประกอบการดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น หุ้นกลุ่มธุรกิจบริการและการท่องเที่ยวจากอานิสงส์จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เช่น การปรับโครงสร้างของการบินไทย ซึ่งทำให้ผลขาดทุนปีละ 3 หมื่นล้านลดลง รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงานที่ขาดทุนจากสต็อกน้ำมันลดลงจากปีที่ผ่านมาเนื่องจากราคาน้ำมันเริ่มนิ่ง โดยคาดการณ์ผลประกอบการของหุ้นในเครือ ปตท.ทั้งกลุ่มดีขึ้นกว่าปีที่แล้วประมาณ 2 หมื่นล้านบาท

“ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารในปีนี้จะดีขึ้นอย่างน้อย 2 หมื่นล้านบาท จากการที่ไม่ต้องตั้งสำรองหนี้เสียของบริษัท สหวิริยาสตีล จำกัด รวมถึงผลประกอบการโดยรวมของตลาด จะไม่ถูกกดดันจากการขาดทุนของบริษัทดังกล่าวอีก 4 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมกับผลการดำเนินงานที่น่าจะลดลงประมาณ 1 หมื่นล้านบาทของหุ้นในกลุ่มสื่อสารและไอซีทีมีค่าใช้จ่ายในการประมูลคลื่นที่สูงและเจอกับการแข่งขันที่รุนแรง บวกกับกำไรที่แย่ลง 2 หมื่นล้านบาทจากหุ้นกลุ่มธนาคาร เราจึงคาดว่ากำไรสุทธิรวมของบริษัทจด-ทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะเพิ่มขึ้นประมาณ 1.2 แสนล้านบาทในปี 2559”

หากพิจารณาสถิติย้อนหลังจะพบว่า กำไรสุทธิของหุ้นทั้งตลาดเคยอยู่ในระดับสูงสุดที่ 7.9 แสนล้านบาทในปี 2556 ซึ่งดัชนี SET Index ในปีนั้นขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 1,643.43 จุด หลังจากปี 2556 กำไรสุทธิของหุ้นทั้งตลาดก็ปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขล่าสุดของปี 2558 อยู่ที่ประมาณ 6.6 แสนล้านบาท ซึ่งหากรวมการคาดการณ์กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ จำนวน 1.2 แสนล้านบาท จะทำให้กำไรสุทธิของปี 2559 ใกล้เคียงกับจุดสูงสุดเดิมที่ 7.8 แสนล้านบาท

“เราคาดว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในช่วงไตรมาสแรกของปี 2560 จะยังคงดีต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรสุทธิรวมถึง 8 แสนล้านบาท และทำจุดสูงสุดใหม่ได้ เช่นเดียวกับดัชนี SET Index ที่มีแนวโน้มทำจุดสูงสุดใหม่ ดังนั้น เราจึงแนะนำให้ลงทุนในหุ้นไทย เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุด ในช่วงปีนี้ถึงไตรมาสแรกปีหน้า”


คลิกอ่านบทความทางด้านธุรกิจ ได้ที่ Forbes Thailand ฉบับ JULY 2016 ในรูปแบบ e-Magazine

BACK TO TOP