"The New 5C" ติงส์ ออน เน็ต ปรับกระบวนทัพสร้างตลาด IoT สู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะไทย - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Executive Interview
  • News >
  • “The New 5C” ติงส์ ออน เน็ต ปรับกระบวนทัพสร้างตลาด IoT สู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะไทย

“The New 5C” ติงส์ ออน เน็ต ปรับกระบวนทัพสร้างตลาด IoT สู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะไทย

บริษัท ติงส์ ออน เน็ต จำกัด เปิดตัวขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2562 ในฐานะของผู้ให้บริการด้าน IoT (Internet of Things) ด้วยโครงข่ายเทคโนโลยีสื่อสารระดับโลก Sigfox อย่างเต็มรูปแบบ จนถึงวันนี้กับระยะเวลาเพียง 3 ปี พวกเขาสามารถขยายตลาดครอบคลุมได้ครบ 77 จังหวัดทั่วไทย พร้อมกับคว้ารางวัลระดับโลก Thailand SILVER MIKE Award 2021 กับการเป็นสุดยอดองค์กรด้านนวัตกรรมและองค์ความรู้ นับเป็นความสำเร็จที่แสดงถึงสมรรถนะและศักยภาพขององค์กรได้อย่างชัดเจน

ประพันธ์ อัศวพลังพรหม ประธานกรรมการบริหาร และ ปวิณ วรพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ติงส์ ออน เน็ต จำกัด กับบทบาทของผู้นำที่ควบคุมทุกกลไกในองค์กรให้ขับเคลื่อนไปสู่การเป็นผู้ให้บริการด้าน IoT โซลูชันครบวงจรที่สุดในประเทศไทย ได้เผยถึงเคล็ดลับการบริหารว่ามาจากหลัก The New 5C แบ่งออกเป็น Communication, Coverage, Comprehensive, Chanel และ Co-Partnership

เริ่มต้นที่ Communication การสื่อสารให้ทุกคนรู้จัก ติงส์ ออน เน็ต ที่ดำเนินธุรกิจโครงข่าย Internet of Things ด้วยเทคโนโลยี Sigfox ของประเทศฝรั่งเศส ผู้ให้บริการเครือข่าย 0G ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะไกลแบบประหยัดพลังงาน (Low Power Wide Area Network : LPWAN) เหมาะสำหรับทุกภาคส่วนทุกธุรกิจไม่ว่าจะฝั่งเอกชนหรือรัฐบาล เนื่องจากสามารถรวบรวม ตรวจสอบ และติดตามข้อมูลต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิดด้วยเม็ดเงินลงทุนที่น้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับระบบเครือข่ายแบบอื่น

เนื่องจากเทคโนโลยี Sigfox ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของการสื่อสารที่ใช้พลังงานต่ำในการรับส่งข้อมูล และมีระยะทางการส่งข้อมูลที่ไกลถึง 40 กิโลเมตรโดยประมาณ อีกทั้งด้วยความที่รูปแบบการรับส่งมีเฉพาะแค่เรื่องของ Data อย่างเดียว ไม่รวมเรื่องของเสียง ภาพ หรือการสตรีมมิ่งใดๆ จึงเก็บข้อมูลได้ยาวนาน ปัจจุบัน Sigfox มีโครงข่ายครอบคลุมอยู่มากกว่า 75 ประเทศทั่วโลก

ประพันธ์ อัศวพลังพรหม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ติงส์ ออน เน็ต จำกัด

“อธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้นเครือข่าย Sigfox ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรม ต่อเนื่องจนถึงภาคเกษตรกรรม เมื่อมาผนวกเข้ากับการทำงานของติงส์ ออน เน็ต ที่มุ่งเน้นในเรื่องของ Massive IoT ที่สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT จำนวนมากได้พร้อมๆ กัน จึงช่วยให้ระบบทำงานอย่างมีเสถียรภาพ รวดเร็ว และแม่นยำ ที่สำคัญยังมีต้นทุนในการเก็บและรวบรวมข้อมูลต่อข้อความที่ต่ำที่สุด แบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 11 ปีโดยไม่ต้องชาร์จ ติดตั้งและบำรุงรักษาง่าย จึงนับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า” ประพันธ์ เจาะลึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างติงส์ ออน เน็ต ที่นับเป็น Exclusive Operator แต่เพียงผู้ของ Sigfox ให้เห็นภาพชัดขึ้น ขณะที่ปวิณกล่าวเสริมว่า

“เรานำ Sigfox ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับโลกมาเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อน แต่พวกเราก็ไม่ลืมที่จะทำงานภายใต้ความต้องการของผู้บริโภคไทยจนเกิดเป็นนวัตกรรมที่เหมาะสมกับภูมิภาคของเราที่สุด เรียกว่าเราใช้ Global Tech แต่เน้นในเรื่องของ Local Value”

ในทุกการสื่อสาร (Communication) ออกไปสู่ผู้บริโภค ติงส์ ออน เน็ต เน้นการยกสถานการณ์จริงมาสื่อสารเท่านั้นเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพและเห็นถึงผลลัพธ์ที่ชัดเจน หนึ่งในผลงานของ Sigfox ที่โด่งดังคือการร่วมมือกับ Louis Vuitton พัฒนาระบบติดตามกระเป๋า พร้อมกับปั้มโลโก้ LV ลงบนตัวเซ็นเซอร์เพื่อจำหน่ายเป็นรุ่น Limited Edition ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมาก

ปวิณ วรพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ติงส์ ออน เน็ต จำกัด

ส่วนของในประเทศไทย ติงส์ ออน เน็ต ก็ลุยในหลายภาคส่วน ตั้งแต่อุตสาหกรรม เกษตรกรรม จนถึงที่อยู่อาศัย  “เรามีการทดลองนำเซ็นเซอร์ไปติดบนเสาไฟ ซึ่งตัวเซ็นเซอร์ที่ใช้ไม่ต้องเสียบปลั้ก ไม่ต้องต่อสาย และแบตเตอรี่ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งใช้ได้ยาว 5-10 ปี การติดเซ็นเซอร์นี้จะทำให้พนักงานสามารถรู้ได้ทันทีว่าเสาไหนติดหรือดับรู้ปริมาณการใช้พลังงาน

รวมถึงควบคุมการเปิดปิดเพื่อสร้างความปลอดภัยได้ ซึ่งจากการทดลองใช้ประหยัดพลังงานไปถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และนี่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ Smart City ในอนาคตอีกด้วย” ปวิณยกตัวอย่างการนำเซ็นเซอร์ไปใช้งานจริงให้เห็นภาพชัดขึ้น พร้อมกับขยายความของการเป็นผู้นำทัพในการพาวงการอสังหาเข้าสู่ความเป็นอัจฉริยะ

“เรามีการจับมือกับ เฟรเกรนท์ พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งเน้นเรื่องนวัตกรรมเหมือนกัน โดยมีเป้าหมายคือจะทำให้ทุกอย่างควบคุมด้วย Smart Solution ทั้งหมด ลดการทำงานของคน ลดค่าส่วนกลางของลูกบ้าน ทั้งหวังว่าในอนาคตจะสามารถลดต้นทุนการบริหารจัดการได้ถึงระดับ 50%”

ถัดมาคือ Coverage กับอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของติงส์ ออน เน็ต การขยายโครงข่ายบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศซึ่งตอนนี้นับได้ว่าสำเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะโครงข่าย Sigfox สามารถใช้งานได้ใน 77 จังหวัดทั่วไทยเป็นที่เรียบร้อย “การขยายตลาดจนครบทุกจังหวัด ไม่ใช่แค่ก้าวสำคัญของติงส์ ออน เน็ต แต่เป็นก้าวสำคัญของคนไทยทุกคน เพราะการจะพาประเทศให้เข้าสู่ Thailand 4.0 ตามที่ตั้งเป้า เทคโนโลยีต้องเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม ทุกพิกัด ทั้งในแง่สถานศึกษา ตลาดแรงงาน และไลฟ์สไตล์ เพื่อให้เขาเห็นความสำคัญของอินเตอร์เน็ตในแง่ของการเป็น IoT” ประพันธ์ชี้ชัดให้เห็นถึงความสำคัญของตัว C ที่มีความหมายว่า Coverage

ต่อมาคือ Comprehensive ความท้าทายในการพัฒนาเซ็นเซอร์ที่ถือเป็นหัวใจของติงส์ ออน เน็ต ให้สมบูรณ์แบบขึ้น และตอบโจทย์ในทุกธุรกิจ “เซ็นเซอร์ที่ใช้ตอนนี้เป็นเกรด Industrial ทนต่อทุกสภาพอากาศและอยู่ได้ทุกที่  เป็นเทคโนโลยีเดียวกับอีก 75 ประเทศตามแบบ Global ที่นำมาพัฒนาให้ครอบคลุมกับความต้องการของ Local”

ในยุคสมัยนี้ความท้าทายสำคัญคือพัฒนาการด้านเทคโนโลยีของอุปกรณ์ที่ใช้สื่อสารนั่นคือ Sensor ที่เป็นหัวใจสำคัญของติงส์ ออน เน็ต กับความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเซ็นเซอร์ให้สมบูรณ์แบบขึ้น และตอบโจทย์ในทุกธุรกิจ “เซ็นเซอร์ที่ใช้ตอนนี้เป็นเกรด Industrial ทนต่อทุกสภาพอากาศและอยู่ได้ทุกที่  เป็นเทคโนโลยีเดียวกับอีก 75 ประเทศตามแบบ Global ที่นำมาพัฒนาให้ครอบคลุมกับความต้องการของ Local”

จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เซ็นเซอร์ของติงส์ ออน เน็ตภายใต้เทคโนโลยี Sigfox ได้รุกคืบเข้าสู่ภาคปศุสัตว์อย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่การนำไปติดตั้งกับสัตว์เพื่อดูพฤติกรรม สำรวจสุขภาพ วัดการเติบโต จนถึงปริมาณอาหารที่รับประทาน และค่าความชื้นที่สัตว์อาศัยอยู่ ทำให้การดูแลสัตว์สามารถทำได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ไม่มีการให้อาหารมากเกินไป อีกทั้งยังลดต้นทุนในลงพื้นที่ไปดูแลได้อีกด้วย

ไม่เพียงเท่านี้ความแข็งแรงของเซ็นเซอร์ยังทำให้ภาคการเกษตรของไทยนำไปใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบเช่นกัน อาทิ เกษตรกรในชลบุรีที่ทำฟาร์มเห็ดกับการนำเซ็นเซอร์ไปใช้เพื่อตรวจอุณหภูมิในโรงเรือนเพื่อให้ผลผลิตออกมาแข็งแรงและไม่มีส่วนที่เสียหาย

Business Model ของติงส์ ออน เน็ต คือ Channel เราทำธุรกิจผ่านแชนเนลที่จะซื้อโซลูชันของเราไปและไปขยายตลาดต่อ ซึ่งจะเป็นการต่อยอดธุรกิจสู่ธุรกิจ และมีฐานเป็นความมั่นคงของผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านที่นำไปรุกตลาดอื่นๆ

ปวิณขยายความให้เห็นถึงการเติบโตของ IoT ให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า “อยากให้รู้ว่า Digital Transformation จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าปราศจาก IoT ดังนั้นแปลว่ามูลค่าตลาดของ IoT กำลังจะแซงหน้า Mobile Internet เทคโนโลยีที่เคยเปลี่ยนโลกเรามาครั้งใหญ่แล้ว และเมื่อเทรนด์ IoT ขึ้นแท่นเป็นอันดับหนึ่งก็แปลว่ากำลังจะกลายเป็น Mega Trend ของเทคโนโลยี ซึ่งจะกลายเป็น Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานที่แม้กระทั่งที่อยู่อาศัยก็จำเป็นต้องมี ด้วยเหตุนี้ผมจึงเชื่อมั่นว่า Chanel ของเราบวกกับความสำคัญของ IoT เพิ่มขึ้นจะทำให้ติงส์ ออน เน็ต เติบโตอย่างอย่างต่อเนื่อง”

Co-partnership เป็น C ตัวสุดท้ายของ The New 5C แต่นับเป็นฟันเฟืองหลักแห่งการขับเคลื่อน เพราะพาร์ตเนอร์ที่มาจับมือกับติงส์ ออน เน็ต จะทำงานร่วมกันโดยดึงความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของตัวเองออกมาเพื่อผลักดันให้เกิดเป็นนวัตกรรมที่ดีสุด ซึ่งตอนนี้ติงส์ ออน เน็ตมีพาร์ตเนอร์ที่เซ็น MOU ร่วมกันถึง 62 ราย

นอกเหนือจาก “The New 5C” ที่เป็นหัวใจหลักขององค์กรที่มีชื่อว่า ติงส์ ออน เน็ต ปวิณบอกว่าการทำงานแบบ “Inside out” คือแรงขับเคลื่อนที่ทำให้ 5C ทุกตัวสมบูรณ์ สร้างทุกอย่างจากภายใน ให้ทุกคนได้ลองเล่นและลองพัฒนาไปร่วมกันในทุกบริบทเพื่อจะได้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ที่สำคัญคืออย่าลืมทำงานเป็นทีมให้เหมือนนวัตกรรมที่ทุกระบบต้องทำงานอย่างสอดคล้องและต่อเนื่องกัน

ภาพ: ติงส์ ออน เน็ต

อ่านเพิ่มเติม: ส่องอนาคต ตลาดรถยนต์หรู ในไทยกับ SCB EIC


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP