15 บริษัท ‘ผลิตชิ้นส่วน’ ที่มูลค่าหุ้นทะยานหลังจับมือกับ ‘Apple’ - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Global
  • Leaderboard >
  • 15 บริษัท ‘ผลิตชิ้นส่วน’ ที่มูลค่าหุ้นทะยานหลังจับมือกับ ‘Apple’

15 บริษัท ‘ผลิตชิ้นส่วน’ ที่มูลค่าหุ้นทะยานหลังจับมือกับ ‘Apple’

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
01 Dec 2017 | 11:15 am 6512

การจับมือร่วมงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่จากเมือง Cupertino อย่าง Apple ไม่เพียงสร้างความร่ำรวยอย่างมหัศจรรย์ให้กับบรรดาผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างๆ แต่ยังสร้างอานิสงส์ให้กับอีกหลายฝ่าย

18 ผู้ประกอบการจาก 15 บริษัทที่เรานำเสนอนี้คือผู้เล่นหลักที่มีโชคชะตาเกี่ยวพันกับ Apple แค่ในระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมาก็ทำให้เราได้เห็นว่าการเอื้ออำนวยผลประโยชน์ซึ่งกันและกันของพวกเขาได้ส่งให้ราคาหุ้นของ Apple พุ่งขึ้นสูงไปกว่า 50% ซึ่งถือเป็นมูลค่าสูงที่สูงที่สุดตั้งแต่เปิดบริษัทมา และเช่นเดียวกัน หุ้นของผู้ประกอบการเหล่านี้ก็ได้ทะยานขึ้นสูงตามไปด้วย

หมายเหตุ: มูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมเป็นข้อมูล ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2017 และมูลค่าความเปลี่ยนแปลงคำนวณจากข้อมูลตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2016 จนถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2017

 

 

Pierre Chen
ผู้ก่อตั้ง Yageo
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ: 2.1 พันล้านเหรียญ
มูลค่าหุ้น: +91%

Chen ก่อตั้ง Yageo เมื่อปี 1977 และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 16 ปีให้หลัง โดย Yageo ผลิตชิ้นส่วนหลากหลายสำหรับ iPhone ตั้งแต่ chip resistor จนถึง capacitor แบบเซรามิค

 

 

Scott Lin และ Tony Chen
ผู้ร่วมก่อตั้ง Largan Precision
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ Lin: 2.7 พันล้านเหรียญ
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ Chen: 2.2 พันล้านเหรียญ
มูลค่าหุ้น: +63%

บริษัท Largan ก่อตั้งขึ้นในปี 1987 เป็นผู้ผลิตเลนส์กล้องหลังให้กับ iPhone นอกจาก Apple แล้วยังมีลูกค้าในมือเป็นบริษัทผู้ผลิตมือถือจากจีนเช่น Xiaomi และ Huawei อีกด้วย พวกเขาขายชิ้นส่วนเลนส์ไปมากกว่า 6.6 พันล้านชิ้นและสร้างรายได้จาก Apple เป็นมูลค่ามากกว่าร้อยละ 40 ของรายรับทั้งหมดของบริษัท

 

 

Lee Kun-Hee และ Jay Y.Lee
Samsung Electronics
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ Lee Kun-Hee: 1.79 หมื่นล้านเหรียญ
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ Jay Y.Lee: 6.8 พันล้านเหรียญ
มูลค่าหุ้น: +62%

Jay Y.Lee รองประธานแห่ง Samsung ถูกจับกุมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ด้วยข้อหาติดสินบน (ซึ่งเขาให้การปฏิเสธ) โดยอย่างไรก็ตาม Samsung ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นซัพพลายเออร์เพียงรายเดียวที่ผลิตเทคโนโลยี OLED display ให้กับ iPhone รุ่นถัดไป ซึ่งในขณะนี้ยอดขายประจำปีของ Samsung 10% มาจากการผลิตชิ้นส่วนหน่วยความจำและแบตเตอรี่ให้กับ Apple

 

 

Henry Nicholas III
ผู้ร่วมก่อตั้ง Broadcom
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ: 3.3 พันล้านเหรียญ
มูลค่าหุ้น: +59%

Broadcom ถูกรายงานว่าเป็นผู้ชนะในการทำสัญญาเพื่อเป็นผู้ผลิตชิปของที่ชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สายและตัว socket สำหรับ iPhone ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวได้ในครึ่งปีหลังนี้

 

 

Allen Horng
ประธาน Catcher Technology
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ: 3 พันล้านเหรียญ
มูลค่าหุ้น:+51%

Catcher เริ่มผลิตกรอบและฝาหลังอะลูมิเนียมของ iPhone ในปี 2014 นักวิเคราะห์คาดเดาว่าพวกเขาน่าจะกำลังพัฒนาการประกอบกระจกสำหรับ iPhone รุ่นใหม่ที่หน้าจออาจจะเป็นกระจกทั้งหมด

 

 

Shigenobu Nagamori
ผู้ร่วมก่อตั้ง Nidec
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ: 3.9 พันล้านเหรียญ
มูลค่าหุ้น: +38%

Nidec ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1973 และเป็นผู้นำนวัตกรรมมอเตอร์ระบบสั่นมาใช้ใน iPhone Apple Watch และ MacBook สำหรับยอดการขายในปี 2016 ของบริษัท 5% นั้นมาจาก Apple

 

 

T.H. Tung
ประธาน Pegatron
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ: 280 ล้านเหรียญ
มูลค่าหุ้น: +38%

Pegatron เป็นหนึ่งในสี่ผู้ผลิต iPhone ในไต้หวันที่โดนฟ้องร้องกรณีเลี่ยงจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับ Qualcomm เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้กว่า 34% ของยอดขายในปี 2016 เป็นการส่งออกผลิตภัณฑ์จำหน่ายสู่สหรัฐฯ

 

 

Morris Chang
ผู้ก่อตั้ง Taiwan Semiconductor Manufacturing Co.
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ: 930 ล้านเหรียญ
มูลค่าหุ้น: +33%

ยอดขาย 21% ในปี 2016 ของบริษัทมาจากการขายให้กับ Apple โดย Taiwan Semiconductor เป็นผู้ผลิตชิปชิ้นส่วนสำคัญสำหรับ iPhone รุ่นใหม่ล่าสุดที่นับว่าเป็นส่วนประกอบชิ้นแพงที่สุดสำหรับ iPhone รุ่นนี้

 

 

Terry Gou
ผู้ก่อตั้ง Hon Hai Precision / Foxconn Technology Group
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ: 9.5 พันล้านเหรียญ
มูลค่าหุ้น: +29%

ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สัญญาจ้างที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Hon Hai หรือชื่อทางการค้าว่า Foxconn คือผู้ผลิต iPhone และ iPad โดย Gou ก่อตั้งบริษัทขึ้นเมื่อปี 1974 ด้วยเงินทุนเพียง 7,500 เหรียญ และเริ่มรับจ้างประกอบผลิตภัณฑ์ให้แก่ Apple ตั้งแต่ปี 1999

 

 

Barry Lam
ผู้ก่อตั้ง Quanta Computer
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ: 4.2 พันล้านเหรียญ
มูลค่าหุ้น: +18%

Quanta บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปชั้นนำที่ถูกรายงานว่าเป็นผู้ผลิต Apple Watch Series 1 ที่ออกวางขายในปี 2015 และยังคงเป็นพาร์ตเนอร์ในการผลิตนาฬิกาให้กับ Apple จนถึงปัจจุบัน

 

 

Zhou Qunfei
ผู้ก่อตั้ง Lens Technology
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ: 9.5 พันล้านเหรียญ
มูลค่าหุ้น: +17%

เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา Apple ได้เปิดตัว Lens Technology เป็นซัพพลายเออร์หลักในการผลิตระบบปฏิบัติการ โดยเฉพาะด้านพลังงานหมุนเวียนของ Apple นอกจากนี้ Lens Technology ยังเป็นผู้ผลิตกระจกหน้าจอแบบสัมผัส โดยยอดขายถึง 40% ในปี 2016 ยังมาจากการขายให้แก่ Apple

 

 

Gordon Moore
ผู้ร่วมก่อตั้ง Intel
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ: 7.1 พันล้านเหรียญ
มูลค่าหุ้น: +12%

เหล่านักวิเคราะห์มองว่าการฟ้องร้องที่ยืดเยื้อระหว่าง Apple และ Qualcomm จะทำให้ Apple หันไปซบ Intel ในการจ้างผลิต baseband modem chip ซึ่งใช้ใน iPhone 7 เพื่อช่วยให้โทรศัพท์ยังสามารถท่องอินเทอร์เน็ตได้อยู่แม้จะพ้นระยะไวไฟไปแล้ว

 

 

Irwin M. Jacobs
ผู้ร่วมก่อตั้ง Qualcomm
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ: 1.3 พันล้านเหรียญ
มูลค่าหุ้น: +9%

แม้ 1 ใน 5 ของรายได้ในปี 2016 ของ Qualcomm มาจาก Apple อย่างไรก็ตาม คดีฟ้องร้องของทั้งสองบริษัทกลับเป็นไปอย่างสาดเสียเทเสีย Apple กล่าวหาว่า Qualcomm ใช้โมเดลธุรกิจแบบผิดกฎหมาย ส่วน Qualcomm ก็กล่าวหาว่า Apple ว่าร้ายสมรรถนะการทำงานของชิปจาก Qualcomm

 

 

Jason และ Richard Chang
ผู้ร่วมก่อตั้ง Advanced Semiconductor Engineering
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ: 4 พันล้านเหรียญ
มูลค่าหุ้น: +7%

Advanced Semiconductor Engineering ที่สองพี่น้อง Chang ได้ร่วมกันก่อตั้งเมื่อ 33 ปีก่อน มีบริษัทลูกคือ Universal Scientific Industrial ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปที่ใช้ในหลายชิ้นส่วนของ iPhone รวมถึงตัวเซ็นเซอร์สำหรับฟังก์ชั่นสแกนลายนิ้วมือหรือ Touch ID รายได้กว่าหนึ่งในสี่ของยอดขายของพวกเขามาจาก Apple

 

 

Bruce Cheng
ผู้ก่อตั้ง Delta Electronics
มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ: 1.4 พันล้านเหรียญ
มูลค่าหุ้น: +7%

Delta เริ่มต้นธุรกิจในปี 1971 ในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนโทรทัศน์และกลายมาเป็นผู้นำในระดับโลกของตลาดชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนใน iPhone และที่ชาร์จแบตเตอรี่ของ MacBook ด้วย Apple ถือได้ว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดคิดเป็น 8 % ของรายได้ในปี 2016 ทั้งหมด


ติดตามบทความทางด้านธุรกิจได้ที่ Forbes Thailand ฉบับ ตุลาคม 2560 ในรูปแบบ e-Magazine

BACK TO TOP