ควรค่าแค่ไหน กับการบินไปถึงเกาหลีใต้ เพื่อดูอาร์ตแฟร์สักครั้ง คำตอบนี้อยู่ที่ “ART OnO 2026” ที่เพิ่งจบลงไปไม่นาน เมื่อศิลปิน ภัณฑารักษ์ และนักสะสม ตลอดจนผลงานศิลปะจากทั่วโลกเดินทางมาพบกัน บนความสมดุลระหว่าง “คุณค่าที่แท้จริง” และ “ตลาดเชิงพาณิชย์”
ท่ามกลางอากาศร้อนจัดของกรุงเทพมหานคร ที่อุณหภูมิเกือบ 40 องศาในเดือนเมษายน Forbes Thailand ได้รับจดหมายเชิญจาก ART OnO 2026 ให้ไปร่วมชมงานแสดงศิลปะ ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ การเดินทางครั้งนี้จึงเหมือนกับเปิดการประตูสู่อีกโลกหนึ่งอย่างแท้จริง
ทันทีที่เครื่องบินแตะพื้นรันเวย์สนามบินนานาชาติอินชอน และผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองอย่างราบรื่น อากาศในเดือนเมษายนของโซลเย็นสบายไม่เกิน 15 องศา พร้อมกับดอกไม้สีขาวและสีชมพูที่กำลังพากันผลิบานทั่วเมืองรับฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง ริมถนน อาคาร และสวนสาธารณะจึงถูกแต่งแต้มด้วยโทนสีอ่อนหวาน ยิ่งทำให้การเดินทางมาดูงานศิลปะครั้งนี้เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในภาพจำของซีรีส์เกาหลีอย่างไรอย่างนั้น
หากมองลึกลงไป กรุงโซลไม่ได้เป็นแค่เมืองที่สวยงามในสายตานักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งใน “ตลาดศิลปะร่วมสมัย” ที่สำคัญในเอเชียอีกด้วย โดยปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดศิลปะเกาหลีมีมูลค่ากว่า 5 แสนล้านวอน หรือราว 370 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้จะลดลงจากจุดสูงสุดในปี 2022 ที่เคยแตะระดับ 8 แสนล้านวอน หรือราว 570 ล้านเหรียญก็ตาม แต่โครงสร้างของอุตสาหกรรมยังคงแข็งแรง นับเฉพาะแกลเลอรีขนาดเล็กก็มีกว่า 560 แห่งแล้ว ที่สำคัญคือแกลเลอรีและอาร์ตแฟร์นั้นคิดเป็นสัดส่วนหลักของตลาดกว่า 60-70%
อาร์ตแฟร์ในเกาหลีจึงไม่ใช่แค่พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ แต่คือเวทีสำคัญของตลาดที่รวมทั้งศิลปิน นักสะสม แกลเลอรี และสถาบันศิลปะจากทั่วโลกไว้ในที่เดียว การมาเยือนโซลสักครั้งเพื่อร่วมงานจัดแสดงศิลปะจึงเป็นอะไรที่ควรค่า

ART OnO 2026 หลอมรวมศิลปะจากทั่วโลกในพื้นที่เดียว
ART OnO 2026 ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ณ ศูนย์นิทรรศการ SETEC ในกรุงโซล ระหว่างวันที่ 3-5 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยวางตำแหน่งของตัวเองให้ออกไปให้ไกลกว่าการนิทรรศการศิลปะ แต่เป็นแพลตฟอร์มทางวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีมิติหลากหลาย หลอมรวมบทบาทของแกลเลอรีและสถาบันศิลปะจากเมืองต่างๆ ทั่วโลกเข้าไว้ในพื้นที่เดียวกัน โดยเฉพาะงานจากภูมิภาคที่ยังไม่ค่อยถูกนำเสนอในเอเชีย เช่น แทนซาเนีย โรมาเนีย และฟินแลนด์ เป็นต้น
เพื่อให้ผู้ชมสามารถเห็นผลงานของทั้งศิลปินหน้าใหม่ไปจนถึงศิลปินระดับแถวหน้าของโลก ผ่านทั้งแกลเลอรีเชิงพาณิชย์และองค์กรศิลปะที่ไม่แสวงหากำไร ทำให้ ART OnO 2026 ไม่ใช่แค่งานแสดงศิลปะประจำปี และแตกต่างจากงานแสดงศิลปะทั่วไปที่มักขับเคลื่อนด้วยการซื้อขายเป็นหลัก

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าชื่อของงานนี้มีที่มาจากอะไร สำหรับ ART OnO นั้นย่อมาจาก “Art One and Only” ซึ่งเป็นคำประกาศจุดยืนของงานที่เน้นคัดเลือกผลงานอย่างพิถีพิถัน พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้แกลเลอรีและสถาบันศิลปะได้แลกเปลี่ยนมุมมองกัน เพราะในโลกศิลปะของเอเชียมักถูกแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ระหว่างงานแสดงศิลปะที่มักขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด กับพิพิธภัณฑ์และมูลนิธิซึ่งจะทำงานในอีกกรอบหนึ่งที่เน้นการวิจัย และการมีส่วนร่วมของสาธารณะ โดย ART OnO พยายามสร้างพื้นที่ให้ทั้งสองภาคส่วนอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน
ภายในงานจึงได้เห็นสถาบันศิลปะทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรไม่แสวงหากำไรเข้ามามีบทบาทร่วมกับแกลเลอรีเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็น SONGEUN, Jeonnam Museum of Art และ Suwon Museum of Art รวมถึง ARTSITE SOJE และ Chapter II ขณะเดียวกัน ปีนี้ยังเป็นครั้งแรกที่มีสถาบันและ Art space จากประเทศจีนเข้าร่วม เช่น fibre/aunn museum, X Museum และ Schein Space
ทั้งหมดนี้ทำให้ ART OnO ไม่ใช่เพียงตลาดซื้อขายผลงานศิลปะ แต่เป็นแพลตฟอร์มที่นำเสนอระบบนิเวศของศิลปะร่วมสมัยในมิติที่ซับซ้อนและรอบด้านมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าปีนี้ยังคงได้รับความสนใจจากผู้คนอย่างล้นหลาม ทั้งจากชาวเกาหลีและต่างประเทศ

อาจไม่ตอบโจทย์ตัวเลขในระยะสั้น แต่สร้างคุณค่าในระยะยาว
Jae Myung Noh ผู้ก่อตั้ง ART OnO อธิบายอย่างชัดเจนว่า ตั้งแต่ต้นเป้าหมายไม่เคยเป็นการสร้างอาร์ตแฟร์ที่ใหญ่ที่สุดหรือดีที่สุดในเชิงปริมาณ แต่คือการสร้างงานที่ “มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว” และไม่เหมือนใคร คำว่า “O” ในชื่อจึงไม่ใช่เพียงตัวอักษรสวยๆ แต่หมายถึง One and Only อย่างแท้จริง
ท่ามกลางอาร์ตแฟร์ที่เกิดขึ้นมากมายในเอเชีย โดยเฉพาะในเกาหลีใต้ที่มีงานลักษณะนี้เกือบ 100 งานต่อปี ART OnO เลือกจะเดินอีกเส้นทางหนึ่งที่อาจไม่ตอบโจทย์เชิงพาณิชย์ในระยะสั้น แต่เชื่อว่าจะสร้างคุณค่าในระยะยาวได้ ความคิดนี้สะท้อนผ่านโครงสร้างของงานที่แสดงทั้ง 3 ฮอลล์ โดยถูกออกแบบให้มีคาแรกเตอร์ต่างกันในระดับที่พอดี บางฮอลล์ให้น้ำหนักแบบ Exhibition มากขึ้นผ่านบทบาทของพิพิธภัณฑ์ ขณะที่บางฮอลล์มีความ Commercial แต่ยังรักษาสมดุลของคุณภาพโดยรวมเอาไว้

Jae Myung Noh ยอมรับตรงๆ ว่าการหาสมดุลระหว่างความสำเร็จเชิงพาณิชย์กับคุณค่าทางศิลปะไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจไม่มีวันสมบูรณ์แบบ แต่สิ่งสำคัญคือการพยายามรักษาสมดุลนั้นให้ได้มากที่สุด
“การนำเสนอสิ่งใหม่ที่ไม่คุ้นเคยอาจทำให้ผู้ชมรู้สึกแปลกในช่วงแรก ทว่ายิ่งผู้คนได้เห็นซ้ำ ได้ทำความเข้าใจมากขึ้น ความแปลกนั้นจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นการยอมรับ และกลายเป็นคุณค่าของความแตกต่างในที่สุด”
TUCK BANGKOK หนึ่งเดียวจากไทย ใน ART OnO 2026
อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจของ ART OnO 2026 คือมีตัวแทนจากประเทศไทยเข้าร่วมงานในปีนี้ด้วย ได้แก่ TUCK BANGKOK ของ ทัก มันตาภรณ์ ศิลปินไทยและผู้ก่อตั้งพื้นที่ศิลปะใจกลางย่านพร้อมพงษ์
เขาเล่าว่า TUCK BANGKOK ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 47 หรือซอยบ้านดอน บนที่ดินของ สมาน มันตาภรณ์ คุณปู่ผู้เป็นแพทย์ผ่าตัดหัวใจคนแรกของประเทศไทย ขณะที่อีกฝั่งของครอบครัวมาจากโลกแฟชั่น โดยมี ยศวดี บุญหลง คุณยายผู้เป็นดีไซเนอร์รุ่นบุกเบิกของไทย และเจ้าของห้องเสื้อยศวดี
พื้นที่แห่งนี้จึงเป็นเหมือนการหลอมรวมเรื่อง “ร่างกาย” และ “ความงาม” ไว้ในสถานที่เดียว ก่อนจะพัฒนาเป็นแกลเลอรีในรูปแบบ By invitation only ที่รักษาทั้งความสงบ ความเป็นส่วนตัว และบรรยากาศของการรับชมงานศิลปะอย่างมีสมาธิ
ผลงานที่ TUCK BANGKOK นำมาจัดแสดงที่ ART OnO 2026 จึงมีแกนสำคัญอยู่ที่เรื่อง “หัวใจ” และ Spiritual Healing โดย ทัก ตีความออกมาเป็น “The Blessing of the Mantra” ผ่านภาพถ่ายโบราณสถานในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นวัดหรือพระพุทธรูปในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนจะนำมาซ้อนทับด้วยเทคนิคจิตรกรรมและ “เครื่องมือผ่าตัดหัวใจ” ของครอบครัว กลายเป็นภาพที่เปิดช่องแสงระหว่างสิ่งที่ตามองเห็นกับสิ่งที่มองไม่เห็น เชื่อมโยงโลกทางกายภาพเข้ากับมิติทางจิตวิญญาณอย่างน่าสนใจ

สำหรับผลงานมาสเตอร์พีชที่นำมาจัดแสดงคือการใช้ “เงาของตัวเอง” เป็นองค์ประกอบหลัก แล้วนำมาผสานกับผ้าไทยที่สืบทอดจากมรดกของครอบครัวฝั่งแฟชั่น โดยเลือกใช้ผ้าไหมไทยที่ ผุสดี มันตาภรณ์ ผู้เป็นมารดาที่สั่งสมและพัฒนามานานกว่า 20 ปี มาจัดวางและเย็บลงบนรูปเงาของตนเอง ผสานกับงานปักถักร้อยจากห้องเสื้อยศวดี พร้อมประดับด้วยคริสตัล Swarovski จากออสเตรีย
การเลือกใช้คริสตัลจากออสเตรียยังเชื่อมโยงไปสู่การทำงานร่วมกับ Wolfgang Walkensteiner ศิลปินชาวออสเตรีย ซึ่ง ทัก เป็นผู้ดูแลเขาในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย โดยผลงานของ Wolfgang ที่นำมาจัดแสดงในครั้งนี้โดดเด่นด้วยการทำงานกับ “อวัยวะ” และ “ธรรมชาติ” ผ่านการตัดและจัดวางใหม่ในรูปแบบที่ทลายกรอบแคนวาสแบบเดิม
สำหรับ ทัก การมาร่วมงาน ART OnO ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก และไม่ใช่แค่การได้ออกบูธในต่างประเทศ แต่ยังเป็นการมองเห็น “สะพาน” ระหว่างไทยกับเกาหลีในฐานะศิลปินเอเชียร่วมกัน เขายอมรับว่ารู้สึกยินดีอย่างมากที่ได้พบทั้งนักสะสมและภัณฑารักษ์ชาวเกาหลีจำนวนมาก และมองว่างานนี้เป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการเชื่อมโยงทางศิลปะของภูมิภาค
“เราเชื่อว่าชีวิตมีความเป็นวงกลม ถ้าอยู่ในจุดที่เข้าใจความเป็นแง่ลบ เราจะรู้สึกมากขึ้นในเวลาที่เป็นบวก ศิลปะแสดงถึงทั้งแง่ลบและแง่บวก ตลอดจนบาลานซ์ทุกสิ่งในวงกลมนั้น” ทัก กล่าว

สำหรับบทสรุปตลอด 3 วันของการจัดงานนั้นมีทั้งนักสะสม ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ บุคคลจากวงการวัฒนธรรม และเครือข่ายสถาบันระดับโลกหมุนเวียนเข้ามาร่วมงานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กิจกรรมรอบเมือง ทั้งดินเนอร์ โปรแกรม Networking ทัวร์แกลเลอรี และบทสนทนาต่างๆ ได้ทำให้โซลทั้งเมืองกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานไปโดยปริยาย
ท้ายที่สุด ART OnO 2026 ถือเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่ากรุงโซลยังคงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัยที่น่าจับตามองของเอเชีย และงานนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าอาร์ตแฟร์ในยุคใหม่อาจไม่ได้วัดกันที่จำนวนบูธหรือยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่ามันสามารถสร้าง “ความทรงจำ ประสบการณ์ และบทสนทนา” ให้กับผู้คนได้ลึกซึ้งเพียงใด นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้คนที่หลงรักในเรื่องราวของศิลปะต้องมาสัมผัส ART OnO ให้ได้สักครั้งในปีถัดๆ ไป







ภาพ : ART OnO, ชัชพงศ์ ชาวบ้านไร่
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : SAii Phi Phi Island Village นิยามใหม่ของการพักผ่อนริมทะเล จากนักท่องเที่ยวสู่ส่วนหนึ่งของธรรมชาติและชุมชน ที่ทุกประสบการณ์ถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจ
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

