เมื่องานออสการ์แห่งวงการนาฬิกา "GPHG" เลือกกลับมาจัดนิทรรศการที่ประเทศไทยในรอบ 8 ปี พร้อมนำเรือนเวลาสุดหรูจำนวน 78 เรือน จาก 51 แบรนด์ดัง มาอวดโฉมให้เหล่านักสะสมในไทยได้ชื่นชมความประณีตของการออกแบบกลไกขั้นสูง ก่อนที่จะมีการประกาศรางวัลด้านการดีไซน์ ณ กรุง Genève ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
กรุงเทพฯ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อนิทรรศการ Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) Nomination Tour 2026 ซึ่งเปรียบเสมือนงานประกาศรางวัล "ออสการ์แห่งวงการนาฬิกา" ได้มองเห็นศักยภาพของประเทศไทยในการเป็น watch destination พร้อมวนมาจัดแสดงนิทรรศการในรอบ 8 ปี นับจากงานครั้งสุดท้ายที่เคยจัดขึ้นเมื่อปี 2018

งานครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ เกษรวิลเลจ และ PMT The Hour Glass ซึ่งเป็นผู้จัด GPHG Nomination Tour ในประเทศไทย
พร้อมนำนาฬิกาสุดหรู จำนวน 78 เรือน จาก 51 แบรนด์ชั้นนำ ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล GPHG ประจำปี 2026 มาจัดแสดงโชว์ ณ The Forum เกษรอัมรินทร์ ระหว่างวันที่ 15-18 ตุลาคม 2026 ก่อนที่จะมีการตัดสินรางวัล ณ กรุง Genève ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 7 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้
บรรยากาศภายในงานนอกจากจะมีกลุ่มคนรักนาฬิกามาร่วมงานอย่างคับคั่ง ยังได้รับเกียรติจาก Guy Parmelin ประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิส เดินทางมาร่วมพิธีเปิดนิทรรศการที่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมการประดิษฐ์นาฬิกาของสวิตเซอร์แลนด์กับชุมชนผู้หลงใหลในศิลปะแห่งเรือนเวลาของไทย


จากความเรียบง่ายสู่ความซับซ้อนของกลไก
การจัดแสดงเรือนเวลาในหมวด time only สะท้อนให้เห็นถึงความงามของการบอกเวลาถูกถ่ายทอดผ่านรายละเอียดที่ไม่จำเป็นต้องหวือหวา ยกตัวอย่าง เช่น PARMIGIANI FLEURIER Toric Petite Seconde ที่สะท้อนสุนทรียะของนาฬิกาสุดคลาสสิก
ขณะที่ PIAGET Polo 79 รุ่นไวท์โกลด์พร้อมหน้าปัดหินโซดาไลต์ นำเสนอความแตกต่างระหว่างพื้นผิวของวัสดุและเส้นสายอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเรือน

อีกหนึ่งหมวดที่น่าจับตามองของปีนี้ คือ essential ซึ่ง GPHG ได้เปิดตัวเป็นหมวดรางวัลใหม่ในปี 2026 โดยมีผลงานอย่าง AUDEMARS PIGUET Neo Frame Jumping Hour ที่นำรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ามาตีความใหม่ผ่านกลิ่นอาย retro-futuristic และระบบแสดงชั่วโมงแบบ jumping hour

ส่วน GRAND SEIKO Hand-engraved Manual-winding Spring Drive ถ่ายทอดความละเอียดอ่อนของงานแกะสลักด้วยมือควบคู่กับเทคโนโลยีกลไกที่เป็นจุดเด่นของแบรนด์ญี่ปุ่น
เมื่อเข้าสู่โลกของกลไกซับซ้อน LOUIS VUITTON Escale Worldtime Flying Tourbillon นำเสนอการบรรจบกันของงานออกแบบร่วมสมัยและศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาชั้นสูง ด้วยกรงทูร์บิญองลวดลาย monogram flower ที่วางอยู่ใจกลางหน้าปัดท่ามกลางวงแหวนแสดงเวลาโลก

ขณะที่หมวด chronograph และ calendar and astronomy เผยให้เห็นอีกมิติของการพัฒนากลไก ตั้งแต่ระบบจับเวลาไปจนถึงการแสดงปฏิทินและข้อมูลทางดาราศาสตร์ ผ่านผลงานจาก AUDEMARS PIGUET และ PARMIGIANI FLEURIER

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาสปอร์ต GRAND SEIKO Spring Drive U.F.A. Ushio 300 Diver เป็นอีกเรือนที่น่าสนใจ ด้วยการผสานแนวคิดนาฬิกาดำน้ำเข้ากับเทคโนโลยีความเที่ยงตรงสูงของแบรนด์
ด้านหมวด artistic crafts เปิดพื้นที่ให้ความงามของงานฝีมือโดดเด่นอย่างเต็มที่ ทั้ง LOUIS VUITTON Tambour Taiko Arty Automata ซึ่งใช้เทคนิค grand feu enamel และรายละเอียดการตกแต่งด้วยขนนกเพื่อสร้างมิติบนหน้าปัด

และ AUDEMARS PIGUET Établisseurs Nomade ที่ตีความการใช้งานนาฬิกาพกและนาฬิกาตั้งโต๊ะผ่านรูปทรงเรขาคณิตที่แตกต่าง
ส่วนหมวด challenge ชวนมองวงการนาฬิกาในอีกมุม ผ่านผลงานจากแบรนด์อิสระและแบรนด์ที่กำลังนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ รวมถึง SEIKO King Seiko VANAC ที่นำภาษาการออกแบบอันโดดเด่นจากยุค 1970s กลับมาตีความในบริบทปัจจุบัน

เมื่อเรือนเวลากลายเป็นงานศิลปะที่สวมใส่ได้
เสน่ห์ของนิทรรศการ GPHG ไม่ได้อยู่ที่ชื่อของแบรนด์หรือความซับซ้อนของกลไกนาฬิกาที่นำมาโชว์เท่านั้น ทว่ายังแสดงให้เห็นแนวคิดเบื้องหลังของนาฬิกาแต่ละเรือนอย่างใกล้ชิด
บางชิ้นให้ความสำคัญกับความบริสุทธิ์ของรูปทรงและการแสดงเวลา ขณะที่บางชิ้นเลือกทดลองกับวัสดุ เทคนิคการตกแต่ง หรือการแสดงผลที่ก้าวข้ามกรอบของนาฬิกาแบบดั้งเดิม


ดังนั้นการนำผลงานจากหลากหลายสำนักมาจัดแสดงในพื้นที่เดียวกันจึงเป็นโอกาสอันดีในการทำความเข้าใจว่า เหตุใดนาฬิกาจักรกลจึงยังคงมีคุณค่าในยุคเทคโนโลยีดิจิทัล
เมื่อสิ่งที่ผู้สร้างสรรค์ส่งมอบไม่ได้มีเพียงแค่ฟังก์ชันการบอกเวลา แต่ยังรวมถึงทักษะที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน ความละเอียดของกระบวนการผลิต และมุมมองทางศิลปะที่ทำให้นาฬิกาแต่ละเรือนมีบุคลิกเฉพาะตัว



ภาพ : GPHG
ออกแบบ : ชัยกานต์ มณีจักร์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : CITIZEN "Autumn Light 2026" เมื่อแสงสีทองในฤดูใบไม้ร่วง สู่ศิลปะแห่งการดีไซน์เรือนเวลารุ่น Limited Edition เฉพาะประเทศไทย
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


