"ฌอน POEM" แนะ Gen Z "เป็นตัวเอง โดดเด่น สร้างความแตกต่าง" หากต้องการสมัครงานในตำแหน่ง/องค์กรที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ นับตั้งแต่การเขียนเรซูเม่ และการสัมภาษณ์งาน ชี้คนรุ่นใหม่มีจุดเด่นเรื่องการใช้เทคโนโลยี และการสร้าง content ให้โดนใจผู้บริโภคในกลุ่มวัยเดียวกัน หากเข้าใจธรรมชาติของพนักงานรุ่นนี้ได้ก็จะช่วยเสริมแกร่งให้องค์กร
Forbes Thailand มีโอกาสได้พูดคุยกับ ฌอน-ชวนล ไคสิริ ผู้ก่อตั้งและครีเอทีฟไดเร็กเตอร์แบรนด์ POEM แบรนด์แฟชั่นเฮาส์ของไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้านงานตัดเย็บและการเล่าเรื่องผ่านซิลูเอต ที่ช่วยเน้นสรีระทรงนาฬิกาทราย (hourglass) ทำให้ผู้หญิงที่สวมใส่ชุดสามารถโชว์สัดส่วนที่สวยงามของรูปร่างได้เหมาะสม จากการแผสมผสานโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมเข้ากับเสื้อผ้าอย่างลงตัว
ผู้บริหารซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์บอกว่า ช่วงนี้อยู่ระหว่างการคัดสรรพนักงานใหม่เข้าร่วมงานกับบริษัท เลยอยากให้คำแนะนำแก่กลุ่มน้องๆ Gen Z คนรุ่นใหม่ ถึงการเขียนเรซูเม่หรืออีเมลการสมัครงานให้มีความโดดเด่น ดึงดูดใจ โดยสิ่งสำคัญหลัก 3 ข้อ คือ
1. Resume/Portfolio ต้องสะท้อนออกมาได้ชัดเจนว่า “เราเป็นใคร”
2. รูปที่ใช้สมัครงาน ถ้าสมัครงานสายแฟชั่นหรืองานที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ ควรเลือกภาพและงาน artwork ที่แสดงให้เห็นถึง lifestyle ตัวตน และบอกล่าเรื่องราวของเราได้อีกทางหนึ่ง
3. โฟกัสเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น ไม่ควรใส่ข้อมูลเยอะหรือน้อยเกินไป แต่ควรเลือกเน้นใส่ข้อมูลที่น่าจะตอบโจทย์กับตำแหน่งงานที่สมัคร
"สิ่งที่ผมเห็นบ่อยๆ เลยก็คือผู้สมัครงานจำนวนมากจะเลือกส่งเรซูเม่และอีเมลสมัครงานมาใน format รูปแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบที่ทางมหาวิทยาลัยสอน เพื่อนแนะนำ หรือแม้กระทั่งการใช้ AI ช่วยเขียน
"ซึ่งการส่งข้อมูลแนะนำตัวทุกอย่างมาครบอาจจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะการที่เราจะเลือกพนักงานเข้ามาทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นหลักผมจึงอยากให้น้องๆ ตีโจทย์ของการสมัครงานให้แตก นึกถึงการการนำเสนอตัวเองให้โดดเด่น ชัดเจน เพื่อให้เกิดความดึงดูดใจจากบริษัทที่รับสมัครงาน"

"เป็นตัวเอง" ไปสัมภาษณ์งาน แต่ต้องรู้จักบริบทที่เหมาะสม
หากไปสัมภาษณ์งานกับหน่วยงานที่เน้นภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ ในสายอาชีพ การแต่งตัว เสื้อผ้า หน้าผม ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้สมัครงานจะต้องคำนึงถึง แต่สำหรับการสัมภาษณ์งานกับองค์กรซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นอย่าง POEM ฌอน-ชวนล บอกว่า ผู้สมัครไม่จำเป็นต้องแต่งตัวเนี้ยบ สุภาพ เรียบร้อย จนดูเป็นทางการมากไป
และไม่จำเป็นต้องเลือกซื้อเสื้อผ้าของแบรนด์มาสวมใส่ในการสมัคร เพราะสิ่งที่เขาอยากเห็นคือ การที่คนๆ นั้น แสดงให้เห็นว่า มีความสนใจ กระตือรือต้น ในสายงานและมีความเข้าใจโลกของแฟชั่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจริงๆ มากกว่า
"มาสมัครงานที่ Poem อย่างน้อยๆ เลย คุณต้องบอกเล่าเรื่องราวผ่านเสื้อผ้า การแต่งกายของตัวเองออกมาให้ได้ ก่อนหน้านี้ผมเคยเจอน้องผู้หญิงที่ตัดผมทรงสกินเฮด เปรี้ยวจี๊ดมาเลย ซึ่งพอเราได้คุย ได้สัมภาษณ์งาน ก็ได้เห็นว่าน้องเขามีองค์ความรู้เกี่ยวกับงานแฟชั่น ซึ่งเราก็รู้สึกประทับใจมากเช่นกัน" ชวนล กล่าว

ไม่เน้นเลือก "สถาบัน" เน้นคัดสรรคน "ทัศนคติดีเข้าร่วมทีม"
ระบบการรับบุคลากรเข้าทำงานของบางที่ อาจจะมีการให้น้ำหนักในการคัดเลือกมาจากสถาบันการศึกษาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งในส่วนของแบรนด์ POEM ชวนล ให้ความเห็นว่า เน้นคัดเลือกพนักงานที่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีมากกว่า
โดยพนักงานเหล่านี้จะต้องมีทักษะการสื่อสารเป็นหลัก และต้องมีทัศนคติที่ีดีในการทำงานร่วมกันเป็นทีมกับกลุ่มเพื่อนร่วมงานด้วย เพื่อให้การทำงานต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น
สำหรับปัญหาเรื่องการสื่อสารและมุมมองที่แตกต่างระหว่างวัยของกลุ่มคนรุ่นเก่า Gen Y และคนรุ่นใหม่ Gen Z ชวนล มองว่า เราต้องเข้าใจธรรมชาติของกลุ่มคน Gen Z ให้ได้ก่อน ยกตัวอย่างเช่น เรื่องของการไหว้ที่คนรุ่นใหม่อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับคนสมัยก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีมารยาทหรือไม่เคารพผู้ใหญ่ เพราะพวกเขามีวิธีการแสดงออกไปตามวัฒนธรรมของยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเท่านั้น
"น้องๆ Gen Z เติบโตมากับโลกดิจิทัลและ social media พวกเขาเลยมีจุดแข็งในเรื่องการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆ และยังมีความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องของการสร้าง content ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ด้วยวิธีการสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นเดียวกัน ถ้าเราเข้าใจจุดนี้ได้ การมีคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานในองค์กรจะกลายเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่ช่วยเสริมความแกร่งของมุมมองใหม่ๆ ที่เข้ามาเติมเต็มให้องค์กร"

ดราม่าที่เกิดกับธุรกิจ ต้อง "สู้ด้วยข้อมูล" อย่างเป็นระบบ
ทุกครั้งที่ธุรกิจเกิดปัญหารวมถึงประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นผ่านโลกออนไลน์ ชวนลเลือกที่จะไม่วิ่งหนีพร้อมเผชิญหน้าสู้กับปัญหา โดยเน้นรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้น เข้าใจถึงข้อเท็จจริง พร้อมวิเคราะห์แยกแยะสถานการณ์ หลังจากนั้นจึงเดินหน้าแก้ไขวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ
"ถ้าเรารับมือแก้ไขปัญหาได้ดี วิกฤตเรื่องลบที่เกิดขึ้นก็สามารถพลิกกับมาเป็นบวกสร้างผลดีต่อองค์กรได้ ซึ่งระหว่างที่เกิดดราม่าเราก็ต้องรู้จักรับมือกับความเครียดและรู้จักปล่อยวางสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวันให้ได้ เพราะถ้าปล่อยให้เรื่องใน social media มาครอบชีวิตตลอด 24 ชั่วโมง ก็จะทำให้เราเสียทั้งพลังงานและสภาพจิตใจ และสุดท้ายอาจกระทบความสามารถในการตัดสินใจทางธุรกิจเช่นกัน" ชวนล กล่าวทิ้งท้าย

ภาพ : POEM
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “เนเน่ รอยัล” จากภูเก็ต สู่เวทีระดับโลก พรสวรรค์อาจพาให้โดดเด่น แต่การฝึกฝนพาไปได้ไกล
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


