ดร.เอมอร โคพีร่า “MINDAI” สัมผัสลมหายใจบำบัดจิต

ดร.เอมอร โคพีร่า “MINDAI” สัมผัสลมหายใจบำบัดจิต

ลมหายใจคือพลังชีวิตที่ขาดไม่ได้ แต่ยิ่งไปกว่านั้นลมหายใจสามารถบำบัดสุขภาพ ส่งผลต่อจิตใจ สมอง และร่างกายได้มากกว่าที่คิด การบำบัดด้วยลมหายใจเป็นศาสตร์แห่งธรรมชาติที่น่าทึ่ง


    แพทย์หญิง ดร.เอมอร โคพีร่า (Dr. Aimon Kopera) สุภาพสตรีผิวสองสีรูปร่างสันทัด ใบหน้าของเธอยิ้มแย้มอยู่เสมอ และเป็นรอยยิ้มที่เปิดเผยด้วยแววตาสดใสให้ความรู้สึกถึงสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ เธอเป็นคุณหมอที่เดินทางไปทั่วโลกเพื่อนำเสนอ “MINDAI Breathwork” โปรเจกต์การบำบัดรักษาสุขภาพด้วยลมหายใจที่ศึกษาและทำต่อเนื่องมานานกว่า 30 ปี เธอมักพูดคุยกับทุกคนด้วยรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดี 

    กับสื่อก็เช่นเดียวกัน Forbes Thailand มีโอกาสได้สัมภาษณ์พิเศษคุณหมอเอมอรในช่วงสายวันหนึ่งก่อนจะมีโอกาสได้ร่วมคลาสฝึกลมหายใจบำบัดที่เธอนำการฝึกสมาธิและฝึกการหายใจเพื่อบำบัดร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นคอร์สสั้นๆ ที่จัดขึ้นเป็นพิเศษเพื่อแนะนำ MINDAI Breathwork ให้สื่อไทยได้รู้จักมากขึ้นหลังจากบางสื่อเคยรับทราบมาบ้างแล้ว

    แพทย์หญิง ดร.เอมอร เป็นแพทย์ในหน่วยงานของสหประชาชาติ ทำให้เธอมีพื้นฐานการรักษาผู้ป่วยในพื้นที่ต่างๆ อยู่แล้ว เมื่อเธอหันมาทำ MINDAI ยิ่งทำให้มีโอกาสเดินทางไปเผยแพร่ศาสตร์แห่งลมหายใจนี้ในหลายพื้นที่ทั่วโลกในประเทศใหญ่น้อยและพื้นที่ห่างไกล ดร.เอมอรเดินทางไปทั่วทุกแห่ง พร้อมนำคอร์สอบรมการฝึกหายใจไปเผยแพร่ ทำให้คนรู้จักกิจกรรม Breathwork มากขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญการฝึกลมหายใจเพื่อบำบัดร่างกายและจิตใจเป็นศาสตร์ที่อ้างอิงธรรมชาติ และเชื่อมโยงทางการแพทย์ได้เป็นอย่างดี 


หายใจดี สุขภาพดี

    Breathwork ของคุณหมอเอมอรคือศาสตร์ที่ว่าด้วยการหายใจ โดยสูดหายใจลึกเข้าสู่ร่างกาย และปล่อยลมหายใจออกอย่างเต็มที่ อากาศที่เข้าสู่ร่างกายคือออกซิเจนที่จะไปเติมให้ปอดทำงานดีขึ้น และเติมให้สมองได้รับออกซิเจนเพื่อระบบไหลเวียนเลือดที่ดี วิธีง่ายๆ ที่คุณหมอแนะนำคือ สูดลมหายใจทางจมูกเข้าไปให้ลึกที่สุดเท่าที่ทำได้เพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ปอดได้มากที่สุด ลึกลงไปถึงร่างกายช่วงท้อง จากนั้นกลั้นไว้ชั่วอึดใจแล้วคลายลมหายใจออกให้สุดทางปาก พร้อมปล่อยเสียงหายใจออกอย่างเต็มที่ 

    “การสูดลมหายใจเข้าไปให้สุดเป็นการเติมออกซิเจนให้กับร่างกาย เพื่อทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดีที่สุด กระบวนการไหลเวียนเลือดผ่านสมองทำให้ปลอดโปร่ง” เป็นคำอธิบายง่ายๆ ที่คุณหมอเอมอรบอกเล่าอยางเป็นกันเอง แม้จะเป็นศาสตร์ทางการแพทย์แต่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ไม่ยาก 


ฝึกลมหายใจต้องทำควบคู่ไปกับสมาธิ ฝึกสมาธิโดยการนั่งและปิดตาเพื่อทำสมาธิรวบรวมความรู้สึกประสาทสัมผัสทั้งหมดปิดในชั่วขณะ “ถ้าพูดถึงคลื่นสมองเมื่อเราเปิดตาจะมีการรบกวนจากสิ่งที่มองเห็น คลื่นสมองทํางานอยู่ตลอดเวลา เราเห็นอะไรก็จับภาพประมวลผลเข้ามาในสมอง เวลาเราปิดตาการรับรู้จะลดลง” คุณหมอเอมอรอธิบายง่ายๆ ว่า การฝึกสมาธิและปิดตา ช่วยให้เราอยู่กับสิ่งที่กำลังทำได้มากขึ้น หรือทำให้มีสมาธิมากขึ้นนั่นเอง 

    นอกจากกำหนดลมหายใจเข้าออกให้ลึกเป็นพิเศษ ยังต้องทำควบคู่กับการปิดตาเพื่อลดการกระตุ้นของสิ่งเร้าจากการมองเห็น ทำให้การกำหนดลมหายใจชัดเจนขึ้น แต่ในคลาสที่อบรมจะมีการบำบัดด้วยเสียง โดยให้ผู้ฝึกนอนปิดตาแต่ใส่เครื่องหูฟังซึ่งจะมีเสียงบรรเลงต่างๆ ส่งเข้ามาตลอดการนอนทำสมาธิ เปิดใจบางคนให้ปลดปล่อยสิ่งที่ค้างคาอยู่ภายใน เปิดรับการบำบัดด้วยเสียง ซึ่งบางคนเสียงเหล่านี้ทำให้พวกเขาเห็นภาพ

    ภาพที่ชัดเจนอาจเกิดขึ้นกับบางคนเมื่อได้รับเสียงในการกระตุ้น ห้องทดลองนี้จะให้ผู้ฝึกได้ถ่ายทอดภาพที่ตัวเองเห็นขณะนอนทำสมาธิ ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพวาดตามสิ่งที่เห็น จะเรียกว่าจินตนาการก็คงไม่ผิด เพราะเป็นภาพที่เกิดขึ้นในโสตประสาทขณะหลับตาแล้วได้ฟังเพียงเสียงดนตรีบางชิ้นที่สลับกันไปมา 

    นอนให้ดีหายใจเข้าออกให้ลึก สูดออกซิเจนเข้าปอดอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็รับฟังเสียงในการบำบัดความเครียด หรือเรื่องราวที่ติดค้างในสมอง จะทำให้รู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก และน่าแปลกที่ทำให้การนอนของเราดีขึ้น ในวันที่มาเข้าคอร์สกับคุณหมอเอมอรใช้เวลาราว 2 ชม. รวมกิจกรรมทำสมาธิ ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านภาพวาด และการแลกเปลี่ยนในห้องสนทนา 

    แต่ละคนจะแบ่งปันความรู้สึกแตกต่างกันไป บางคนบอกว่า รู้สึกผ่อนคลาย บางคนบอกปลอดโปร่ง และบางคนบอกว่า เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในป่าธรรมชาติ แรงตอบสนองต่อกิจกรรมนี้แตกต่างกันไปตามพื้นฐานและความรู้สึกของแต่ละคน 

    แพทย์หญิง ดร.เอมอร เล่าว่า เธอศึกษาเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว “จริงๆ ศึกษาด้านนี้มา 30 กว่าปีแล้วตัวเองเป็นลูกครึ่งไทยจีนมีความเชื่อและศาสตร์ทางพุทธ แต่อีกครึ่งเป็นคริสต์เลยได้เรียนทั้งสองอย่าง เข้าโบสถ์วันอาทิตย์และเข้าวัดด้วย ได้ทั้งวัดทั้งโบสถ์” เธอเล่าว่า โดยพื้นฐานเป็นคนที่สนใจเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว และมีคำถามมากมายคนเราเสียชีวิตแล้วไปไหน ไปเป็นอะไร เธอมีคำถามเรื่องนี้มาตั้งแต่ยังเด็กมาตลอด พอมีคำถามก็อยากจะหาคำตอบอยากศึกษาเรื่องเหล่านี้ เป็นที่มาของอาชีพแพทย์ในปัจจุบัน 


แสงสว่างจากห้องมืด

    จะว่าไปคุณหมอเอมอรที่ผันตัวเองมาทำเรื่อง Breathwork ก็ไม่ใช่แพทย์ในสายงานการรักษาโดยทั่วไป ทำให้มีคำถามว่า อะไรทำให้เธอหันมาสนใจเรื่องพวก “เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วได้นั่งสมาธิในห้องมืดเป็น 21 วัน อยู่ในห้องมืดยาวนานที่สุด เพราะสงสัยว่าจะเป็นอย่างไร” 

    เธอเล่าว่า ครั้งนั้นเพื่อนชวนไปทำ Darkness Retreats ได้รับการอธิบายจากเพื่อนแบบตรงตัวคือ การไปนั่งทำสมาธิในห้องมืด 21 วัน เป็น 21 วันที่ได้อยู่กับตัวเอง ได้ทบทวนตัวเอง สำรวจว่าในช่วงชีวิตของคนเราจะมีความสุข ความทุกข์ ซึ่งเป็นวงจรของชีวิต หรือว่ามีโรคทั้งโรคกายโรคใจเข้ามา ไม่ได้เป็นความเชื่อแต่เป็นศาสตร์หนึ่ง ซึ่งการเข้ามาร่วมจะรักษาทั้งจิตใจได้ อาจารย์ถามเข้ามาทำไม เธอตอบไปว่า เพราะสงสัยอยากทดลอง ตอนนั้นแค่อายุ 20 ต้นๆ เริ่มเรียนแพทย์แล้ว 

    แพทย์หญิง ดร.เอมอร บอกว่า เดิมทีเธอเป็นนักเรียนพยาบาล เป็นรุ่นแรกของมหาวิทยาลัยมหิดลที่ศาลายา จบพยาบาลก่อนไปเรียนแพทย์ที่สหรัฐอเมริกา เธอเล่าว่า ที่อเมริกามีโอกาสมากมายไม่มีเงื่อนไข อายุไม่จำกัด ไม่มี seniority อยากจะทำอะไรตอนอายุเท่าไรก็ทำได้ อายุ 50-80 ก็ยังกลับไปเป็นนักเรียนได้ตลอด “ที่อเมริกาเขานับนับถือกันที่ตัวบุคคลและความ creative” เธอเล่าก่อนจะอธิบายสิ่งที่พบนี้ว่า conscious ซึ่งคำแปลอาจไม่ตรงนัก แต่น่าจะหมายถึงจิตใต้สำนึก และแปลว่า connection เป็นการเชื่อมต่อกับความเชื่อ เช่น เราเชื่อเรื่องพุทธ เรื่องคริสต์ หรือเรื่องเอเนอร์จี conscious ก็จะไปเชื่อมต่อกับเรื่องเหล่านั้น 

    “ถ้าเรามีความเชื่ออยู่ในตัว ทางการแพทย์พิสูจน์ว่าถ้าเราเชื่อเราจะทำอะไรก็ได้ สมมติคนป่วยคนหนึ่งเป็นหวัด อีกคนเป็นมะเร็ง ถ้าบอกคนเป็นมะเร็งว่าเป็นหวัดเขาจะเชื่อว่าเป็นหวัดต้องรักษาหาย” นั่นคือความเชื่อมีอิทธิพลต่อการตอบสนองของร่างกาย ในหนังสือที่เธอเขียนมีเรื่อง consciousness เล่าว่า เข้าไปห้องมืดทำอย่างไร แล้วทำไมถึงมีความสุขได้ 

    เรื่อง “ลมหายใจ” ทำให้เรามีความสุขได้ทำให้เรามีจุดหมาย จิตใจสงบ การหายใจไปเกี่ยวกับการเปลี่ยนออกซิเจนในสมอง เธออธิบายว่า เวลาเราเปลี่ยนออกซิเจนในสมองจะให้ความรู้สึกเคลิ้มๆ เหมือนการดื่มเหล้า เวลาหายใจสมองเราจะเคลิ้ม การหายใจเปลี่ยนออกซิเจนในสมองเพื่อให้สมองเหมือนเวลาปิดตา เท่ากับเรา slow down เราไม่ให้สมองแปลบอกว่าสมองไม่ต้องแปล เราจะให้จิตใต้สำนึกแปล เพราะสมองมีเรื่องประสบการณ์มาเกี่ยวข้อง เช่น การถูกเลี้ยงมาอย่างไร ถูกเลี้ยงให้กลัว ให้กล้า แต่ถ้าสมองเราหยุดทำงานเพียงครู่เดียวจิตที่บริสุทธิ์จะออกมาให้ข้อมูลเรา

    “การหายใจสามารถ control แบบเครื่องกรองได้ตามสิ่งที่เรียนรู้มา เขาเรียกว่า temporary คือชั่วคราว deactivate คือบอกสมองไม่ต้องมากลั่นกรอง เราอยากได้ข้อมูลบริสุทธิ์ที่เราควรจะได้ เวลาสมองพัก โดยใช้เสียงเพลงกับลมหายใจ” นั่นคือหลักการคุณหมอเอมอรอธิบายว่า สมองที่เคยคิด เราเคยเป็นคนต้องมีระบบระเบียบ แต่วันนี้สมองบอกเราพักผ่อน จิตใต้สำนึกหรือว่าจิตที่บริสุทธิ์จะเข้ามาทำให้เราเหมือนเป็นเด็กอายุ 1-3 ขวบ ทำให้เรามีการรับรู้ทางประสาทสัมผัสและ six senses จะเข้าไปในจิตลึกๆ ของเราได้ พอเราเข้าไปถึงจุดนั้นสมองจะเริ่มทบทวนทำให้คนที่เครียด ซึมเศร้า สามารถยืดหยุ่นได้ สมองผ่อนคลายลง

    “ไม่ใช่ผ่อนคลายชั่วคราว พอสมองเริ่มยืดหยุ่นเขาก็เริ่มซ่อมแซม สมองก็จะเริ่มยืดหยุ่น เวลาเราหายใจกับเพลง เขาช่วยในการหลั่งสารความสุข” 



สัมผัสที่ผ่อนคลาย

    คุณหมอเอมอรบอกว่า การฝึกลมหายใจเราต้องบอกสมองให้ผ่อนคลาย สมองก็จะผ่อนคลายแล้วเราจะเข้าไปห้วงคำนึงของเราเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติ ต้องลองถึงจะรับความรู้สึกได้ เหมือนคนที่บอกว่า ฉันอ่านเรื่องสมาธิเข้าใจ แต่เขาจะไม่เข้าใจจนกว่าจะได้นั่งสมาธิ หรือคนที่บอกว่าอ่านหนังสือขับรถฉันขับรถได้แต่ไม่เคยขับรถ ต้องไปลองขับจริงให้ได้ก่อน เป็นสิ่งที่ต้องลองด้วยตัวเอง 

    ศาสตร์นี้ไม่ใช่แค่ลดความเครียด ยังลดการฆ่าตัวตาย คนที่ฆ่าตัวตายเพราะฮอร์โมนในสมองเพิ่มความเครียด อาจมีโรคและไม่มีความสุข อยากจะหนีโลกเพราะไม่มีความสุขกับชีวิต หรือมีความรับผิดชอบมากมีความเครียดมาก “ปัจจุบันคนไทย 4.4 ล้านคนมีปัญหาเรื่องเครียด นอนไม่หลับ ไม่พอใจกับชีวิต ไม่พอใจกับสิ่งรอบตัว สถิติสูงมากต่อปีมีคนไทยฆ่าตัวตาย 5,000 คน ประเทศอื่นประมาณ 700 คน ของไทยถือว่าเยอะมาก”  

    การฝึกหายใจบำบัดสามารถช่วยลดปัญหาความเครียดได้ เพียงแต่ต้องตั้งใจและปฏิบัติให้ถูกต้อง เมื่อเราสามารถกำหนดลมหายใจและผ่อนคลายสมองได้ปัญหาความเครียดหนักๆ จะทุเลาลง ข่าวที่พบนักเรียนไม่พอใจผลการเรียนกระโดดตึก ทหารไม่พอใจสภาพแวดล้อมฆ่าตัวตายฆ่าคนอื่น ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของสุขภาพจิต (mental health) 

    ตัวอย่างกลุ่มคนที่รับประทานยาคลายเครียดทั้งหลาย สารเหล่านี้ที่จริงมีอยู่ในสมองเราสามารถหลั่งสารที่เป็นเหมือนยาให้เราได้ เวลาเรานั่งในห้องมืดสารตัวนี้อยู่ในตัวเราจะหลั่งออกมาพอหลั่งออกมาทำให้จิตใจเราเห็นแสงสว่าง เห็นสีสวยไปหมด โลกมันสวยมีความสุข แต่คนที่เครียดคือสารเหล่านี้ไม่หลั่งออกมาทำให้งกังวล นอนไม่หลับ บางคนไปถึงขั้นซึมเศร้า ไม่อยากทำอะไร ไม่มี motivation ในการทำอะไรเลย อยู่อย่างเบื่อๆ ไม่มีความสุข 

    คุณหมอเอมอรเดินสายไปจัดคลาส MINDAI Breathwork ในหลายประเทศหลายภาคพื้น ต่อจากการมาเยือนไทยช่วงปลายเดือนตุลาคมก็ไปจัดคลาสต่อที่ภูฏานและอีกหลายประเทศ มีโปรแกรมตลอดเวลา แต่ละครั้งก็ได้สอนการบำบัดจิตด้วยลมหายใจและเสียง ทำให้ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมได้สัมผัสถึงความสุขจากภายใน ความสุขจากการผ่อนคลายและปลดปล่อยมันอาจจับต้องเป็นรูปธรรมไม่ได้ชัดเจน แต่หลายคนรับรู้ได้ถึงความสุข ความสดชื่น และทุเลาภาวะเครียดลงได้ นอนหลับได้สนิทขึ้น ลดภาวะวิตกกังวลลงได้ เป็นต้น 

    การรักษาด้วยลมหายใจและเสียงบำบัดต่างจากโมเดลการรักษาแพทย์แผนปัจจุบันที่เรียกการป่วยว่าเป็นโรค (disease) แพทย์จะดูว่าเป็นโรคอะไรพอวินิจฉัยโรคแล้วก็ให้ยารักษาอาการ โดยไม่ได้ดูสาเหตุที่มาของโรค เป็นโมเดลการรักษาทั่วโลก เป็นการรักษาไม่ใช่ป้องกัน (preventive) ที่เป็นการรักษาแบบองค์รวม (holistic) ด้วยการรักษาจากรากฐานของโรค และดูแลรักษาเป็นรายบุคคล 

    “หมอทุกคนจะถูกสอนให้เข้ามาตรวจเพื่อจะหาโรค เพราะถ้าไม่ได้โรคคนไข้ก็จะบอกว่า บอกให้ฉันเป็นโรคอะไรขอสักโรคหนึ่งเถอะ” คุณหมอเอมอรยกตัวอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในระบบการแพทย์ปัจจุบัน แต่ถ้าเราใช้วิธีหายใจกับ Breathwork ร่างกายจะทำให้สมองหลั่งสารแห่งความสุขมาระงับอาการได้โดยไม่ต้องใช้ยา เป็นอีกทางเลือกคือสารธรรมชาติไม่ต้องใช้ยา ธรรมชาติอันแรกคือการหายใจ เป็นวิธีธรรมชาติที่สุดเพราะทุกคนหายใจอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องหายใจเพื่อบำบัดโรคให้ได้ ทำร่วมไปกับเสียงเพลงทำให้สมองผ่อนคลาย สมองเปิดทำให้ทุกอย่างเข้ามาบาลานซ์ ทั้งเคมีคอลทั้งสตรัคเจอร์ ให้ฮอร์โมนที่ไม่เคยมีก็มีขึ้นมา


    นี่เป็นเพียงบางส่วนบางตอนที่แพทย์หญิง ดร.เอมอรบอกเล่าผ่านการพูดคุยในเวลาสั้นๆ สิ่งที่เธอทำและประสบการณ์ที่ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลสำเร็จมากมาย ไม่แน่ว่าวันหนึ่งข้างหน้าคุณอาจสนใจศาสตร์นี้ เพราะเป็นวิถีธรรมชาติที่ทำได้หากได้เรียนรู้และฝึกฝนกับพื้นฐานง่ายๆ ของร่างกายเราเอง ลมหายใจบำบัดจิต 

    คุณหมอเอมอรได้สรุปสิ่งที่เธอทำผ่านข้อความนี้ว่า "Breath is the bridge between the conscious and the infinite. Through each mindful inhale and exhale, we connect to our deeper self, awaken the mind’s vast potential, and align with the rhythms of life. In breath, we discover the essence of healing, clarity, and transformation." 


ภาพ: MINDAI Breathwork 




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Nyrika Holkar ปลดล็อกการเติบโต GODREJ & BOYCE

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ในรูปแบบ e-magazine