Land Rover และการกลับมาอีกครั้งของการเดินทางจากยุโรปถึงเอเชีย

Land Rover และการกลับมาอีกครั้งของการเดินทางจากยุโรปถึงเอเชีย

FORBES THAILAND / ADMIN
21 Mar 2020 | 10:00 AM
READ 8031

การเดินทางโดยใช้เส้นทางบกจากยุโรปถึงเอเชียครั้งประวัติศาสตร์ฟื้นคืนชีพรถ Land Rover และเหล่าคณะอีกครั้ง

รถ Land Rover Series I รุ่นปี 1955 คันเก่าจอดกลางแสงแดดที่แผดจ้าจากดวงอาทิตย์ยามเช้าของสิงคโปร์ ตัวถังสีน้ำเงินสีถลอกและซีดจาง แต่คำว่า “Oxford & Cambridge Far Eastern Expedition” ยังเด่นชัดอยู่ข้างประตูรถ ซึ่งจอดอยู่ใกล้เส้นออกสตาร์ทข้างอาคาร Pit Building สำหรับการแข่งรถ F1 ที่สิงคโปร์

รถคันนี้มีชื่อเล่นว่า “แม่สาวใหญ่” (old girl) เป็น 1 ใน 2 คันดั้งเดิมที่เคยวิ่งจาก London ถึงสิงคโปร์ในการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ First Overland (เส้นทางบกครั้งแรก) เมื่อปี 1955-56 การเดินทางครั้งนั้นมีชื่อทางการว่า Oxford and Cambridge Far Eastern Expedition เป็นการเดินทางโดยใช้เส้นทางบกระยะทางยาวที่สุดเท่าที่เคยมีมาในยุคนั้น

การเดินทางครั้งนั้นกินเวลาประมาณ 6 เดือน โดยใช้เวลาไม่น้อยไปกับการเดินทางผ่านภูมิประเทศที่ขรุขระ วิ่งบนถนนตะปุ่มตะป่ำ แล่นฝ่าไอร้อนบนเส้นทางข้ามทะเลทรายในอิรัก หรือบุกป่าทึบในไทย มันเป็นการเดินทางที่ถูกจารึกไว้ชั่วนิรันดร์ทั้งในงานเขียนและในรายการโทรทัศน์ของ BBC (ชมคลิปรายการได้ใน YouTube)

คนที่ยืนข้าง “แม่สาวใหญ่” คือ Patrick Murphy วัย 88 ปี และ Nigel Newbery วัย 86 ปี ซึ่งเป็น 2 ใน 3 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ จากสมาชิกคณะดั้งเดิมทั้งหมด 6 คนที่ขับรถ 2 คันไปบนเส้นทางบกสายดังกล่าว (ส่วนรถคันที่ 2 ตามหาไม่พบ)

ทั้งสองคนเดินทางไปสิงคโปร์เพื่อเข้าร่วมงานเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันออกเดินทางของคณะ Last Overland (เส้นทางบกครั้งสุดท้าย) การเดินทางนี้จะขับย้อนรอยเส้นทางเดิม 16,000 กิโลเมตร จากสิงคโปร์ถึง London แต่มีเรื่องเศร้าคือ Tim Slessor วัย 87 ปี สมาชิกคนที่ 3 และคนสุดท้ายในคณะดั้งเดิม ซึ่งไปสิงคโปร์เพื่อจะร่วมเดินทางไปด้วย เกิดป่วยมากเกินกว่าจะเข้าร่วมเดินทางได้ในช่วงไม่นานก่อนปล่อยรถ

หนึ่งในคณะผู้จัดและผู้ร่วมเดินทางคือ นักสร้างภาพยนตร์ที่อาศัยอยู่ในเมียนมา ชื่อ Alex Bescoby ซึ่งเขาเป็นผู้ถ่ายทำสารคดีระหว่างการเดินทางครั้งนี้ด้วย ศิษย์เก่า Cambridge ชาวอังกฤษวัย 31 ปีคนนี้กล่าวว่า เป้าหมายคือ การเดินทางให้ถึง London ภายใน 100 วัน ซึ่งเป็นเวลาประมาณครึ่งหนึ่งของการเดินทาง First Overland

การเดินทางครั้งแรก First Overland

“คณะเดิมเขาเรื่อยเปื่อยมาก” Bescoby กล่าว “พวกเขาใช้เวลาเต็มที่ตอนเดินทางผ่านสถานที่อย่างซีเรียและอิรัก แวะเล่นสกีน้ำที่เลบานอน และชมทิวทัศน์ที่เนปาล”

ถึงกระนั้น Slessor ก็เล่าว่า การเดินทางครั้งนั้นมีอะไรมากกว่าการเที่ยวสนุก “ผมจำได้ว่ามีหลายครั้งที่แวะแป๊บเดียวก็ต้องรีบไปต่อ” Slessor เล่าเมื่อให้สัมภาษณ์กับ Forbes Asia ที่สิงคโปร์ก่อนเขาจะล้มป่วย รถทั้งสองคันพาพวกเขาหลบเลี่ยงอุปสรรคอย่างกลุ่มกองโจรในเมียนมา ข้ามสะพานเสี่ยงตาย และข้ามแม่น้ำมาได้

ภาพจากสารคดีของ BBC แสดงให้เห็นสะพานแขวนแคบๆ ในชนบทของอินเดียที่เกือบขาดเพราะน้ำหนักรถคันหนึ่งขณะกำลังขับข้ามไป Slessor เขียนหนังสือเกี่ยวกับการเดินทางครั้งนั้นชื่อ First Overland: London-Singapore by Land Rover (เส้นทางบกครั้งแรกจาก London ถึงสิงคโปร์ด้วย Land Rover) ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 1957

หลายปีให้หลัง มีคนติดต่อ Slessor มาหลายครั้งว่า พบเห็นรถ 1 ใน 2 คันที่ฟาร์มบนเกาะ Ascension และ St. Helena อันห่างไกลกลางมหาสมุทรแอตแลนติก “มีหลายคนโทรมาหาผมและแนะนำว่าให้เราไปเอารถกลับมา แต่ผมคิดแค่ ‘โชคดีแล้วกันนะ!’ จนกระทั่งวันหนึ่งพ่อหนุ่ม Yorkshire ที่เพี้ยนจนน่าทึ่งคนนั้นก็เอาจริงจนได้”

หนุ่ม Yorkshire คนนั้นคือ Adam Bennett ซึ่งไปพบรถคันนี้ในสภาพทรุดโทรมและถูกใช้แทนเล้าไก่ เขาส่งรถกลับมาที่เกาะอังกฤษ เมื่อปี 2017 และตั้งใจจะซ่อมให้มันคืนชีพอีกครั้ง

Tim Slessor

Bennett อยากให้รถวิ่งได้ แต่ก็อยากเก็บตัวถังที่กรำแดดฝนจนมีสนิมเขียวขึ้นไว้เหมือนเดิม เขาจึงมาปรึกษากับ Slessor เพื่อจะบูรณะรถโดยคงสภาพเดิมไว้มากที่สุด และหลังจาก Bescoby ได้ยินเรื่องการบูรณะรถคันนี้ เขาก็ติดต่อ Slessor เพื่อปรึกษาเรื่องความเป็นไปได้ที่จะใช้รถปี 1955 ซึ่งฟื้นคืนชีพมาใหม่คันนี้ขับย้อนรอยเส้นทาง First Overland

Slessor ตะครุบโอกาสย้อนความทรงจำการผจญภัยวัยหนุ่มทันที เขากับ Bescoby ใช้เวลา 18 เดือนต่อมาเพื่อวางแผนการเดินทางครั้งใหม่ และปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ก็ยังเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดเส้นทางเช่นเดียวกับเมื่อปี 1955

“ยุคนั้นสงครามเย็นกำลังตึงเครียด เราไม่มีทางได้รับอนุญาตให้วิ่งผ่านสหภาพโซเวียตกับจีนแน่นอน เส้นทางที่เป็นไปได้มากกว่าจึงเป็นการขับผ่านตะวันออกกลาง ซีเรีย อิรัก และอัฟกานิสถาน” Slessor เล่า

“เรื่องตลกก็คือ เส้นทางที่เราเคยวิ่ง (เมื่อปี 1955) ทุกวันนี้เข้าไปไม่ได้แล้ว แต่เส้นทางที่เราเคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้อย่างรัสเซียกับจีนน่ะ... เอ่อ ผมก็ไม่กล้าพูดว่าเขาจะเต็มใจต้อนรับเราเสียทีเดียว แต่ก็ขับผ่านได้แล้ว”

คณะ Last Overland ประกอบด้วย “แม่สาวใหญ่” และรถ Land Rover ใหม่อีก 2 คัน คณะนี้จะขับผ่านกว่า 20 ประเทศเพื่อมุ่งสู่จุดหมายปลายทางที่ Royal Automobile Club ใน London โดยคาดว่าจะถึงจุดหมายภายในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ตอนนี้คณะเดินทางผ่านมาเลเซียและไทยไปแล้วอย่างปลอดภัย ฝ่าลมมรสุมในเมียนมา และขณะที่ Forbes Asia ตีพิมพ์เรื่องนี้ (เดือนตุลาคมที่ผ่านมา) พวกเขาก็คงอยู่ที่ใดที่หนึ่งในเนปาล

คณะ Last Overland แวะพักผ่อนช่วงสั้นๆ ที่เมือง Bagan ในเมียนมา

เมื่อ Slessor ล้มป่วย Nat George หลานชายวัย 21 ปีของเขาตกลงเข้าร่วมการเดินทางนี้แทนโดยไม่ต้องคิดนาน Bescoby เล่าว่า “จุดหักมุมที่น่ารักคือหลานชายของ Tim อาสาจะเดินทางและถือคบเพลิงแทนคุณตา” George ถือเป็นตัวแทนที่เหมาะสม เพราะเขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณตาเมื่อปี 1955

"แม่สาวใหญ่" แล่นผ่าน National Gallery ของสิงคโปร์

และถึงแม้ Slessor จะร่วมเดินทางไปด้วยไม่ได้ เขาก็ดีใจที่หลานชายได้มีโอกาสไปแทน เขาแนะนำ George ว่า “ปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมทางแล้วก็เดินทางให้สนุก และอย่าไปทำอะไรงี่เง่า แต่มันก็บอกยากนะว่าเรื่องไหนคือเรื่องงี่เง่า”

แม้การเดินทางดั้งเดิมจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ Slessor กล่าวว่า “ที่จริงมันก็ค่อนข้างตรงไปตรงมา” ซึ่ง George พูดติดตลกว่า “ขอให้ทริปนี้ก็เหมือนกันเถอะ”

    เรื่อง: Christian Barker เรียบเรียง: ธรรดร โสตถิอำรุง
คลิกอ่านเรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้ที่ นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับกุมภาพันธ์ 2563 ในรูปแบบ e-Magazine