Geisha หญิงสาวสวย ผู้ท่องโลก 35,000 ไมล์ - Forbes Thailand
X

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Forbes Life >
  • Geisha หญิงสาวสวย ผู้ท่องโลก 35,000 ไมล์

Geisha หญิงสาวสวย ผู้ท่องโลก 35,000 ไมล์

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
13 Jul 2014 | 3:05 pm 224

“เรา 2 คนชอบความท้าทาย เป็นความหลงใหลของเรา ลองถ้าได้ทำอะไรสำเร็จสักอย่าง สิ่งนั้นก็ไม่ท้าทาย การได้เจอสิ่งใหม่ทุกวัน เป็นเรื่องท้าทายมากกว่า”

เมื่อชีวิตที่พรั่งพร้อมหรูหราถึงจุดอิ่มตัว คู่รักเศรษฐีวัยเกษียณชาวฝรั่งเศส ขอปลีกตัวจากโลกอันแสนสับสนวุ่นวายบนผืนดิน แสวงหาความท้าทายครั้งใหม่ในชีวิต ยั่วล้อสายลม แสงแดด และคลื่นแรงแห่งทะเล ออกท่องโลกกว้างด้วย “บ้าน” ลำหรู นาม Geisha หญิงสาวแห่งโลกตะวันออกผู้ชาญฉลาด เปี่ยมด้วยไหวพริบ และความสุข ที่พร้อมมอบแก่ทุกคนที่เธอพบ

เปลวแดดตกต้องท้องน้ำเป็นประกายระยิบระยับวับวาว ไม่ต่างจากแววตาของ Eric และ Marie Poisson ยามพูดถึงการเดินทางอันแสนยาวไกล ทั้งระยะทางและกาลเวลา ด้วยเรือ Geisha ที่เปรียบเสมือนบ้านของพวกเขา

Forbes Thailand มองเห็น Geisha โดดเด่นแต่ไกลจากริมน้ำย่านเจริญกรุง ใช้เวลาข้ามสะพานกรุงเทพ เลี้ยวเข้าโกดังติดกับวัดบุคคโล ย่านเจริญนคร เพียงไม่กี่อึดใจ เราก็ได้เห็นความงามของ “เธอ” อย่างเต็มตา

เพียงก้าวลงเรือ ความร้อนอบอ้าวของอากาศฤดูร้อน ก็ถูกพัดพาไปด้วยลมแม่น้ำ จังหวะชีวิตที่รีบเร่งบนท้องถนน กลับผ่อนคลายเนิบช้า นับเป็นมนต์เสน่ห์แรกของ Geisha ที่ต้อนรับผู้มาเยือน

“geisha คือ ผู้หญิงที่เป็น entertainer เรือของเราสร้างขึ้นมาเพื่อสิ่งนี้ ให้ความสบายใจ ผ่อนคลาย สร้างความสุขให้ทุกคน อีกอย่าง พวกเราชอบญี่ปุ่นมาก อยากไปใช้ชีวิตที่นั่น” Eric บอกความเป็นมาของนามเรือ

ปีที่แล้ว 2 สามีภรรยา ตั้งใจล่องเรือตามแม่น้ำเจ้าพระยาไปเรื่อย ทว่าด้วยความสูงของ Geisha ทำให้ลอดใต้สะพานกรุงเทพไม่พ้น มองซ้าย มองขวา เห็นท่าเรือตรงนี้ยังว่าง จึงติดต่อขอเช่าพื้นที่จอดเรือ ด้วยค่าเช่า 20,000 บาทต่อเดือน และอยู่ที่นี่มาเกือบปีแล้ว

ก่อนหน้าชีวิตแสนสุขบนเรือ Eric คือ ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านประชาสัมพันธ์แห่งหนึ่ง ชื่อชั้นและประสบการณ์ที่สั่งสม สร้างรายได้สูงลิ่วให้เขา ส่วน Marie มีความสามารถรอบด้าน เป็นทั้งครูสอนเปียโน นักตกแต่งภายใน และนักออกแบบเว็บไซต์

ช่วงการงานรัดตัว ทั้งคู่พักอยู่ในอพาร์ทเมนต์หรู ในกรุง Paris ต่อเมื่อต้องการพักผ่อน ก็เลือกไปใช้ชีวิตที่ château มูลค่านับร้อยล้านบาท ที่พวกเขาครอบครอง ใน Côte d’Azur ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส

ด้วยการตกแต่งอย่างมีรสนิยม และบรรยากาศอันสวยงาม château ของเขาจึงแทบไม่ว่างเว้นผู้มาเยือน ทั้ง King of Belgium, Elton John นักร้องมีชื่อเสียง และ Yves Saint Laurent แฟชั่นดีไซเนอร์ชื่อดังสายเลือดฝรั่งเศส ซึ่งเคยอยู่ที่นี่นานถึง 1 เดือน

Eric และ Marie ทำทุกอย่างตลอดระยะเวลา 30 ปี เพื่อให้สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ชีวิตบนดิน” ประสบความสำเร็จ รวมทั้งสร้างครอบครัวอันอบอุ่น พ่อ แม่ ลูก ทว่าเมื่อ 10 กว่าปีก่อน สิ่งเหล่านั้นก็ไม่หอมหวนเย้ายวนใจอีกต่อไป ทั้งคู่จึงตัดสินใจให้ “ผืนดิน” คือ ที่ใช้ชีวิตของคนหนุ่มสาว ส่วนพวกเขา ขอเลือกผจญทะเล

“เรา 2 คนชอบความท้าทาย เป็นความหลงใหลของเรา ลองถ้าได้ทำอะไรสำเร็จสักอย่าง สิ่งนั้นก็ไม่ท้าทาย การได้เจอสิ่งใหม่ทุกวัน เป็นเรื่องท้าทายมากกว่า” Eric เล่าอย่างอารมณ์ดี เขาและภรรยานั่งอยู่บนโซฟา ในพื้นที่นั่งเล่นที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีขาว ซึ่งเปิดรับลมธรรมชาติเกือบ 360 องศา ยินเสียงเพลงคลาสสิคดังมาเบาๆ

สองสามีภรรยา เริ่มต้นการเดินทางด้วยเรือของพวกเขาเอง ออกจากเมือง Cannes ประเทศบ้านเกิด ล่องไปรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน กระทั่ง Eric เห็นว่า ที่นั่นเล็กเกินไป จึงเบนเข็มทิศมายังเอเชีย

เมื่อสภาพเรือที่มีอยู่เดิม เอื้อต่อการล่องเรือในประเทศหนาวเท่านั้น ทั้งคู่จึงมองหาบ้านหลังใหม่ ตั้งใจให้เป็นเรือไม้ ใช้เวลาเสาะหาอยู่ราวครึ่งปี กระทั่งเจอเรือในฝันที่ออสเตรเลีย แต่ด้วยสภาพเรือที่ย่ำแย่ จนไม่สามารถซ่อมแซมให้ใช้งานได้ดีดังเดิม คู่รักจึงถอดใจ แต่ไม่นาน ราวปี 2004-2005 พวกเขาก็พบกับเรือประมงอีกลำ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนั้น

“ตอนแรกที่เห็นเรือลำนี้ ดิฉันถึงกับพูดออกมาเลยว่าน่าเกลียดมาก! ไม่เอาได้ไหม และบอกสามีว่า ถ้าซื้อจริง ฉันจะไม่อยู่กับคุณแล้วนะ แต่คืนนั้น Eric ร่างแบบแปลนแทบไม่ได้นอน เพื่อให้ดิฉันดูในตอนเช้า จึงบอกไปว่า ถ้าทำได้จริงก็จะซื้อด้วย” Marie เล่ากลั้วหัวเราะ แล้วเล่าเพิ่มว่า ความฝันอย่างหนึ่งของ Ericคือ การเป็นสถาปนิก เขาจึงจริงจังและทุ่มเทกับการออกแบบชนิดที่เรียกได้ว่า ทุ่มสุดตัว

เมื่อซื้อเรือแล้ว ทั้งคู่ก็ให้บริษัทต่อเรือที่สิงคโปร์รับหน้าที่ซ่อมแซม แต่เมื่อผ่านไป 6 เดือน กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น Eric และ Marie จึงตัดสินใจบินตรงจากฝรั่งเศสมาอาศัยบนเรือทันที ทั้งที่ตอนนั้นไม่มีแม้กระทั่งน้ำและไฟฟ้า

ระหว่างวันที่คนงานซ่อมเซมเรือ ทั้งสองก็คอยดูรายละเอียด ตกกลางคืนก็มาช่วยกันคิดว่า พื้นที่แต่ละส่วนควรเป็นอย่างไร “บ้านบนดิน เราพลาดเป็นเซนติเมตรได้ แต่บ้านบนเรือ ทุกอย่างต้องละเอียด” Marie เน้นเสียง

ปี 2006 หญิงสาวสวยนามว่า Geisha ก็เปล่งประกาย จากเรือประมงเก่า พลิกโฉมเป็นลำใหม่ มี 3 ห้องนอน, ห้องนั่งเล่น, ห้องครัว และดาดฟ้า หมดงบราว 1,000,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือเกือบ 25 ล้านบาท แล้วพาเรือออกล่องทะเลในไทยและพม่า ต่อมาเมื่อคิดว่า เรือเล็กไป จึงปรับปรุงใหม่อีกรอบในปี 2007 ต่อเติมพื้นที่กลางเรือให้มีส่วนนั่งเล่นรับลม ใช้เงินกว่า 800,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือราว 20 ล้านบาท

งบประมาณที่ใช้นั้น หากเพิ่มงบอีกสักนิดก็สูสีกับการเป็นเจ้าของเรือยอชต์สักลำ แต่ 2 สามีภรรยา มองว่า เรือยอชต์น้ำหนักเบา โคลงเคลงง่าย แต่เหตุผลสำคัญที่สุด คือ เรือยอชต์ให้ภาพลักษณ์หรูหรา ขัดกับความปรารถนาของพวกเขา ที่ต้องการให้เรือดูกลมกลืนกับผู้คนในทุกพื้นที่

Geisha พา Eric และ Marie รวมทั้งเจ้าหน้าที่ประจำเรืออีก 3 คน ได้แก่ กัปตัน, วิศวกร และ แม่บ้าน ท่องเที่ยวไปหลายแห่งหลายวัฒนธรรมอย่างใจต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ไทย กัมพูชา เวียดนาม พม่า อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ Hong Kong ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ที่พวกเขาฝ่าคลื่นเยือน 3 เกาะ คือ Bali, Borneo และ Flores และ บรูไน หากนับตัวเลขก็มากถึง 35,000 ไมล์ เทียบกับการเดินทางรอบโลกถึงเกือบ 1 รอบครึ่ง!

ครั้งหนึ่งในปี 2011 ทั้ง 2 ต้องการทำความฝันให้เป็นจริง ด้วยการล่องเรือจาก Hong Kong ไปเที่ยวญี่ปุ่น แต่กฎหมายเข้าเมืองของญี่ปุ่นเข้มงวดมาก 1 วันก่อนออกเดินทาง จึงปรึกษากันว่ายังจะไปหรือไม่ ในนาทีสุดท้าย พวกเขาตัดสินใจบ่ายหัวเรือไปฟิลิปปินส์ และวันนั้นนั่นเอง ที่คลื่นยักษ์สึนามิเข้าถล่มญี่ปุ่น

ผืนทะเลไม่เคยเรียบดุจกระจก ทั้งหมดต้องเผชิญพายุหลายครั้งจนเป็นเรื่องธรรมดา กระนั้น เส้นทางจาก Hong Kong ไปฟิลิปปินส์ ก็ทำพวกเขาตื่นตระหนก พายุโหมพิสูจน์ความกล้าของทุกคนตลอดการเดินทาง 5 วัน ซึ่ง 3 วันระหว่างนั้น ทุกคนต้องอยู่แต่ในห้องนอน เพราะเรือโคลงเคลง พร้อมพลิกคว่ำได้ทุกขณะ

ส่วนเรื่องตื่นเต้น ที่กลายเป็นเรื่องเล่าขำขัน คือ ระหว่าง 2 สามีภรรยานอนเล่นอยู่บนเรือ มีชายชุดดำ 2 คน ถืออาวุธพร้อมมือกระโดดลงเรือ ทำเอาทั้งคู่ใจหายใจคว่ำ เพราะคาดว่าเป็นโจรสลัด แต่เรื่องกลับหักมุม เมื่อปรากฏว่า ชายชุดดำ คือ ตำรวจมาเลเซียที่กำลังฝึกปฏิบัติการ โดยไม่แจ้งให้ผู้ใดทราบ

แม้เป็นที่พักส่วนตัว แต่บ้านของพวกเขาก็เปิดกว้างต้อนรับทุกคน ทุกครั้งที่เข้าเทียบท่าเรือประเทศต่างๆ Eric และ Marie ไม่รอช้าที่จะพบสิ่งใหม่ ทั้งสถานที่และผู้คน อย่าง Hong Kong ที่เขาเจอเพื่อนใหม่ คุยกันถูกคอ จึงมอบบัตรเชิญให้ 40 ใบ ให้ชักชวนเพื่อนมาร่วม cocktail party บนเรือ ส่วนพวกเขาก็เชิญอีก 40 คน มาพบปะสังสรรค์ พูดคุยทำความรู้จักกัน

คู่รักชาวฝรั่งเศส เห็นตรงกันว่า แง่หนึ่งการใช้ชีวิตบนเรือเป็นเรื่องยาก เพราะพื้นที่เล็ก ข้อเสียของแต่ละคนจะเผยออกมาอย่างรวดเร็ว ส่วนข้อดี คือ ทำให้ได้เห็นตัวตนของแต่ละคน และได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตระหว่างกัน พวกเขาจึงชวนเพื่อนใหม่มาลองใช้ชีวิตบนเรือ ด้วยจำนวนพอเหมาะ 4 คน เพื่อที่จะดูแลได้อย่างทั่วถึง

เกณฑ์ที่ใช้คัดเลือกมีไม่กี่ข้อ นั่นคือ ดูจากคนที่ถูกชะตา และคาดว่าจะสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ ซึ่งกิจกรรมที่ทุกคนใช้เวลาร่วมกัน คือ ล้อมวงบอกเล่าประสบการณ์และปัญหาของแต่ละคน เมื่ออยู่ในบรรยากาศผ่อนคลาย ก็เอื้อให้เกิดความสบายใจ และเปิดใจกันในที่สุด

Eric เล่าว่า เคยมีวัยรุ่นติดยามาบนเรือ และมีโอกาสได้คุยกันอย่างเปิดอก ท้ายสุดก็มีส่วนช่วยให้เด็กคนนั้นเลิกเสพยาได้ หรือเพื่อนอีกกลุ่มที่ติดบุหรี่มาก พอคุยกันก็ตัดสินใจเลิกสูบบุหรี่

“ผมไม่ได้มองตัวเองเป็นนักจิตวิทยาหรือนักบำบัดความเครียด แต่มองว่าเกิดจากการเปิดใจพูดคุยกันมากกว่า” เขาบอกอย่างถ่อมตัว

สำหรับเมืองไทย ทั้งคู่บอกว่า ถึงขั้น “ตกหลุมรัก” เพราะผสมผสานระหว่างวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมเข้ากับความเป็นเมืองสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

Eric และ Marie มองรถเป็นเรือ เรือเป็นรถ กรุงเทพฯ มีความคล้ายคลึงกับกรุง Venice ของอิตาลี ตรงที่มีแม่น้ำลำคลองมาก เมื่อต้องการไปไหนมาไหน จึงมักใช้เรือเล็ก เช่น หากต้องการซื้อของ ก็นั่งเรือเล็กไปขึ้นที่ท่าเรือคลองเตย หากต้องการไปสังสรรค์ ก็นั่งเรือเล็กไปโรงแรมโอเรียนเต็ล ถ้าเลี่ยงการเดินทางบนบกไม่ได้ ก็จะใช้จักรยาน ส่วนรถแท็กซี่นั้นใช้น้อยมาก


“พวกเราอยากใช้ชีวิตแบบนี้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ บางทีอาจถึงวันสุดท้ายของชีวิต อยู่บนเรือต้องเจอหลายอย่าง ต้องคิดเร็ว จัดการเร็ว ซึ่งทำให้เราเป็นหนุ่มเป็นสาวตลอดเวลา ทั้งความคิดและร่างกาย”


พวกเขายังชวนเพื่อนใหม่มาสังสรรค์บนเรืออย่างสม่ำเสมอ เช่นที่เคยปฏิบัติ คืนวันที่ 31 ธันวาคม ปีที่แล้ว Eric และ Marie เชิญเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย มาเป็นเกียรติในงานเลี้ยง count down บนเรือ รวมทั้งเชิญนักธุรกิจ ทนายความ และผู้มีชื่อเสียงในแวดวงสังคมเมืองไทยมาร่วมงาน จัดเรือเล็กรับส่งระหว่าง Geisha กับท่าเรือโรงแรมหรูริมน้ำเจ้าพระยา

ปากต่อปากที่เล่าสู่กันฟังถึงความประทับใจที่มีต่อ Geisha ทำให้เศรษฐีหลายคนถามไถ่ถึงความเป็นไปได้ในการขอใช้พื้นที่ ทั้งคู่ไม่ขัดข้อง และเต็มใจให้ผู้ที่ชื่นชอบสิ่งเดียวกันได้มาจัดงานบนเรือ หรือนำเรือออกท่องทะเล จะมีพวกเขาอยู่บนเรือหรือไม่ก็ได้ตามสะดวก มูลค่าต่อ 1 วันบนเรือ คือ ราว 5,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 160,000 บาท

ที่คู่รักมองหา คือ tycoon สักคน ที่มีเป้าหมายและแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตคล้ายคลึงกับพวกเขา และใช้เวลา 80 วันบนเรือ เพราะเป็นจำนวนที่เหมาะกับการเรียนรู้ตัวเอง และได้สัมผัสโลกกว้างอย่างเต็มที่

เกือบ 10 ปีบนเรือ Geisha ทำให้วิถีชีวิตและมุมคิดของทั้ง 2 คนเปลี่ยนไปไม่น้อย พวกเขาใช้ชีวิตช้าลง ใจเย็น มีความสุข และดื่มด่ำกับสิ่งรอบตัวมากขึ้น ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความเครียดเกาะกุม แต่เป็นความเครียดที่ Eric เรียกว่า good stress อย่างการที่เขากลัวทะเล ก็เป็นความเครียดอย่างหนึ่ง ทว่าเป็นความเครียดที่ดี เพราะเตือนให้เขาใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท

นับจากวันแรกที่ก้าวลงเรือ Geisha กระทั่งถึงวันนี้ Eric และ Marie ไม่เคยคิดว่า การหันหลังให้ชีวิตบนดินคือการตัดสินใจที่ผิดพลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว มีบ้างที่มองหน้ากันแล้วถามว่า “จะหยุดตรงนี้ไหม กลับไปอยู่บนบกกันดีหรือเปล่า” แต่ท้ายสุด คำตอบของทั้งคู่ คือ การเดินหน้าต่อ และมีความสุขเมื่อไปพบเจอสิ่งใหม่ด้วยเรือลำนี้

“พวกเราอยากใช้ชีวิตแบบนี้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ บางทีอาจถึงวันสุดท้ายของชีวิต อยู่บนเรือต้องเจอหลายอย่าง ต้องคิดเร็ว จัดการเร็ว ซึ่งทำให้เราเป็นหนุ่มเป็นสาวตลอดเวลา ทั้งความคิดและร่างกาย การใช้ชีวิตบนเรือ จึงเป็น anti-aging ที่ดีอย่างหนึ่ง เพราะเราทั้งคู่เกลียดความแก่”

แววตาของ Eric และ Marie ดูสุขสดใส ทั้งคู่ปิดท้ายบทสนทนาด้วยเสียงหัวเราะ และการเดินทางก้าวสู่เลขไมล์ต่อไป กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้า


บ้านแสนสุข

Geisha คือ หญิงสาวชั้นสูง เพราะถ้านับรวมดาดฟ้าเข้าไปด้วย ก็จะมีถึง 4 ชั้น

ชั้น 1 มีห้องนอนขนาดกลางไว้รับแขก 2 ห้อง พร้อมห้องน้ำในตัว ยามค่ำคืนสามารถมองทะลุเพดานกลางห้อง เพื่อชมความงามของดวงดาวที่ประดับประดาท้องฟ้า ถัดมาเป็นห้อง fitness ที่มีอุปกรณ์ออกกำลังกาย เช่น ลู่วิ่งไฟฟ้า ลูกบอลโยคะ ฯลฯ ซึ่งสามารถปรับเป็นห้องให้ความบันเทิง เพราะมีเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ และซีดีภาพยนตร์กว่า 2,000 เรื่อง ส่วนอีกมุมเป็นห้องเครื่อง ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของเรือ มีอะไหล่ชิ้นสำคัญสำรองไว้ในกรณีฉุกเฉิน และมีเครื่องผลิตน้ำ ที่สามารถผลิตน้ำเปล่าได้ 2 ตันต่อวัน

ชั้น 2 จัดสรรส่วนหนึ่งไว้เป็นพื้นที่นั่งเล่น รับลมธรรมชาติ สำหรับใช้สอยตอนกลางวัน ถัดเข้าไปเป็นส่วนในร่ม ด้านหนึ่งเป็นห้องนั่งเล่น สำหรับใช้สอยตอนกลางคืน ประดับฝาผนังด้วยภาพถ่ายบุคคล Pablo Picasso ศิลปินชื่อก้องโลกชาวสเปน “สมัย Picasso ยังมีชีวิตอยู่ เขาโทรศัพท์มาคุยกับพวกเราหลายครั้งเลยครับ” Eric เล่า ส่วนผนังอีกฝั่ง เป็นภาพถ่ายผลงานการกดชัตเตอร์ของ Helmut Newtonช่างภาพชื่อดังเชื้อสายเยอรมัน-ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นเพื่อนของ Eric และอีกด้าน เป็นห้องครัว

ชั้น 3 เป็นห้องบังคับการเรือ และห้องทำงาน ติดกันเป็นห้องนอนหลัก เปิดรับวิวได้ 180 องศา ใกล้ชิดธรรมชาติที่สุด

“ถ้าคุณเห็นห้องนอน คุณจะรู้เลยว่าเราไม่ไปอยู่ที่ไหนแล้ว เราเห็นทัศนียภาพโดยรอบ เห็นสวนใหม่ๆ ทุกวัน ถ้าอยู่ในโรงแรม ถึงจะหรูแค่ไหนก็ไม่ใช่ที่สำหรับเรา” Marie บอกระหว่างพา Forbes Thailand เที่ยวชมเรือ และเมื่อเราเห็นห้องนอนของ 2 สามีภรรยา จึงยอมรับว่าสิ่งที่ Marie พูดนั้นไม่เกินความจริงเลย

ชั้น 4 เป็นดาดฟ้า ไว้สำหรับชมวิวและอาบแดด รวมทั้งมีโต๊ะอาหารสำหรับมื้อเช้า

BACK TO TOP