Jonas Dept เป็นหนึ่งนักเปียโนระดับอาชีพชาวต่างชาติไม่กี่รายที่อาศัยและใช้ชีวิตในประเทศไทย ตลอดเวลาที่เขาเล่าเรื่องราวฉากชีวิตผ่านการฝึกฝนอันเข้มข้นสู่นักเปียโนและนักประพันธ์เพลงมืออาชีพ สิ่งที่เราได้ซึมซับคือความมุ่งมั่นและทุ่มเทให้กับเปียโนที่เขารัก
“ผมเกิดและโตเบลเยี่ยมแต่ย้ายมาอยู่เมื่อไทยราวๆ 13 ปีก่อนที่เชียงใหม่” Jonas Dept ชาวเบลเยียม ทักทายอย่างยิ้มแย้มกับทีม Forbes Thailand พร้อมๆ กับเลือกเปียโนหลังต่างๆ ภายในโชว์รูม Peterson the Piano Gallery ถนนสุขุมวิท 26 เพื่อเลือกเสียงที่ใช่สำหรับการสัมภาษณ์ในวันนี้-จุดเริ่มต้นการเล่นเปียโน-
Jonas Dept ในวัย 7 ขวบ เริ่มต้นกับเปียโนค่อนข้างเร็วและโดยบังเอิญ ตามที่เขาเรียกว่า “โชคดีโดยบังเอิญ” เพราะเมื่ออาของเขาย้ายออกจากบ้านและทิ้งเปียโนทิ้งไว้ ขณะเพื่อนบ้านที่สอนให้เขาเล่นเปียโนเดินมาบอกให้แม่ของเขาหาครูสอนเปียโนที่ดีให้กับเขา จนกระทั่งเข้าวัย 13 ปี เขาได้รับการฝึกฝนที่เข้มข้นเมื่อเปลี่ยนครูผู้สอนและเป็นครูชาวเบลเยี่ยมคนนี้ที่ได้มอบแรงบันดาลใจสำคัญให้เรียนรู้เรื่องของดนตรีแบบที่ไม่เหมือนใคร ทุกวันหลังเดินทางกลับเรียนเขาต้องฝึกซ้อมเปียโนในช่วงค่ำและทุกสุดสัปดาห์เขาจะไปคลุกอยู่กับบ้านครูเปียโนกับนักเรียนรุ่นราวคราวเดียวกันไม่กี่คน สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากครูท่านนี้คืออีกขั้นของดนตรี เขาได้รับการสอนให้คิดแบบที่ศิลปิน ทำในแบบที่อัจฉริยะทำ เรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ฟิสิกซ์ อะคูสติก ประวัติศาสตร์ ศิลปะแขนงต่างๆ ถือเป็นการเปิดมุมมองใหม่ต่อโลกใบนี้ โดยมีเปียโนเป็นแกนหลักในการเรียนในทุกมิติ อาทิ ความรู้เกี่ยวกับสายเปียโน การสื่อสารกับผู้ฟัง การซึมซับการแสดง การเล่นบทเพลงกับผู้ฟังให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันมีเพียงโจนาสที่ยังเดินทางในเส้นทางศิลปินกระทั่งปัจจุบัน “โชคดีมากที่ได้มีโอกาสวันหยุดสุดสัปดาห์ในการเรียนรู้เปียโนไม่ใช่เพียงอาทิตย์ละชั่วโมง ทำให้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดนตรี ศิลปะ” Jonas Dept กล่าว การฝึกฝนอย่างหนักของเขาใช้เวลาราว 3 ปี เพื่อเตรียมการสอบคัดเลือกเข้าเรียนที่ Royal Conservatory of Brussels โดยเขาเลือกเรียนหลักสูตร Solo Piano Performance สำหรับการทดสอบคัดเลือกกินเวลายาวนานราว 3 สัปดาห์ ซึ่งในแต่ละสัปดาห์จะมีแบ่งการทดสอบระหว่างทฤษฎีและปฎิบัติต่างกันออกไป “ผมสอบไม่ผ่านในปีแรกจึงกลับมาฝึกฝนอย่างหนักและกลับไปสอบอีกครั้งและผ่านแบบสบายๆ” Jonas กล่าว กล่าวถึงการสอบตกในครั้งแรกในสัปดาห์แรกด้าน ทฤษฎีดนตรีเมื่อวัย 17 ปี การสอบสัปดาห์แรกนั้นเกี่ยวข้องทฤษฎีดนตรีที่ให้ผู้สอบฟังคนเล่นเปียโนและเขียนออกมาทุกตัวโน๊ต บางข้อทดสอบโดยการอ่านโน๊ตที่ไม่เคยเห็นเเล้วเล่นในทันที ซึ่งโน๊ตเพลงเหล่านั้นเป็นโน๊ตไม่เคยเห็นมาก่อนหรือได้ซ้อมมาก่อน ขณะที่สัปดาห์ที่สองเป็นส่วนของการเล่นแสดงทดสอบซึ่งเขายังไปไม่ถึง โดยในปีนั้นมีนักเรียนเข้าสอบอยู่ที่ราว 150 คน โดยมีผู้ที่สอบผ่านราว 40 คน ที่ได้รับเลือก
-เดินทางสู่ประเทศไทย-
หลังจากเรียนจบ เขาไม่เข้าสังกัดหรือเล่นเปียโนเป็นประจำ ทำให้เขาสามารถเดินทางไปทั่วโลกเพื่อเล่นดนตรี ขณะที่นักเปียโนเองยังเป็นที่ต้องการในทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเพื่อแข่งขัน เวิร์คช็อปต่างๆ การเล่นโชว์ จนกระทั่งเขาตัดสินใจเดินทางตามคู่รักที่มาสอนภาษาอังกฤษที่จังหวัดเชียงใหม่ “บังเอิญโดยโชคดีอีกครั้ง” เขากล่าว หลังตลอด 7 ปีของการเรียนเปียโนที่ Royal Conservatory of Brussels และการเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกลับการกำกับวงออเคสตร้า ในช่วงนั้นเขาเพิ่งจบการศึกษาได้ไม่นาน และยังไม่มีแผนสำหรับชีวิต พร้อมกับที่คนรักของเขาที่เบลเยียมเดินทางมายังประเทศไทย ขณะที่เอเชียหรือประเทศไทยเองเขายังไม่เคยเดินทางท่องเที่ยวมาก่อน “ตอนแรกผมคิดว่าอาจจะอยู่สักไม่กี่เดือน เพื่อผ่อนคลายและวางแผนสำหรับอนาคตนักเปียโน ขณะที่ประเทศไทยถ้ามองเแบบเร็วๆ มีนักเปียโนชาวต่างชาติไม่มากนักซึ่งอาจจะเป็นโอกาสที่ดี ในการใช้ชีวิตในประเทศไทย และส่วนสำคัญคือเขารักทุกสิ่งๆ ที่เป็นประเทศไทย” เขาเดินทางมายังเชียงใหม่และได้มีโอกาสเป็นครูสอนเปียโนที่ SAINT MARIA Chiangmai School ราว 9 เดือน ระหว่างการสอนมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขณะที่ปลายสายสนทนากล่าวว่า “ดิฉันหม่อมหลวงปรียพรรณ คุณต้องการจะเล่นเปียโนให้กับนักเรียนบัลเล่ต์ของเราไหม นักเรียนเราไม่มีนักเปียโนที่จะมาเล่นเพื่อการทดสอบประจำปี” หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช จาก CHIANGMAI BALLET ACADEMY เชิญชวนเขาไปเล่นเปียโนให้กับคณะบัลเล่ต์
-สร้างผลงานดนตรี-
สำหรับจุดเริ่มต้นของการสร้างอัลบัมแรกเกิดขึ้นโดยบังเอิญอีกเช่นกัน เริ่มต้นจากแผนที่เขากับนักแต่งเพลงชาวฝรั่งเศสต้องการสร้างงานแสดงเปียโนกับวงออเคสตร้า หลังจากที่เพื่อนของเขาได้รับเงินทุนจากผู้สนับสนุนจากประเทศฝรั่งเศส Jonas จึงเดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อหาห้องบันทึกเสียงสำหรับวงออเคสตร้า เขาได้จองห้องอัดไว้ 3 เดือนเพื่อการเตรียมตัวในการบันทึกเสียง แต่โชคไม่ดีเมื่อวงออเครสตร้าไม่สามารถเล่นกับเราได้ทำให้โครงการดังกล่าวมีอันต้องยกเลิก เขาจึงตัดสินใจสร้างอัลบัมแรกในชีวิตของตนเอง โดยนำบทเพลงที่เขาได้เคยแต่งคาไว้ ยังไม่เคยเล่นให้ใครฟัง มาจัดการทำให้สำเร็จ และหาทุนสำหรับทำอัลบัมดังกล่าว “นี้คือช่วงเวลาสำคัญที่ผมต้องทำเพลงให้สำเร็จ ผมได้เรียนรู้เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับตัวเอง เกี่ยวการใช้ชีวิต เกี่ยวกับโลกใบนี้ เอาบทเพลงเก่าๆ ที่เคยแต่งไว้นำไปผสมผสานเสียงต่างๆ ในประเทศไทย ชีวิตในไทย ในกรุงเทพฯ” Jonas กล่าวและเสริมว่า “สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการทำอัลบัมคือจบเพลงให้ได้ บางครั้งเราก็อยากทำให้เพลงได้ดีขึ้น สั้นลง ยาวขึ้น ใส่หรือถอดรายละเอียดเข้าไปในเพลง มันยากที่จบเพลงให้ได้ บางครั้งเราจะต้องให้คนอื่นมาบอกว่าสิ่งที่ทำมันดีแล้ว” ในที่สุดอัลบัมแรกของเขาวางแผงบนดิจิทัลแพลตฟอร์มเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บน Apple Music, Spotify เป็นต้น ซึ่งนอกจากงานเพลงแล้ว ปัจจุบันเขายังมีรายได้จากงานอีเว้นต์ งานสังสรรค์ งานจัดแสดงแฟชั่นต่างๆ ที่ต้องการงานเพลงที่มีความแตกต่าง บางแบรนด์ให้เขาออกแบบเพลงที่เหมาะกับงานนั้นๆ
-นักเปียโนที่ดีต้องมี-
จากประสบการณ์การสอนเปียโนและความช่ำชองในอุปกรณ์เปียโน เขามองว่าคนจำนวนมากที่คิดจะเล่นเปียโนส่วนมากคิดเกี่ยวกับเฉพาะตัวเปียโน แต่สิ่งที่สำคัญซึ่งยากที่สุดและต้องใช้เวลาเรียนรู้ยาวนานที่สุดนั่นคือ "บทเพลง" การเข้าใจบทเพลง การเข้าใจความหมายขององค์ประกอบบทเพลง และอีกส่วนที่สำคัญคือการฝึกฝนด้านเทคนิค สิ่งที่เขาอยากแนะนำกับคนที่อยากจะเล่นเปียโนคือการโฟกัสในการเรียนรู้บทเพลงไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ผ่านหนังสือ เรียนจากเสียงเพลงในหัว เรียนจากเสียงเพลงด้วยหัวใจ และนักเปียโนที่ดีต้องหูที่ดี ซึ่งสามารถฝึกฝนได้ บางคนอาจใช้เวลายาวนาน บางคนอาจใช้เวลาเร็ว ซึ่งยิ่งฝึกตั้งแต่เด็กยิ่งดี สำหรับนักเปียโนต้นแบบของเขา เขาชื่นชม นักเปียโนชาวรัสเซียจากยุค 60–80 อาทิ Emil Gilels, Sviatoslav Teofilovich Rikhter ปัจจุบันเขายังคงให้คำแนะนำกับนักเรียนเปียโนที่เตรียมสอบในมหาวิทยาลัยพายัพ และ มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นครั้งคราว สำหรับเด็กๆ ที่ต้องการเรียนเปียโนนั้น เขามีเคล็ดลับกับการฝึกซ้อมน่าเบื่อ อาจจะลองเล่นเพลงอะไรสนุกๆ สักพักแล้วกลับไปซ้อมต่อและขอให้มีความสุขกับการที่จะเล่นเปียโน “หากคุณมีความสุขกับการเล่นเปียโน ผู้ฟังรับรู้ความสุขเช่นกัน แม้จะมีเพียงคนเดียวที่เพลิดเพลินกับเพลงของเรา คุณได้ทำให้คนได้มีความสุขเป็นที่เรียบร้อยและนั่นเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งเป็นหน้าที่ของบทเพลงที่ควรจะเป็น ผมมีความสุขสุดเมื่อได้อยู่บนเวที รักที่จะแสดง ชอบที่เห็นผู้ฟังได้กลับบ้านหลับไปพร้อมกับฝันใหม่ๆ ได้ผ่อนคลายและสิ่งนี้คือความสุขที่สุดของผม” ภาพ: กิตติเดช เจริญพรไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine