พลิกทุนธรรมชาติ สู่ฐานรากธุรกิจ

พลิกทุนธรรมชาติ สู่ฐานรากธุรกิจ

มนุษย์ สัตว์ป่า และระบบนิเวศต่างเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน หากระบบนิเวศจะพังทลาย จะนำมาซึ่งภัยแล้ง น้ำท่วม และโรคระบาดอุบัติใหม่ที่ย้อนกลับมาทำลายคุณภาพชีวิตและการดำรงอยู่ของมนุษย์โดยตรง ดังนั้นการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลโดยที่ธุรกิจปรับตัวสู่ความยั่งยืน ร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และปกป้องเพื่อนร่วมโลกจึงไม่ใช่ทางเลือกเพื่อภาพลักษณ์ แต่เป็นทางรอดเดียวที่จะรักษาความมั่นคงของทั้งชีวิตมนุษย์ สัตว์ป่า และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้เติบโตไปได้พร้อมกัน


    มนุษย์ สัตว์ป่า และระบบนิเวศต่างเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ผืนป่าที่สมบูรณ์ซึ่งมีสัตว์ป่าทำหน้าที่เป็นผู้กระจายเมล็ดพันธุ์และควบคุมสมดุล คือแหล่งผลิตอากาศบริสุทธิ์และต้นน้ำลำธารที่หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ หากสัตว์ป่าสูญพันธุ์และความหลากหลายทางชีวภาพลดลง ระบบนิเวศจะพังทลาย นำมาซึ่งภัยแล้ง น้ำท่วม และโรคระบาดอุบัติใหม่ที่ย้อนกลับมาทำลายคุณภาพชีวิตและการดำรงอยู่ของมนุษย์โดยตรง

    ขณะเดียวกันภาคธุรกิจก็ไม่อาจแยกตัวออกจากวงจรนี้ได้ เพราะอุตสาหกรรมทุกประเภทล้วนพึ่งพาวัตถุดิบ น้ำ และทรัพยากรจากธรรมชาติเป็นสารตั้งต้นในห่วงโซ่อุปทาน การสูญเสียสมดุลทางธรรมชาติจึงเท่ากับเป็นการทำลายฐานทุนทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนและต้นทุนที่พุ่งสูง 

    การอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลโดยที่ธุรกิจปรับตัวสู่ความยั่งยืน ร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และปกป้องเพื่อนร่วมโลกจึงไม่ใช่ทางเลือกเพื่อภาพลักษณ์ แต่เป็นทางรอดเดียวที่จะรักษาความมั่นคงของทั้งชีวิตมนุษย์ สัตว์ป่า และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้เติบโตไปพร้อมกัน


ทุกสิ่งคือระบบนิเวศ

    วิกฤตการณ์เหล่านี้กำลังสะท้อนชัดในประเทศไทยที่แม้จะขับเคลื่อนตัวเลขทางเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษ แต่กลับต้องแลกด้วยการเผชิญหน้ากับความเสื่อมโทรมของทรัพยากรขั้นรุนแรง ทั้งปัญหามลพิษทางอากาศ การหดตัวของผืนป่า วิกฤตภัยแล้ง และการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตท้องถิ่น 

    สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือความเปราะบางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นภัยเงียบที่กำลังกัดเซาะกลไกปกป้องตัวเองตามธรรมชาติ และกลายเป็นโจทย์ใหญ่ระดับสากลที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งแก้ไข ก่อนที่ฐานรากของประเทศจะพังทลายลง

    ในวงจรของธุรกิจและสิ่งแวดล้อม ภาคธุรกิจพึ่งพา “ทุนทางธรรมชาติ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นนั้นแล้วการที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญกับงานอนุรักษ์จึงไม่ใช่เพียงแค่การทำ CSR แต่คือการป้องกันห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และสร้างความมั่นคงให้ธุรกิจในระยะยาว

    ประเทศไทยเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่การพัฒนาดังกล่าวก็มาพร้อมกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหามลพิษทางอากาศ การลดลงของพื้นที่ป่าไม้ การขาดแคลนน้ำ การชะล้างพังทลายของดิน ปัญหาขยะ และการลดลงของประชากรสัตว์ป่า 

    อย่างไรก็ตามปัญหาที่อาจยังไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้างนักคือ “การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดของโลกในปัจจุบัน

    ความหลากหลายทางชีวภาพคือรากฐานของระบบนิเวศและการดำรงชีวิตของมนุษย์ เราแบ่งปันโลกใบนี้ร่วมกับพืชและสัตว์อีกหลายล้านชนิด ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของธรรมชาติ 

    แต่ข้อมูลระดับโลกชี้ให้เห็นว่า ประชากรสัตว์ป่าลดลงมากกว่าครึ่งนับตั้งแต่ปี 1970 และอีกหลายชนิดกำลังเผชิญความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากการสูญเสียถิ่นอาศัย การใช้ทรัพยากรเกินขีดความสามารถของธรรมชาติ และการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย


ความสำคัญของผืนป่า

    การร่วมมือกันในงานอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เพียงการปกป้องสัตว์ป่าหรือผืนป่าเท่านั้น แต่ยังเป็นการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของผู้คนในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนจึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการอนุรักษ์ธรรมชาติควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนท้องถิ่น

    หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนความสำเร็จของความร่วมมือดังกล่าว คือ การจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์สำคัญที่มีประชากรช้างป่า กระทิง เก้งหม้อ และสัตว์ป่าอีกหลายชนิดอาศัยอยู่

    ในอดีตช้างป่ามักออกจากพื้นที่ป่าเข้ามาหากินในไร่สับปะรดและพื้นที่เกษตรของชุมชน ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน และสร้างความกังวลให้กับชาวบ้าน ปัญหานี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพชีวิตของชุมชน แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของพื้นที่อีกด้วย ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับช้างป่าขยายวงกว้างในหลายพื้นที่

    โดยที่อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พบกลุ่มข้างป่ากุยบุรีพากันลงมาหากินในไร่สับปะรด แม้เจ้าหน้าที่และชุมชนจะร่วมมือกันผลักดันกลับเข้าป่าและจัดเวรยามลาดตระเวนอยู่เสมอ แต่ด้วยแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์จึงทำให้ข้างป่ามักย้อนกลับลงมาอีก ทางอุทยานฯ จึงต้องประกาศเตือนนักท่องเที่ยวให้หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ข้างป่าเพื่อความปลอดภัย

    เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดภาพของการร่วมมือระหว่างภาครัฐภาคอนุรักษ์ และภาคธุรกิจที่เห็นความสำคัญต่อระบบนิเวศที่เกื้อกูลกันอย่างปฏิเสธไม่ได้ หนึ่งในตัวอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทย คือการที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี และ WWF ประเทศไทย ร่วมกัน พัฒนาระบบ SMART Patrol และ Early Waming System เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตาม เฝ้าระวัง และจัดการสถานการณ์ช้างป่า 

    ระบบดังกล่าวประกอบด้วยเทคโนโลยีกล้องตรวจจับและเซ็นเซอร์ที่สามารถส่งสัญญาณภาพแบบเรียลไทม์ไปยังห้องควบคุมเมื่อพบการเคลื่อนที่ของข้างป่าที่มีแนวโน้มจะออกนอกพื้นที่ป่าเจ้าหน้าที่สามารถวางแผนและดำเนินการผลักด้นข้างกลับสู่พื้นที่ธรรมชาติได้อย่างรวดเร็ว ลดโอกาสเกิดความเสียหายต่อชุมชนและลดความเสี่ยงต่อทั้งคนและสัตว์ป่า

    นอกจากการสนับสนุนต้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์สื่อสารแล้วความร่วมมือจากภาคเอกขนยังขยายผลไปสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นและธุรกิจ ท่องเที่ยวขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผ่านการพัฒนา ศักยภาพและการสร้างความรู้ด้านความยั่งยืน เพื่อให้การท่องเที่ยวสามารถเติบโตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

    ขณะเดียวกัน ชุมชนในพื้นที่กุยบุรียังได้รวมตัวกันจัดตั้งชมรม ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรี พัฒนากิจกรรมที่เชื่อมโยงการ ท่องเที่ยวเข้ากับการอนุรักษ์ เช่น การทำกระดาษจากใบสับปะรดและมูลข้าง การทำผ้ามัดย้อม และกิจกรรมเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและสัตว์ป่า ซึ่งไม่เพียงสร้างรายได้เสริมให้แก่คนใน ชุมชน แต่ยังช่วยสร้างความตระหนักรู้ให้แก่นักท่องเที่ยวถึงคุณค่าของการอนุรักษ์

    กรณีศึกษาของกุยบุรีแสดงให้เห็นว่า การอนุรักษ์ธรรมชาติไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรต้านสิ่งแวดล้อมเพียงลำพัง แต่เป็นความรับผิดชอบ ร่วมกันของทุกภาคส่วน เมื่อภาคเอกชน ชุมชน และองค์กรอนุรักษ์ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ย่อมสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งคน สัตว์ป่า และระบบนิเวศได้อย่างยั่งยืนพร้อมทั้งสร้างรากฐานสำคัญให้กับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศไนระยะยาว


ร่วมแรงร่วมใจ

    ในยุคปัจจุบันการปกป้องธรรมชาติจึงไม่ไช่ภาระค่าใช้จ่ายของ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอีกต่อไป แต่คือการร่วมแรงร่วมใจและการมองการณ์ไกลร่วมกัน เพราะความล้มเหลวของระบบนิเวศจะส่งผลกระทบย้อนกลับมาทำลายห่วงโช่อุปทานและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยตรง 

    ดั่งเช่นบทเรียนจากกรณีศึกษากุยบุรีที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อภาคธุรกิจก้าวเข้ามาเป็นพันธมิตรในการสนับสนุนนวัตกรรมและโอบอุ้มชุมชนท้องถิ่น สิ่งที่ได้รับกลับคืนมาไม่ใช่เพียงแต่ภาพลักษณ์องค์กร แต่คือความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ การลดความเสี่ยงจากความขัดแย้ง และการสร้างพันธมิตรที่เข้มแข็งใน พื้นที่ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยคุ้มครองผลประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนต์ในระยะยาว

    ถึงเวลาแล้วที่ภาคเอกชนต้องเปลี่ยนผ่านบทบาทจากผู้ใช้ทรัพยากรสู่การเป็น "ผู้พิทักษ์ร่วม" เพื่อขับเคลื่อนโมเตลธุรกิจ ที่เติบโตไปพร้อมกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง การลงทุนในความหลากหลายทางชีวภาพและการปกป้องผืนป่าในวันนี้ คือการ ซื้อประกันความเสี่ยงให้กับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศในวันหน้า 

    การตัดสินใจร่วมลงมือของภาคเอกชนในปัจจุบันจึงไม่ไข่ทางเลือกเพื่อความรับผิดชอบทางสังคมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อความอยู่รอดที่จะการันตีว่า ธุรกิจ ชุมชน และผืนป่า จะสามารถเติบโตและก้าวหน้าไปด้วยกันอย่างยังยืนบนโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

    การอนุรักษ์ไม่ใช่การเลือกระหว่างคนกับธรรมชาติ แต่คือการสร้างอนาคตที่คน ชุมชน และสัตว์ป่า สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลและยั่งยืน 


บทความโดย : อรณิศ บุณยประสิทธิ์ Head of Communications WWF Thailand 

ภาพ: iStock




​​​​​​​​เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : AI กำลังเปลี่ยน “หนี้” เป็นสินทรัพย์

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกันยายน 2569 ในรูปแบบ e-magazine

Forbes Thailand September 2026

​