ประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกผลไม้สดและแช่เย็น แช่แข็ง อย่างต่อเนื่อง ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ระบุรายได้ในปี 2567 ประมาณ 2.2 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22.6 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดของประเทศ
ทุเรียน ยังคงเป็น “ราชาแห่งผลไม้” ที่ครองส่วนแบ่งรายได้มากที่สุดแบบทิ้งห่าง ปริมาณการส่งทั้งสดและแช่แข็งในปี 2567 อยู่ที่ 859,157 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.4 แสนล้านบาท หรือร้อยละ 70 ของการส่งออกผลไม้สด ตลาดหลักคือ สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่นำเข้าถึงร้อยละ 97 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด ในปี 2568 ตัวเลขส่งออกทุเรียนสดอยู่ที่ 982,016 ตัน แต่มูลค่าลดลงเหลือ 125,868 ล้านบาท
ตัวเลขปี 2568 “ปริมาณ” การส่งออกทุเรียนเพิ่มขึ้น แต่ “มูลค่า” กลับลดลง จากภาวะ over supply ปริมาณผลไม้ออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก โดยเฉพาะในไตรมาส 2 ทำให้ราคาต่อหน่วยลดลงประมาณร้อยละ 5-10 เมื่อเทียบกับปี 2567 สาเหตุเพราะตลาดทุเรียนในจีนมีผู้เล่นใหม่คือเวียดนาม
โดยในปี 2568 ส่วนแบ่งการตลาดทุเรียนไทยลดลงเหลือร้อยละ 64 ขณะที่เวียดนามเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดเป็นร้อยละ 35
ตลาดทุเรียนที่เคยยืนหนึ่งเผชิญกับความท้าทายที่ไทยต้องปรับตัว ในปี 2569 ทุเรียนไทยจะเผชิญกับปัจจัยที่ส่งผลกระทบหลายเรื่อง ตั้งแต่ความแห้งแล้งที่ทำให้ผลผลิตน่าจะลดลง ผู้ปลูกต้องเพิ่มการดูแลรักษามากกว่าเดิมส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่ประสิทธิภาพในการผลิตต่อหน่วยพื้นที่ (yield) ลดลง
สถานการณ์การสู้รบในหลายภูมิภาคส่งผลให้การลงทุนชะลอตัว โดยเฉพาะนักลงทุนจีน มีผลกระทบต่อการตัดสินใจบริโภคที่เป็นโดมิโนจาก (ตลาด) ปลายทางมาถึงต้นทางอย่างไทย
คู่แข่งใหม่เวียดนามที่มาแรงจะเป็นตัวผลักให้ไทยเร่งปรับตัว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเวียดนามขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า โดยเฉพาะพันธุ์ Ri6 ที่พัฒนามาจาก “หมอนทอง” ของไทย แต่ทำราคาได้ถูกกว่า เวียดนามยังมีข้อได้เปรียบไทยอีกหลายอย่าง เช่น การมีพรมแดนติดกับจีน ทำให้การขนส่งทางบกใช้เวลาน้อยกว่าไทย ต้นทุนค่าขนส่งที่น้อยกว่าทำให้ทุเรียนเวียดนามขายปลีกได้ถูกกว่า
และเนื่องจากระยะทางที่ใกล้ ทุเรียนเวียดนามจึงสามารถปล่อยให้สุกบนต้นได้มากกว่าก่อนเก็บเกี่ยว และประการสำคัญอีกข้อในการส่งออกคือ มาตรการตรวจสอบจากจีนที่เข้มงวดเรื่องสารปนเปื้อน (สารแคดเมียม หรือ BY2) ที่ทำให้การส่งออกทุเรียนไทยในปีที่ผ่านมาสะดุดในบางช่วง
“หมอนทอง” ครองใจผู้บริโภคชาวจีนมานานด้วยกลิ่นและรสชาติที่หวานหอมเป็นเอกลักษณ์ ผู้บริโภคจีนสู้ราคาเพราะเกรดพรีเมียม แม้เวียดนามจะพัฒนาสายพันธุ์ Ri6 ให้ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น โดยขยายพื้นที่ปลูกทั้งบริเวณที่ราบสูงตอนกลางที่มีสภาพอากาศเย็น และดินภูเขาไฟที่อุดมสมบูรณ์ กับสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ข้อได้เปรียบของโซนนี้คือ สามารถผลิตทุเรียนนอกฤดูกาลได้ ทำให้เวียดนามมีทุเรียนส่งออกจีนได้เกือบตลอดทั้งปี แต่ความหอมยังสู้หมอนทองไทยไม่ได้ นี่คือเสน่ห์ที่เป็นจุดเด่นที่ทุเรียนไทยต้องรักษาไว้ให้ได้
กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ร่วมกันวาง “กลยุทธ์ 4 ไม่” เพื่อไม่สูญเสียตลาดหลัก (ไม่อ่อน คือไม่ตัดทุเรียนอ่อน, ไม่มีศัตรูพืช, ไม่สวมสิทธิ์, ไม่มีสารตกค้าง) เพื่อรักษาตลาดหลักไว้ให้ได้ ซึ่งหมายถึงคุณภาพต้องสม่ำเสมอ ผลผลิตต้องเป็น food safety
สำหรับการตรวจ BY2 และแคดเมียม ปัจจุบันหน่วยงานรัฐเข้มงวดขึ้น มีขั้นตอนกำกับดูแลรัดกุม จนมั่นใจได้ว่าทุเรียนไทยจะไม่ประสบปัญหาเหมือนที่ผ่านมาไทยยังมีข้อได้เปรียบอีกเรื่องคือ ทุเรียนภาคตะวันออกจะให้ผลผลิตที่เร็วกว่าทุเรียนเวียดนาม โดยจะเริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม ในขณะที่ทุเรียนเวียดนามจะเริ่มให้ผลผลิตเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ดังนั้น ในช่วง 4 เดือนดังกล่าวจึงเป็นโอกาสทองที่ไทยต้องไม่พลาด
บทความโดย ณธกฤษ เอี่ยมสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลททินัม ฟรุ๊ต จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : คนเมือง ยิ่งดึกยิ่งคึก! แกร็บเผย “ศุกร์-เสาร์” เรียกรถพุ่ง “ส้มตำปูปลาร้า” จานโปรดคนนอนดึก ส่วน “ถุงยางอนามัย” ขายดีช่วงกลางคืน



