เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ต้อนรับ International Healthcare Week 2026 ที่รวม 3 งานแสดงสินค้านานาชาติไว้ภายใต้หลังคาเดียวกัน คือ World Health Expo (WHX) Bangkok ด้านเครื่องมือแพทย์ ห้องปฏิบัติการ และบริการสุขภาพ CPHI South East Asia ด้านอุตสาหกรรมยาและเภสัชกรรม และ Medtec Southeast Asia ด้านการออกแบบและผลิตเครื่องมือแพทย์ ทั้งหมดจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Thailand gateway to southeast asia health hub
งานแสดงสินค้าไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่คือเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนเม็ดเงิน องค์ความรู้ และการลงทุนเข้ามาในประเทศ การที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพ International Healthcare Week คือการประกาศต่อโลกว่า เราพร้อมจะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการแพทย์ของภูมิภาค
ตลาดเครื่องมือแพทย์ในเอเชียแปซิฟิกมีมูลค่าสูงถึง 1.27 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2568 และคาดว่าจะขยายตัวเกือบ 2 เท่าในทศวรรษหน้า ขณะที่ MedTech ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตปีละ 7.31% ส่วนตลาดยาในอาเซียนเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก
ในภาพนี้ประเทศไทยอยู่ในตำแหน่งที่ดี เป็นผู้ส่งออกเครื่องมือแพทย์อันดับที่ 20 ของโลก ตลาดในประเทศมูลค่ากว่า 2.23 พันล้านเหรียญในปี 2567 และระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
คำถามคือ ไม่ใช่ว่าอาเซียนจะเติบโตหรือไม่ แต่ใครจะได้ส่วนแบ่งจากการเติบโตนั้นมากที่สุด ไทยมีศักยภาพจะเป็นได้ทั้ง “ตลาด” และ “ฐานการผลิต” ของอุตสาหกรรมการแพทย์ในอาเซียน ซึ่งน้อยประเทศในภูมิภาคที่ทำได้ครบ 2 ด้านพร้อมกัน
ความได้เปรียบของไทยไม่ได้อยู่ที่ค่าแรงหรือต้นทุน แต่อยู่ที่ 3 มิติที่ประเทศคู่แข่งสร้างได้ยาก ดังนี้
ประการแรก คือ โครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่โลกไว้วางใจ ทั้งโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรอง JCI จำนวนมากที่สุดในอาเซียน บุคลากรทางการแพทย์หลายภาษา และระบบ FDA ที่กำลังปรับสู่มาตรฐาน ASEAN harmonization
ประการต่อมา คือ ทักษะการผลิตข้ามอุตสาหกรรม ที่ต่อยอดจากยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งการฉีดพลาสติกวิศวกรรม การผลิตแม่พิมพ์ และชิ้นส่วนโลหะความแม่นยำสูง ทักษะเหล่านี้ใช้เวลาหลายสิบปีในการสร้าง
ประการสุดท้าย คือ ภาพลักษณ์ medical & wellness Hub ที่เป็นมิตรและมีระบบดูแลผู้ป่วยต่างชาติที่อบอุ่น ซึ่งเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ประเทศคู่แข่งสร้างได้ยาก ความได้เปรียบเหล่านี้ไม่ใช่ตัวเลขในงบประมาณ แต่คือทุนทางสังคมและทุนทางวัฒนธรรมที่ใช้เวลาสร้าง ถ้าเราใช้ไม่เป็นก็จะกลายเป็นโอกาสที่หลุดมือไป
โอกาสจะมาถึงเฉพาะผู้ประกอบการที่พร้อม และความพร้อมในวันนี้มีนิยามที่ต่างจากเมื่อสิบปีก่อน ซึ่งประการแรกยกระดับจากผู้รับจ้างผลิต (OEM) สู่เจ้าของนวัตกรรม (own brand) ผู้ผลิตที่อยู่รอดในระยะยาวไม่ใช่ผู้ที่ขายต้นทุนถูกที่สุด แต่คือผู้ที่มี IP เป็นของตัวเอง และมีเรื่องราวด้านจริยธรรมการผลิตที่ลูกค้าระดับโลกยอมรับ
ประการที่ 2 มองตลาดเป็นภูมิภาคไม่ใช่ประเทศ ผู้ที่คิดในระดับอาเซียนตั้งแต่วันแรก จะสเกลได้เร็วกว่า และประการที่ 3 ลงทุนในมาตรฐานสากล ทั้ง ISO 13485, GMP, CE Mark ซึ่งเป็นใบเบิกทางสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป
กล่าวโดยสรุป ทิศทางตลาดสุขภาพโลกที่ผู้ประกอบการไทยพลาดไม่ได้ใน 5 ปีข้างหน้า ได้แก่ AI และ digital health ที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ longevity & preventive care ที่ผู้บริโภคใช้จ่ายเพื่อป้องกันมากกว่ารักษา China+1 ที่บริษัทระดับโลกย้ายฐานออกจากจีนสู่อาเซียน ASEAN harmonization ที่จะเปิดตลาด 670 ล้านคนให้กลายเป็นตลาดเดียว และ sustainability & ethical manufacturing ที่ลูกค้าโลกเรียกร้องการผลิตที่ตรวจสอบย้อนกลับได้
ถ้าผู้ประกอบการไทยจับเทรนด์เหล่านี้ได้ครบ จะไม่ใช่แค่ผู้ตามตลาด แต่เป็นผู้กำหนดราคาในตลาดของเราเอง อุตสาหกรรมสุขภาพคือเซกเมนต์ที่ไทยจะใช้ก้าวข้าม middle income trap ได้จริง เพราะต้องการทั้งทักษะที่ไทยมี และตลาดที่กำลังขยายตัว ความท้าทายคือเราจะใช้ช่วงเวลา 5 ปีข้างหน้านี้ให้คุ้มค่าได้มากน้อยเพียงใด
บทความโดย : รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ ภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ไทม์แมชชีนแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Deep Tech ระดับโลกต้องปักหมุด


